สามวันในวัดไซเนนจิ วันที่สอง : จ้าวยุทธจักรโซบะ + ราชากลองไทโกะ

วันนี้ ตื่นมาตอนเช้ามืด เพราะนอนตั้งแต่สี่ทุ่มกว่า อากาศหนาวเละเทะ เวลายังไม่หกโมงเช้า แต่ส่วางเหมือนเจ็ดโมง

ตื่นมาเดินรอบบ้านดู พบว่าประตูไม่ได้ปิด ประตูหน้าแง้มไว้นิดหนึ่ง ในโบสถก็ยังมีแสงไฟจางๆ อยู่ ตอนแรกเข้าใจว่า คุณย่าตื่นมาเปิด ภายหลังรู้ว่า นี่เป็นธรรมเนียมของวัดนี้ที่ทำมานานแล้ว คุณย่าทำอย่างนี้มา 50 ปีแล้วตั้งแต่แต่งงานกับพ่อของหลวงพ่อ ไม่มีการล็อคประตู และบนโต๊ะจะมีข้าวปั้นวางอยู่กับน้ำชา คนที่หิวโหยสามารถเข้ามากินได้ตลอดเวลา คุณย่าบอกว่า สมัยแกสาวๆ มีคนเดินทางผ่านมากินเยอะ หลังๆ นี่ไม่ค่อยมีเพราะว่าใช้รถกันหมด พอถามเรื่องขโมยแกก็บอกว่า เกิดมาไม่เคยพบเห็นเลย

เจ็ดโมงเช้า กินข้าวกินปลา คุณย่าจัดให้กินสองคน อาหารเช้านี้ถือว่าสุดยอด ซุบมิโซะใส่หอยชิจิมิ ปลาเล็กคลุกสาหร่าย คอนยักกุ(บุก)ผัด ไข่ต้ม ผักต้ม และสาลี่

ยังมีผักดองสามรสมาอีกชุดนึง คือบ๊วยดอง (เปรี้ยว)กระเทียมดอง(เผ็ด) แตงกวาดอง(เค็ม) ผักดองนี้เป็นจานกลาง คุณย่าแกยกมาทุกมื้อ ไม่เสียเพราะอากาศเหมือนในตู้เย็นบ้านเรา

ถามถึงหลวงพ่อ ภรรยาและตัวแก แกบอกว่า เด็กๆ กินแล้ว แต่หลวงพ่อ ภรรยา และตัวแกนี่ไม่ต้องห่วง ผมและปูซังก็งงๆ ว่า ทำไมไม่กินกัน สักพักก็เข้าใจว่าทำไม เมื่อ หลวพ่อเข้ามาแล้วบอกโปรแกรมวันนี้ ตอนเช้าจะพาไปงานแข่งโซบะ (Soba Festival)และตอนบ่ายจะพาไปดูการแสดงกลองไทโกะ (Drum Concert)

ผมและปูซังร้องอ๋อ ว่าทำไมแกไม่กินกัน เพราะเตรียมไปลุยงานแข่งโซบะกันนี่เอง (แล้วทำไมไม่บอกตรูวะ จะได้บอกเขาไม่ต้องทำกับข้าว)

เอาละ เก้าโมง หลวงพ่อก็ขับรถพาเราสองคนไปงานแข่งโซบะมีคุณย่ากับคุณยายโตโยต้า เพื่อนซี้คุณย่าติดไปด้วย ภรรยาหลวงพ่อกับลูกสาวตามมาอีกคัน ระห่างทางหลวงพ่อบอกว่างานนี้ ร้านโซบะดังๆ ทั่วโซบาระมารวมตัวกัน หลวงพ่อเป็น Vice President ก็คงหมายถึงกรรมการจัดงานนั่นเอง

จ้าวยุทธจักรโซบะ

ผมอ่านการ์ตูนทำอาหารของญี่ปุ่นมาหลายเรื่อง (จอมโหดกระทะเหล็ก ซุปเปอร์กุ๊กกระตุกต่อมอร่อย จ้าวยุทธจักรราเม็ง พยัคฆ์ร้ายโรงครัว ยอดเชพครัวท่านฑูต โซ้ยแหลก เซ็ยนบะหมี่สีรุ้ง เซียนบะหมี่รถเข็น ๆลๆ ) และดูทีวีแชมเปี้ยนมาหลานตอน แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่ามาญี่ปุ่นจะได้มางานแบบนี้ พอหลวงพ่อบอกว่าจะไปงานแข่งโซบะ ก็ดีใจเป็นหนักหนา

