ชินจูกุ : ทำงาน กิน ดื่ม เที่ยว ชอปปิ้ง

ถ้าถามว่า ชินจูกุ คืออะไร
เมื่อเทียบโตเกียวกับ กทมๆ ชินจูกุก็คล้ายกับสีลม  กล่าวคือ เป็นแหล่งออฟฟิต  ย่านคนทำงาน ตึกระฟ้าจำนวนมากอยู่แออัดกันที่นี่ ที่นี่เป็นที่ที่มีความหนาแน่นขอประชากรมากที่สุดในญี่ปุ่น


ตึกอาคารสำนักงานจำนวนมากอยู่ในละแวกเดียวกัน คนทำงานหรือซารารีแมนจำนวนมากเดินทางเข้าออกทุกวัน  บริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ล้วนตั้งอยู่ในตึกบริเวณนี้ เป็นย่าเศรษฐกิจที่สำคัญมากของกรุงโตเกียว
บริเวณนั้น จะเรียกว่าย่าน Skyscraper Building หรือ ย่านตึกระฟ้า นั่นเอง เนื่องจากมีตึกสูงๆ อยู่มากมาย รวมทั้งตึกที่ว่าการโตเกียว ที่เป็นตึกแฝดด้วย (น่าจะเห็นในหนังหลายๆ เรื่อง ก็อตซิลล่าก็เคยพังตึกนี้)

จากฮาราจูกุ เดินกลับสถานี แล้วขึ้นยามาโนเทะไลน์สายเดิม ตั๋ว 720 เยนยังคงใช้งานได้  แปปเดียวก็ถึงชินจูกุ

สถานีชินจูกุเป็นสถานีที่สับสนวุ่นวายที่สุดในญี่ปุ่น  มีรถไฟหลายสิบสายวิ่งเข้าออกทุกวัน ทั้งใต้ดินและบนดิน อีกทั้งเป็นชุมทางของรถไฟหลายบริษัท ทั้ง JR  ,Odakyu , Toei และอีกหลายสาย

 

คนทำงานในญี่ปุ่นเข้าทำงานแต่เช้า และเลิกเย็น บางทีก็ค่ำ บางที่ทำเจ็ดโมงเลิกสองทุ่ม วันละ 12 ชม  เป็นสาเหตุหนึ่งของความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

ชาวตะวันตกมองว่า Salary Man is Real Japanese Hero. ก็นับว่ามีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย 

เมื่อเลิกงานแล้ว ชาวญี่ปุ่นจะนิยมไปดื่มกิน หรือเที่ยวกันต่อ

แล้วซารารีแมนพวกนี้กิน-เที่ยวกันที่ไหนละ
ก็ไม่ยากครับ  บริเวณรอบๆ สถานีชินจูกุนี้เอง เต็มไปด้วยแผงอาหารขนาดเล็ก ที่จำหน่ายเหล้าเบียร์ด้วย มีทั้งของอิ่มท้องอย่าง อุด้ง โซบะ ราเม็ง ไปถึงของย่าง โทริยากิ  สเต็กเนื้อ หรือร้านโอเด้งก็ยังมี

มีราคาแต่เป็นเลขจีนซะนี่


แผงพวกนี้ดูว่าขนาดเล็กๆ แต่ราคาสินค้าไม่ถูกตามขนาดแผงเลย โดยเฉพาะพวกของย่างนั้น ราคาค่อนข้างจะน่ากลัว
ดื่มกินเสร็จแล้ว ถ้าใครอยากไปเที่ยว บริเวณใกล้กันนั้นมีย่านกลางคืนที่เรียกได้ว่าสุดยอดมากย่านหนึ่ง  ชื่อว่า คาบูกิโจ  ที่มีคลับ บาร์ เลาจน์ละแหล่งเที่ยวจำนวนมากมาย เป็นที่หย่อนใจของคนทำงาน
ย่านนี้ผมไม่ได้ไปเนื่องจากเวลาไม่อำนวย จึงไม่มีภาพมาให้ชมกัน

รอบๆ สถานีชินจูกุ มีห้างสรรพสินค้ามากมาย ห้างที่ใหญ่คือ Odakyu และอีกหลายๆ ห้าง

จุดที่คนไทยชอบไปเสียตังกันมากคือร้าน Big Camera ที่เห็นได้ชัดเจนเมื่อออกจากสถานีรถไฟ

Tip : คนไทยจำนวนมากมักจะเสียเวลาอันมีค่าไปที่ร้านกล้อง ก่อนไป เลือกยี่ห้องกล้องไปก่อน แล้วทำราคาจากเมืองไทยไปด้วย ถ้าราคาต่างกันไม่มาก อย่าซื้อ  กล้องที่มีเมนูภาษาอังกฤษ จะมีราคาพอๆ กับที่ไทย ต่างกันไม่ถึง 10% ถ้าเป็นกล้องเมนูญี่ปุ่น จะต่างกัน 30% เมมโมรี่การ์ด ค่อนข้างจะแพงโดยเฉพาะ SD แพงกว่าเมืองไทย

พริตตี้ของร้านกล้องนี้เด็ดดวงมาก น่ารัก ชุดสวย เสียงเพราะ พูดตลอดเวลา ที่สำคัญที่สุดคือพูดภาษาอังกฤษได้ดี อธิบายสรรพคุณกล้องได้ด้วย

ห้าง Keio หนึ่งในเจ้าของสัมปทานรถไฟ

ถ้วยชา การชงชาเป็นศิลปแขนงหนึ่งของชาวญี่ปุ่น คนที่มีอายุหน่อยจะนิยมเรียนกัน

ถ้วยชาบางใบมีราคาแพงสุดๆ

ร้านหนังสือผู้ใหญ่จ้า  ข้างในน่ากัวมาก ไม่กล้าเอาลงกลัวโดนปิดบล็อค

น้องสาวคนนี้ใส่ชุดมาสคอต ขายพิกาจูให้คุณพ่อซื้อให้คุณลูก

ร้านอาหารมีมากมายสารพัดราคา

ชาวญี่ปุ่น ทำงานหนัก กินดื่มและเที่ยวอย่างเต็มที่  และกลับมาทำงานหนักอีกในวันรุ่งขึ้นครับ

ที่นี่ก็มีที่สูบบุหรีด้วย

โครงการรณรค์ทำความสะอาดชินจูกุ  ทำไมเป็นช้างก็ไม่รู้

 

ในสถานีชินจูกุ มีร้านอาหารมากมาย เป้นร้านราคาปานกลาง ไม่หรูหรา เหมาะกับคนทำงานกินทุกๆ วัน

ฟารเฟ่ต์จ้า 750 เยน

เกาลัดน่อ กับของแห้ง

เค้กจ้าเค้ก  ชิ้นละ 1950 เยน

ร้านนี้มีโปรโมชั่นคริสตมาสอยู่ น่ากินชะมัด

อาหารเย็นวันนี้ คิอโซบะเย็น โรยแป็ง ในร้านโซบะยืนกิน ที่สถานีชินจูกุ 450 เยนจ้า คนอื่นกินอุด้งแกงกะหรี่ กับคิตสึเนะอุด้ง 

 

 

=========================================

 

ต่อไปเป็นภารกิจที่เรามาทำกันที่ชินจูกุ ก็คือ การมาซื้อตั๋ว OneDay Trip ไปเที่ยวฮาโกเนะ

ฮาโกเนะ เป็นที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ที่ชาวญี่ปุ่นชอบไปกันมาก  อยู่ห่างโตเกียวไม่ถึง100 กม  จุดเด่นคอสามารถมองเห็นฟูจิซํง หรือภูเขาไฟฟูจิได้ชัดเจน ในวันที่อากาศดี  การไปเที่ยวต้องนั่งรถไฟไป แล้วต้องไปเสียค่ารถในละแวกนั้นด้วย พวกผมเลือกซื้อแพคเกจหนึ่งวัน จะฟรีค่าพาหนะทั้งหมด และค่าตั๋วในการเข้าชมสถาณที่ต่างๆ ในฮาโกเนะ

ค่าตั๋ว Hakone Pass 4000 เยน

ซื้อที่เคานท์เตอร์ขอบริษัท Odakyu เป็บบริษัทที่ได้สัมปทานรถไฟในโซนด้านตะวันตกขอโตเกียว และสายที่ผ่านฮาโกเนะ (ในโตเกียวนั้นมีบริษัทรถไฟหลายเจ้าประมูลสัมปทาน บริษัทที่ทำรถไฟวิ่งกลางเมืองคือ JR ส่วนบริษัทอื่นๆ เช่น Odakyu Toei นั้นก็ทำรอบๆ เมืองและจังหวัดใกล้เคียง)