มาถึงงาน ใครต่อใครก็มาทักหลวงพ่อกันใหญ่ แกก็พาผมกะปูซังไปแนะนำให้แต่ละร้าน และกรรมการคนอื่นๆรู้จัก ว่านี่คือคนไทย มาโฮมสเตย์บ้านแแก

งานแข่งนี้ใช้สถานที่ของร้านเหล้าแถวๆ นั้นเป็นที่แข่ง ทำข้างนอก นั่งกินข้างใน

วิธีแข่งก็ไม่ยากไม่เย็น เข้างานซื้อตั๋วคนละใบ ใบละ 500 เยน ตั๋วหนึ่งใบแลกโซบะได้หนึ่งชาม ร้านไหนก็ได้ พอจบงานร้านไหนมีตั๋วเยอะสุด ก็ได้คะแนนไป คะแนนอีกส่วนหนึ่งมาจากการตัดสินของกรรมการพิเศษ มี 10 คน ซึ่งหลวงพ่อก็เป็นหนึ่งในนั้น

หลวงพ่อซื้อตั๋วมากำหนึ่ง ให้ผมกะปูซังคนละใบ ส่งให้คุณย่าสองใบ แล้วแกก็บอกว่าไม่พอเอาใหม่ได้ (คุณยายโตโยต้าควักตังกินเอง ญี่ปุ่นคงไม่มีธรรมเนียมเลี้ยงกัน)

แต่ละร้านนี่มาถึงก็จัดการนวดแป้ง ทำเส้นกันสดๆ ที่นั่น คนมากินก็นั่งดูว่าร้านไหนทำเส้นเซียนกว่ากัน แล้วค่อยไปซื้อตั๋วเลือกร้าน เออ แปลกดี

หลวงพ่อมาถึงก็ซัดไป 6 ชาม ร้านละชาม ร้อนสลับเย็น คงเพราะต้องตัดสินเลยกินหมดทุกร้าน

ผมกะปูซังซัดไปคนละชาม ตอนนั้นอากาศหนาวมาก 10 องศาได้ ผมอยากได้ร้อนๆ แต่พอยื่นไปที่ร้านหนึ่งกลับได้โซบะเย็น เอาก็เอาวะ

ที่ได้มาคือ อาคิโมมิจิโซบะ (โซบะฤดูใบไม้ร่วง) ของร้านอะไรก็ไม่รู้ จำชื่อไม่ได้แต่คนขายสวย เป็นโซบะเย็น น้ำซุปปลาคัทสึโอะ เครื่องพิเศษคือ ยามะอิโมะ (มันภูเขาขูด) ปกติเราจะใช้ไดโกะ (หัวไชเท้า) แต่ร้านนี้บอกว่าเอามันขูดนี่แหลเะใส่ลงไป ผมลองกินแล้ว มันลื่นๆและหอมกว่าหัวไชเท้า แต่ขาดความเผ็ดร้อนไป ว่าง่ายๆ คือจืดอะ ไม่มีโชยุเติมด้วยสิ จะกินอีกชามก็ยัดไม่ลงแล้ว เมื่อเช้ากินมาเยอะ

ร้านที่สอง ร้านนี้ขายแบบร้อน ใส่นารุโตะ(ลูกชิ้นปลา) กับหน่อไม้

ร้านที่สามเป็นร้านเก่าแก่ประจำเมือง ในภาพนี่คุณพ่อกับคุณลูกกำลังช่วยกันลวกเส้น

ร้านที่สี่ ร้าน ซารุโซบะ เล่นคำว่า ซารุ (ลิง) ร้านนี้เป็นแบบเย็น

ร้านที่ห้า ตัวแทนจากเมืองข้างๆ ร้านนี้ขายแบบร้อนใส่เต้าหู้

ร้านสุดท้าย แบบเย็นเช่นกัน

คุณยายซัดไปสอง แบบร้อนทั้งนั้น แล้วบอกว่าอร่อยดี ไม่ค่อยได้กินข้าวนอกบ้าน

ไม่นาน ซุยกะและยูอิกะก็มากับคุณแม่ หลวงพ่อแจกตั๋วให้คนละใบ คุณแม่สองใบ เป็นเด็กๆ คู่เดียวที่มางานนี้กระมัง คนอื่นๆ เป็นผู้ใหญ่กับวัยรุ่นทั้งนั้น