ตั๋ว Hakone Pass จะอำนวยความสะดวกได้มากเพราะไปไหนก็ยื่นตั๋วอย่างเดียว ไม่ต้องตีใหม่  ราคารวมก็คุ้มกว่าซื้อแยกกันด้วย

เคานท์เตอร์ของ Odakyu นี้บริการดีมาก พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ดี อธิบายคล่องแคล่ว และยังเป็นสาวแว่นที่น่ารักด้วย

จากนั้น เราก็ขึ้น Seyu Line จากชินจูกุ ตัดตรงไปผ่านอากิฮะบะระ แล้วไปลงอาซาคุสะบาชิ กลับที่พัก

สรุปว่า วันนี้เดินทางตามนี้ครับ

อาซาคุสะบาชิ-อากิฮะบะระ-วังจักรพรรดิ-ชิบูยะ-ฮาระจูกุ-ชินจูกุ-อากิฮะบะระ - อาซาคุสะบาชิ

ครับ  ตั๋วรถไฟ JR 720 เยนใช้คุ้มมาก ประหยัดเวลาดีด้วย ไม่ต้องมานั่งดูว่าจะลงไหน

 

เอาละครับ พรุ่งนี้ เราจะไป Hakone กัน 

 

 

edit @ 6 Dec 2007 14:16:13 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

ฮาราจูกุ แหล่งแฟชั่นหลุดโลก

คำว่า หลุดโลก นี้ ไม่ได้หมายความถึงเวปหลุดโลก ดอทคอม แต่อย่างใด

ไอ้ที่ว่าหลุดโลกนั้น คือเป็นแฟชั่นที่ใส่เดินตามปกติไม่ได้นั่นเอง ว่าง่ายๆ ก็คือชุดที่เหมือนหลุดมาจากแฟชั่นโชว์ หรือหนังสือแฟชั่นน่ะแหละ

คำว่าแหล่งแฟชั่นหลุดโลกนี้ คือ ละแวกหน้าสถานีฮาราจูกุ จะมีศาลเจ้าใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง หน้าศาลเจ้ามีลานโล่ง และมีสะพาน ตรงจุดนี้เองจะเป็นจุดรวมของบรรดาวัยรุ่นที่มีความอยากจะใส่ชุดหลุดโลก แต่งตัวมาเดินกันที่นี่

ตัวอย่างแฟชั่นหลุดโลกที่ผมพบคือ

-ชุดตุ๊กตา สีดำขาว หรือไม่ก็สีชมพูสด

-ชุดกิโมโนประยุกต์

-ชุดแนวโกธิคโลลิต้า

-ชุดแนวพังค์ร็อค

-ชุดเสื้อคลุม

-ชุดแนวอะไรก็ไม่รู้

ชุดเหล่านี้ไม่ใช่คอสเพลย์ เพราะดูเหมือนว่าจะไมได้คอสเป็นตัวละครอะไรสักตัวเลย เพียงแต่ใส่ชุดสวยๆ มาเดินเล่นกันมากกว่า

เอาละ จากชิบูยะ ไปฮาราจูกุ เราใช้วิธีเดินไป ระหว่างทางก็ชมนู่นดูนี่ไปเรื่อยๆ

จากสนามกีฬา เดินเลียบไปทางขวา จนทะลุออกทางรถไฟ JR เดินตามทางรถไฟไปเรื่อยๆ ชมสนามกีฬา ไม่ถึง 20 นาทีก็มาถึงสถานีรถไฟฮาราจูกุ
มาถึงก็พบเด็กวัยรุ่นจำนวนหนึ่งแต่งตัวน่าดูไม่น้อย

มีศิลปินเปิดหมวกด้วย

แต่ว่า เจออะไรแปลกๆ เข้าจนได้

 

ดูแล้วกลุ้มใจ ผมและเพื่อนเรียกสิ่งนี้ว่า "เจ้าที่เจ้าทาง"

วันนี้ผมมาถึงฮาราจูกุมืดเกินไป วัยรุ่นเลยกลับบ้านกันหมดแล้ว ต้องมาสักบ่าย 2-4 กำลังงาม

เอาละ ข้ามถนนจากสถานีมา ก็จะเจอกับร้านสนูปปี้ขนาดเบ้อเร่อ ไม่ได้เข้าไปเพราะสาวๆ เต็มร้านเลย

เดินเลี้ยวซ้ายต่อจากสนูปปี้ไป ก็จะพบกับถนนแฟชั่นหลุดโลก "ทาเคชิตะโดริ"

ทาเคชิตะโดริ เป็นซอยขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ว่าเต็มไปด้วยร้านแฟชั่นสารพัดรูปแบบ ขายของแต่งตัว เครื่องประดับ สารพัดสารพันที่ผู้หญิงต้องการจะใช้

 

คนเดินเยอะไปหมด แต่ไม่ติดขัดเพราะถนนกว้างพอ และไม่มีการขายของหน้าร้าน ต้องเข้าไปซื้อในร้าน คนจึงไม่ออกัน

เดินลึกเข้าไปคนเริ่มบางตา

ร้านไดโซะ ใหญ่มากกลางซอย

ของหลายอย่างมีขายเฉพาะที่นี่

 

ร้านขายเครื่องประดับและออฟชั่นเสริมต่างๆ

ชุดคอสเพลย์เป็นตัวมาสคอตจ้า

ร้านขายชั้นใน อยากเข้าไปดูแต่กลัวโดนไล่

ร้านเครป ตกแต่งงามมากๆ สาวๆ มุงตลอดเวลา

ร้าน Body Line ขายเสื้อผ้าแนวโกธิคและชุดตุ๊กตาราคาไม่แพง ผมไปซื้อมาชุดนึงมาฝากเพื่อนที่เมืองไทย 4999 เยนเท่านั้น

ร้านนี้ขายชุดน่าสนใจมากครับ เป็นแนวตะวันตก ออกหรูหราฟูฟ่าเลยละ มีคอร์เซ็ทลดราคาอยู่ด้วย 3990 เยนเท่านั้นเอง

ดูราคาแล้วน่าซื้อมาปล่อยในงานการ์ตูนบ้านเราชะมัด

ชุดมือสองจ้า ถูกมาก

นี่อีกร้านนึง เจ้าของกำลังเช็คของ เจ้าของร้านแต่งตัวได้บาดใจดีแท้ เป็นกระโปรงยาวผ่าสูงมากถ่ายด้านหน้าไม่ทันน่อ

ร้านขายเสื้อผ้ามีมากมาย แต่ละร้านแนวไม่ซ้ำกัน

ของเล่นจ้า

รองเท้าร้านนี้สุดยอดจริงๆ  เขาห้ามถ่ายรูปเลยได้มาแค่นี้

คนนี้ตะโกนขายของจ้า

เนื้อย่างเสียบไม้ หรือคีบัฟ แพงชะมัดแต่น่ากิน

 

อันนี้ตู้หยอดคาจาปองอีกตามเคย หยอดได้สลากเอามาแลกของได้ คนขายจะไขตู้ให้

โดยสรุปแล้ว ผมรูสึกว่า ย่านฮาราจูกุ โดยเฉพาะถนนทาเคชิตะนี้ เป็นที่ที่วัยรุ่น จะมาแสดงออก ในแง่ของการแต่งตัวหรือแสดงความสามารถ  เอาชุดที่ใส่ไปไหนไม่ได้แน่ๆ มาแต่งกัน จะว่าไปเหมือนลานเยาวชน หรือเวทีอะไรสักอย่างหนึ่ง

แฟชั่นที่ใส่กันนี้ มีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และทรายจากชาวญี่ปุ่นว่า ร้านค้าในถนนนี้ ออกแบบชุดใหม่ออกมาเรื่อยๆ และบางชุดกลายเป็นแฟชั่นที่นิยมกัน

อาจจะบอกว่า ฮาราจูกุ เป็นแหล่งทดลองแฟชั่นก็ว่าได้

 

==============================

แถมท้ายครับ นี่คือภาพไอเทมที่ผมได้มาจากฮาราจูกุ

 

เป็นชุดแนวโกธิคโลลิต้า ห่อมาอย่างดีขนย้ายสะดวก

ชุดในห่อนั่นหน้าตายังงี้ครับ

ผมไม่ได้ใส่เองนา สาวน้อยน่ารักคนหนึ่งฝากซื้อน่ะ

เวปไซด์ของร้าน Body Line นี่ครับ http://www.bodyline.co.jp/

ซื้อชุดแล้วเงินเหลือ เลยซื้อหนังสือไปฝากเธออีกเล่มหนึ่งครับ

เป็นหนังสือภาพ ภายในมีวิธีตัดชุดและการสร้างเครื่องประดับด้วย ราคา 980 เยน  

 