ซุยกะสู้กลองตลอด ยูอิกะก็อายม้วนตลอด ด้านหลังทางซ้ายจะเห็นถังเหล้าสาเกแบบญี่ปุ่น

กินเสร็จ เขาบอกว่าจะพาเด็กๆ ไปห้องสมุด ซุยกะและยูอิกะชอบอ่านหนังสือ

หลวงพ่อพาไปพักที่บ้าน บ่ายสองจะพาไปดูกลอง

จ้าวยุทธจักรกลองไทโกะ

คงรู้จักกลองญี่ปุ่นกันนะครับ กลองอันโตๆ ที่ตีตรงกลางงานวัด วันนี้เราจะไปดูศิลปปินกลองไทโกะกัน

ศิลปินกลองไทโกะคนนี้ ชื่อ ฮายาชิ อีเท็ตสึ เป็นศิลปินระดับชื่อก้องโลก มีเวปไซต์ด้วย http://www.eitetsu.net/

ผมก็สงสัยว่า ทำไมคนชื่อดังอย่างนี้ถึงมาเล่นในเมืองเล็กๆ อย่างนี้ พอมาดูประวัติ อ๋อ แกเป็นชาวฮิโรชิม่านั่นเอง หลวงพ่อว่าผมโชคดีมากที่ได้มาดู เพราะปกติอีเท็ตสึจะแสดงในงานใหญ่ๆ และค่าบัตรแพงๆ เท่านั้น

สถาณที่แสดงคล้ายกับโรงละครประจำจังหวัด ดูท่าจะมีการแสดงดนตรี ศิลปะต่างๆวนเวียนกันทั้งปี รอบที่อีเท็ตสึมานี้ ตั๋วขายหมดตั้งแต่วันแรก หลวงพ่อจองไว้ห้าที่ สำหรับตัวแก คุณยายทั้งสอง และชาวไทยอีกสอง

ในโรงละครห้ามถ่ายรูป การแสดงสรุปได้ว่า มันผสมง่วง เพราะเป็นเครื่องเคาะไม่มีเสียงคนร้อง จะมีบางช่วงที่เพลงฟังดูเรื่อยๆ และช่วงที่อึกทึก ช่วงแรกนี่เรื่อยๆ และผลัดกันโซโล เลยหลับไปนิดนึง (หลวงพ่อก็หลับ)

ช่วงหลังนี่ อีเท็ตสึและศิษย์ 4 คน โชว์การประสานกลองห้าตัวเข้าด้วยกัน มันชะมัดยาด ท้ายสุด อิเท็ตสิโชวเดี่ยวกลอง กลองตัวเดียวตีได้ไม่รู้กี่เสียง ตีขอบบ้าง กลางบ้าง เปลี่ยนไม้บ้าง เอามือตีมั่ง

เสร็จจากการแสดงกลอง ก็เป็นคราวของเราละที่จะต้องทำกับข้าวให้ชาวญี่ปุ่นกิน หลวงพ่อถามว่าทำได้ไหม เขาอยากลองกินอาหารไทย ทางเราก็เตรียมการมาอยู่แล้ว เลยตอบรับว่า "ไฮ้"

จอมโหดกระทะเหล็ก

ปูซัง จะโชวอาหารของชาวเชียงใหม่ แกงฮังเล และไข่เจียว ผมใช้ท่าไม้ตายของชาวไทย ต้มยำกุ้ง และผัดเปรี้ยวหวาน

ผมมีปัญหาในการหา มะนาว ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก และน้ำปลา ของพวกนี้ไม่มีขายทั่วไป

มะนาว ไปได้มะนาวพิลิปปินส์มา ไม่ค่อยเปรี้ยวเท่ามะนาวไทย ไม่อยากใช้เลมอน

ตะไคร้ ที่นี่เรียกว่า เลมอนกราส ใส่ขวดเหมือนเครื่องยา

ใบมะกรูด มีแบบแพค เป็นใบมะกรูดแห้ง 300 เยน มีไม่กี่ใบ

น้ำปลา บอกว่า Fish Sauce ไม่มีใครรู้จัก บอกว่า นำปุลา (เวียดนาม) ถึงจะรู้ เค็มไม่เท่าทิพรส ต้องใส่เยอะๆ