เป้าหมายต่อไป: ชินจูกุ

edit @ 5 Dec 2007 17:41:13 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับความสัมพันธ์ ไทย ญี่ปุ่น 

  

 

วันที่ 12 มิถุนายน เวลา 14.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น เสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต พร้อมสมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และผู้แทนพระประมุขจากพระราชวงศ์ 25 ประเทศทั่วโลก ในการถวายพระพรชัยมงคล แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

  
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยนั้น เป็นที่เลื่องชื่อไปทั่วโลก ว่าทรงมีพระอัจฉริยภาพในหลายด้านๆ ทั้งด้านดนตรี และทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ผู้อุทิศตนเพื่อปวงชนชาวไทย


เมื่อเทียบกันแล้ว ระบบกษัตริย์ของไทยและญี่ปุ่นนั้น ไม่แตกต่างกันมากในเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง เป็นที่เทิดทูนและเป็นสัญลักษณ์สูงสุด  แต่ว่า ในทางปฏิบัติแล้ว พระมหากษัตริย์ของไทยนั้น ทรงมีอำนาจในใจของประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศมากมายนัก


ตอนผมไปญี่ปุ่นครั้งแรก ไปในทุนของรัฐบาล และจะได้รับการต้อนรับโดยหน่วยราชการของญี่ปุ่น

คำถามที่ง่ายๆ ที่น่าจะถูกถาม  คือ “ทำไมพวกคุณถึงรักกษัตริย์ของคุณมากนัก” 

 

เครื่องแบบที่พวกเราเลือกใช้เป็นชุดลำลองคือเสื้อสีเหลือง

การแสดงที่พวกเราเตรียมไปแสดงให้ชาวญี่ปุ่นชมก็มีการขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ สายฝน  (เล่นเปียโนและขับร้องโดยหมอย้ง : ไปดู Entry เก่าๆ) และมีการฉายสไลด์ความสัมพันธระหว่างราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ด้วย  แถมของที่ระลึกที่เราเตรียมไปก็คือ พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง เมื่อมีพระราชปฏิสันฐาน (จับมือ) กับสมเด็จพระจักรพรรด์อากิฮิโตของญี่ปุ่นอีกด้วย

เราจบการแสดงด้วยการถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


พูดง่ายๆคือว่า พวกเราเทิดพระเกียรติในหลวงกันเต็มที่ และชาวญี่ปุ่นย่อมจะสงสัยไม่น้อย ว่า “ทำไมเราถึงรักกษัตริย์กันขนาดนั้น” 

คำตอบที่พวกผมตอบอย่างฉะฉานก็คือ “Our King devote his private life  for happiness of Thai prople”  หรือ ในหลวง ทรงอุทิศชีวิตของพระองค์เพื่อความสุขสมบูรณ์ของปวงชนชาวไทย  เพียงเท่านี้ก็เป็นคำตอบที่สมบูรณ์แล้ว


ส่วนรายละเอียดของพระราชกรณียกิจนั้น เราได้บอกให้ชาวญี่ปุ่นทราบทุกครั้งเมือได้พูดคุยกันในแง่ของการพัฒนา โดยเฉพาะในเรื่องของการเกษตร และการชลประทาน ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราชาวไทยภาคภูมิใจเมื่อได้พูดถึง King Phumipol , Our  Beloved King.


เมื่อมีการพูดถึงพระเจ้าอยู่หัว สิ่งที่อดไมได้คือการควักเอาธนบัตร และเหรียญของไทยออกมา เพื่อชี้ให้เพื่อนชาวญี่ปุ่นดูภาพในหลวง และพระราชกรณียกิจในธนบัตร  (ธนบัตรของญี่ปุ่นเป็นรูปบุคคลสำคัญ แต่ไม่ใช่กษัตริย์)


ในสายตาของชาวญี่ปุ่น กษัตริย์ของญี่ปุ่นมีบทบาทไม่มากนัก โดยเฉพาะในแง่ของการพัฒนา  ซึ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นรู้สึกประหลาดใจในแง่ที่ว่า พระมหากษัตริย์ของไทย มีบทบาทมากขนาดนั้น  และประหลาดใจเมื่อทราบว่า พระองค์ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ที่มีบารมีมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย


ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กษัตริย์ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน พระจักรพรรดิอากิฮิโตเมื่อยังดำรงตำแหน่งมกุฏราชกุมาร ก็เสด็จมาประเทศไทยเสมอๆ และทรงเป็นผู้นำพันธ์ปลานิลมาเพาะพันธ์ในประเทศไทย