พริก เจอแบบแพค 300 เยนเหมือนกัน

กุ้งกับเห็ด ญี่ปุ่นมีเยอะ เห็ดถูกด้วย

สรุปว่า เครื่องปรุงที่นั่นรสอ่อนหมดเลย ต้องใส่เยอะๆ ใครจะไปทำให้คนญี่ปุ่นกิน อย่ากะเอานะ ต้องชิมเรื่อยๆ

ผัดเปรี้ยวหวานไม่มีปัญหา ขอแค่มีสัปปะรดก็พอ

ปูซังยิ่งง่าย เครื่องฮังเลทำมาจากบ้าน หั่นเนื้อใส่อย่างเดียว

เอาละครับ หลวงพ่อบอกว่า จะมีแขกมากินข้าวด้วย คือ คุณตาโตโยต้ากับคุณยายโตโยต้า ผมก็ยิ่งเกร็งสิ

เริ่มมาแล้วครับ ปูซังเริ่มตั้งเครื่องแกงฮังเล กลิ่นขจรไปทั่วบ้าน เด็กๆ มาแอบดูที่ประตู แล้วร้องว่า "คาเร คาเร" (แกงกะหรี่น่ะแหละ เด็กญี่ปุ่นคงชอบ)

พอถึงตาผม น้ำเดือด ใส่ซุปก้อน ข่าตะไคร้ใบมะกรูดสเด็จลงไป มะนาวมีเท่าไรใส่หมด กลิ่นฟุ้งเต็มบ้าน หลวงพ่อถึงกับมายืนดม (ชาวญี่ปุ่น เวลาดม จะเอามือโบกควันเข้าหาตัว)

รายละเอียดอื่นๆในการทำครัวไม่ขอกล่าว สรุปได้ว่า มั่วมาก

อาหารเสร็จจนได้ ปูซัง บอกว่า ."แย่แล้ว กะเครื่องแกงผิด ใส่มากไป" ผมชิมดูแล้วก็บอกกับตัวเองว่า ตายห่ะ มันเผ็ดขนาดนี้ แต่ก็คิดว่าโอเค ก็ตักน้อยๆ แล้วกัน

คุณแม่มาช่วย แกถามว่า "แกงนี้ กินกับข้าวหรือเปล่า" ผมก็พาซื่อตอบว่า "ใช่" โดยลืมวัฒณธรรมการกินของชาวญี่ปุ่นไป

ถ้าเป็นคนไทย ก็ตักน้อยๆ ได้นะครับ แต่นี่ชาวญี่ปุ่น เขาจะตักเป็นของใครของมัน ดังนั้น แกงมหาเผ็ดของเรา จึงไปอยู่ในจานข้าวของทุกคนไม่เว้นเด็กๆ โดยที่ผมและปูซังห้ามไม่ทัน พอยกของออกมาจากครัว เห็นแกราดไปเรียบร้อยสวยงามแล้ว ได้แต่มองหน้ากันทำตาปริบๆ

เอ้า ถึงขั้นนี้ก็ต้องกินละวะ ไม่ทันไร ได้ยินเสียงยูอิกะร้องว่า ฮอตโตะ (เผ็ด) แล้วไปเอานมมากินด้วย ซุยกะก็แก้มแดงยังกะแอปเปิล พอยูอิกะซดต้มยำกุ้งเข้าไป ก็หน้าเบ้เพราะมันเปรี้ยวมากเมื่อเทียบกับลิ้นคนญี่ปุ่น ...ขอโทษน้า

ในโต๊ะกินข้าวนอกจากเรา และครอบครัวหลวงพ่อ ยังมีคุณตาและคุณยายโตโยต้า หลวงพ่อแนะนำตัว พวกเรา เราก็ทักทายอย่างเป็นทางการ นั่งลงคำนับกัน ผมแถมไหว้แบบไทยไปด้วย

คุณตาโตโยต้า ปีนี้อายุ 85 ปี อาชีพชาวสวนแอปเปิลและปลูกดอกไม้ในเรือนกระจก มือยังไม่สั่น หูตายังดี ฟันอยู่เต็มปากเคี้ยวเนื้อสบายๆ

แต่ก่อนแกเคยเป็นทหารไปรบในเมืองจีน และถูกจับเป็นเชลยอยู่ที่นานกิงหนึ่งปี แกเล่าให้ฟังว่า ลำบากมาก ต้องทำงานหนัก อาหารไม่พอ กินน้ำสกปรก แต่แกไม่เคยป่วย(ตรงนี้ภูมิใจมาก) สุดท้ายกองทหารญี่ปุ่นบุกเข้าค่ายเชลย ช่วยแกออกมาได้ แกรับใช้ชาติอยู่อีกสองปีจนสงครามเลิก จึงปลดประจำการ กลับมาทำสวนอยู่ที่นี่

คุณตาโตโยต้าซัดแกงเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อย แล้วบอกว่า "อาหารที่เมืองจีนเผ็ดกว่านี้" กินเบียรแกล้มไปหลายกระป๋อง คุณย่ามิจิเอะกับคุณยายโตโยต้าก็กินไปคุยวิจารณ์อาหารกันหนุกหนาน

จากนั้นก็เป็นการสนทนากันระหว่างคุณตาโตโยต้า กับผมและปูซัง หลวงพ่อเป็นล่ามตามเคย บทสนทนาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเกษตร

===========================================

คุณตา :พวกเจ้าหน้าตาเหมือนคนญี่ปุ่นเลยนิ

ผม : บังเอิญมั้งครับ (ไม่กล้าบอกว่ามีเชื้อจีน กลัวสะกิดแผลเก่า)

คุณตา : อาหารพวกนี้เหมือนอาหารจีนเลยนิ

ผม :เมืองไทยมีคนจีนอพยพอยู่มากครับ

คุณตา : ตอนที่ข้าอยู่เมืองจีน ก็เห็นว่าการเพาะปลูกที่นั่นไม่ค่อยดี คงอพยพไปหาที่ทำกินละสิ

ผม :ครับ เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ มีน้ำมาก มีที่ราบกว้างมาก ภูเขาน้อย เลยมีที่เพาะปลูกเยอะ

คุณตา : ไม่มีภูเขา แล้วน้ำมาจากไหน (ตรงนี้คุณยายมิจิเอะ มาสะกิดคุณตา แล้วช่วยบอกแทนเรา ขอบคุณค้าบ)

หลวงพ่อแปลให้ฟัง

ผม : เมืองไทย นี่มีแม่น้ำใหญ่ๆ และมีปลาใหญ่ๆ มากครับ

คุณตา : ข้าเคยกินปลาขนาดใหญ่ที่เมืองจีน รสชาตมันไม่ได้เรื่องเลยนิ

===========================================

คุณตา : เมืองไทย ปลูกอะไรกันบ้างนิ

ปูซัง : ข้าว เป็นหลัก

คุณตา: ผลไม้ละ

ปูซัง : เมืองไทยมีผลไม้เยอะมาก ในหนึ่งเดือนเราจะมีผลไม้กินหลายอย่างไม่ซ้ำกัน มีบางอย่างมีกินทั้งปีด้วย

คุณตา : ที่นี่มีริงโกะ(แอปเปิล) เกรฟฟุ(องุ่น) คาคิ(พลับ) ที่มีทั้งปี สวนของข้ามีแอปเปิลดีๆ เยอะเลย

ผม : ที่เมืองไทยมีทั้งปี คือกล้วย และมะม่วง กล้วยเมืองไทยส่งมาที่ญีปุ่นด้วย

คุณตา : กล้วยที่เมืองจีนก็เยอะเหมือนกัน อากาศที่นั่นคงคล้ายไทย

ผม : คนไทยกินดอกของกล้วยด้วยนะ ดอกกล้วยใหญ่มาก เอามาทำกับข้าวได้

(หลวงพ่อแปลให้ฟัง ทุกคนทำหน้าตาตื่น คงไม่มีใครรู้จักหัวปลี)

========================================

ผม : ตอนนี้สวนของคุณตาเป็นยังไงบ้าง

คุณตา : ปีนี้อากาศดี แอปเปิลออกผลดี แต่พวกสัตว์ป่ามากินไปเยอะ ก็พวกทานุกิ ชาวสวนไทยเจอปัญหานี้ไหม

ผม : มีครับ เมืองไทยมีสัตว์เยอะมาก และที่เป็นปัญหาต่อการเกษตรก็มาก เอาตั้งแต่ตัวใหญ่ คือช้าง

คุณตา : ช้างนี่นะ

ผม : ครับ ช้างป่าที่ขาดอาหารจะบุกไร่ข้าวโพด ทุกอย่างจะถูกทำลาย ไม่มีใครหยุดมันได้