 

 แม้แต่ในปัจจุบันนี้เจ้าชายของญี่ปุ่นก็เสด็จมาประเทศไทยบ่อยๆ พระองค์มีโครงการวิจัยไก่พื้นเมืองอยู่ที่ ม. แม่ฟ้าหลวง  เชียงราย

ในมหาวโรกาสฉลองครบรอบ 60 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระจักร พรรดิอากิฮิโตแห่งญี่ปุ่นพร้อมด้วย สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะได้ทรงตอบรับและเสด็จมาร่วมในพระราชพิธีครั้งนี้ด้วย

 

 

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2549 เวลา 13.35 น. สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี แห่งญี่ปุ่น เสด็จพระราชดำเนินถึงประเทศไทย โดยเครื่องบินพระที่นั่งเพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสองราชวงศ์ไทย – ญี่ปุ่น แน่นแฟ้นมาเป็นเวลานาน และน่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไป 

เมื่อเพื่อนชาวญี่ปุ่นมาเยี่ยมประเทศไทยตามคำเชิญชวนของเรา  ชาวญี่ปุ่นก็ตกใจกับสีเหลืองเต็ม กทม.  วันจันทร์ทุกคนใส่เสื้อเหลือง และพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงเต็มไปหมดทุกถนน และหน่วยราชการ

  ญี่ปุ่นกับไทยมีความสัมพันธ์กันมา ช้านานกว่า 600 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอยุธยาและในปี 2550 จะเป็นปีครบรอบ 120 ปี ของ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นกับไทย อย่างเป็นทางการ 

 

ในโอกาสนี้ ผม ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้ ในหลวงของเรานั้น มีพระราชพลานามัยสมบูรณ์ เป็นมิ่งขวัญของชนชาวไทยตลอดไป สมดังคำที่ในหลวงท่านตรัสไว้ในครั้งที่ทรงครองราชย์ครบ 60 พรรษาว่า 

 “พระมหากษัตริย์ ในยุคโลกาภิวัฒณ์ จะต้องครองราชย์ให้ได้หนึ่งร้อยยี่สิบปี”

  และขอให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองราชวงศ์ แน่นแฟ้นตลอดไป 


ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ

 

 

****************************

สุดท้ายครับ ผมจะขอยกบทสนทนาท่อนหนึ่งของผม กับคุณตาโตโยต้า  ชาวสวนแอปเปิลแห่งเมืองโชบาระ ฮิโรชิมา อายุ 80 ปี ให้ฟัง  ผมได้ไปโฮมสเตย์ในวัดมหายาน ชื่อไซเนนจิ คุณตาเป็นแขกของเจ้าอาวาสมาเยี่ยม และกินข้าวด้วยกัน เมื่อกินเสร็จก็สนทนากัน 

คุณตา : อากาศเมืองไทยร้อน พืชผักคงโตไวนิ

ผม : ไวมาก ผักของเราปลูกสองเดือนก็กินได้ ทำนาได้ปีละสามครั้ง

คุณตา : (ตกใจ กระซิบกับคุณยาย) ทำได้ปีละสามครั้งเลยเหรอ ที่นี่ปีละครั้งเดียว แต่ข้าวที่ได้ก็พอกินไปทั้งปีนิ ว่าแต่ว่า อากาศร้อนอย่างนั้น ปลูกแอปเปิลได้ไหม

ผม : มีการปลูกผลไม้เมืองหนาวพวกแอปเปิล พลับ บนภูเขา เป็นโครงการของพระเจ้าอยู่หัว

หลวงพ่อ : พวกเขารักโอซามา (พระเจ้าอยู่หัว) มาก

คุณตา :(ยิ้ม) ข้าก็รักพระจักรพรรดิมากเหมือนกัน

****************************

รายละเอียดอื่นๆ เชิญดูที่นี่ได้ครับ

ความสัมพันธ์สองราชวงศ์

http://www.th.emb-japan.go.jp/th/jis/publ/pub3_49/pub1.htm

 

เรื่องของโฮมสเตย์

http://itgroup.exteen.com/category/JP-Homestay

สัมมนาที่บ่อน้ำร้อน และการแสดงของเยาวชนไทย

http://itgroup.exteen.com/category/JP-Shizuoka

edit @ 5 Dec 2007 00:46:46 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)