คุณตา อืมมๆ น่ากลัวนิ (แกคงนึกภาพช้างกำลังลุยสวนแอปเปิล) แล้วมีอะไรอีก

ผม : พวกสัตว์เล็กก็มากครับ กระรอก หนู มีมาก งูก็เป็นปัญหากับบ่อปลามาก

คุณตา : ได้ทำตาข่ายกั้นมันหรือเปล่า

ผม : ได้ผลกับบางชนิดเท่านั้นครับ บางตัวเช่น ค้างคาว(bat) และตัวเงินตัวทอง(moniter) นี่กันมันไม่ได้เลย

คุณตางง แกไม่รู้จักทั้งสองตัว หลวงพ่อ แปลค้างคาวว่า โคโมริ ส่วนตัวเงินตัวทองนี่หลวงพ่อก็ไม่รู้จัก

คุณตา : ค้างคาวมันมาจากบนฟ้านี่นะ คงต้องยิงมันอย่างเดียว (เมืองไทยวางเบ็ดกันครับ ผมอธิบายไม่ถูก)

หลวงพ่อ :ในโบสถวัดนี้มีค้างคาวอยู่สองสามตัว แต่ไม่เคยรู้ว่ามันกินผลไม้ด้วย

คุณตา : แต่อีกตัวนี่ละ

ผมก็พยายามอธิบายว่าตัวเงินตัวทองหน้าตาเป็นยังไง บอกว่าเหมือนอีกัวน่าก็ไม่รู้จัก สุดท้ายต้องบอกว่าเหมือนจระเข้ขนาดเล็ก แกก็อ๋อ เพราะเคยเจอที่เมืองจีน

=======================================

ผม : หน้าฝนเมืองไทยฝนตกเยอะมาก และมีน้ำท่วม ตอนนี้บ้านของผมกำลังถูกน้ำท่วมอยู่

คุณตา : ที่นี่ก็มีน้ำท่วม แถวนี้อยู่ที่สูงคงไม่ท่วม แต่ที่นาต่ำๆ ท่วมกันมาก มีดินถล่มและเรามีคลื่นสึนามิ มีไต้ฝุ่น มีแผ่นดินไหวด้วย คนญี่ปุ่นต้องพบกับภัยธรรมชาติพวกนี้มาก(ผมคิด ญี่ปุ่นนี่สารพัดภัยเลยนี่หว่า ดินน้ำลมไฟครบหมด )

คุณตา :ตอนข้าอยู่เมืองจีน คนจีน ทำอาหารกันนอกบ้าน

ผม : คนไทยก็ทำเหมือนกัน ครัวของเราส่วนใหญ่จะเปิดโล่งเพราะอากาศร้อน

คุณตา : อากาศเมืองไทยร้อน พืชผักคงโตไวนิ

ผม : ไวมาก ผักของเราปลูกสองเดือนก็กินได้ ทำนาได้ปีละสามครั้ง

คุณตา : (ตกใจ กระซิบกับคุณยาย) ทำได้ปีละสามครั้งเลยเหรอ ที่นี่ปีละครั้งเดียว แต่ข้าวที่ได้ก็พอกินไปทั้งปีนิ ว่าแต่ว่า อากาศร้อนอย่างนั้น ปลูกแอปเปิลได้ไหม

ปูซัง : มีการปลูกผลไม้เมืองหนาวพวกแอปเปิล พลับ บนภูเขา เป็นโครงการของพระเจ้าอยู่หัว

หลวงพ่อ : พวกเขารักโอซามา (กษัตริย์)มาก

คุณตา :(ยิ้ม) ข้าก็รักพระจักรพรรดิมากเหมือนกัน

======================================

สี่ทุ่ม คุณตาลากลับ หลวงพ่อบอกว่า พรุ่งนี้ไม่มีโปรแกรมไปไหน เพราะแกมีกิจนิมนต์ เขาจะให้ซูยกะและยุอิกะพาผมไปเที่ยวแถวๆนี้

คืนนั้นฝนตกหนัก น้ำไหลเป็นสายจากชายคา หยดลงอ่างน้ำหน้าโบสถ เสียงตัวอะไรบินอยู่ในโบสถ ค้างคาวที่หลวงพ่อว่าแน่แล้วฝนตกหนักมันคงออกไปจับแมลงกินไม่ได้

กบเขียดออกมาร้องก้องวัดไม่รู้ว่าผมอุปปาทานไปหรือเปล่า ว่ากบที่ญี่ปุ่นมันร้อง เคโระ เคโระ และมีเขียด ร้องแหลมๆ ว่า กิโระ กิโระ

===========================================

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry