Home Stay In Shobara Town

By Mr.Chang

หลังจากที่พวกเราเหล่าเยาวชนไทย ผ่านการทัศนศึกษา ดูงาน และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆทั้งในเมือง โอซากา โตเกียว และ ฮิโรชิมา แล้ว กิจกรรมที่พวกเราลอยคอ เอ๊ย รอคอยก็มาถึง นั่นคือการไปพักบ้าน โฮมสเตย์ ผมแอบได้ยินเพื่อนบางคนบ่นว่าไม่อยากไปเลย มีบางคนไปอยู่กับเพื่อน บางคนไปคนเดียว ผมเองก็อยู่ในกลุ่มที่ต้องไปคนเดียว

เย็นวันนั้นหลังจากเสร็จกิจกรรมไปเยี่ยมโรงเรียนประถมซุยโกะ ตอนเย็นพวกเราต้องเตรียมตัว ไปพักบ้านโฮมสเตย์ เพื่อนๆต่างทยอยออกไปกับอาสาสมัครเจ้าของบ้านชาวญี่ปุ่น ครอบครัวผมยังไม่มา ผมก็สารวนอยู่กับการหาคู่มือภาษาญี่ปุ่น ที่ดันลืมไว้ในกระเป๋าเสื้อแต่หาไม่เจอ ก็เลยคิดว่าไปแก้ปัญหาเอาก็แล้วกัน ไม่มีคู่มือแต่ก็ยังมีมือนี่นา

ไม่นานนักครอบครัวของผมก็มารับ คนที่มารับคือพ่อ แต่งกายมาด้วยชุดเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าบู๊ต เสื้อผ้าเปราะเปื้อน ผมเดาตอนแรกว่าครอบครัวนี้คงเป็นช่างซ่อม หลังจากนั้นพ่อก็พาผมขับรถกลับบ้านซึ่งตอนนั้นก็เริ่มมืดมากแล้ว พ่อบอกว่า จากตัวเมืองไปบ้าน 20 นาที ผมก็คิดในใจว่าก็ไม่ไกลเท่าไร คงจะไม่ทุรกันดารนัก

แต่ความคิดก็ยังคงเป็นความคิดอยู่วันยังค่ำ หลังจากรถออกจากตัวเมืองได้ไม่นาน เส้นทางเริ่มคดเคี้ยวลัดเลาะ ไปตามหุบเขา พอรถเลี้ยวออกจากทางเส้นหลักเพื่อเข้าบ้าน ทางก็เริ่มเล็กลง หันไปทางไหนก็มีแต่เขาทั้งสองข้าง เมื่อไปถึงบ้านผมก็ไม่ได้เห็นอะไรอีกแล้วเพราะมืดมาก ไม่มีแสงไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามทางให้เห็นเลย

ช้างซัง กับคุณพ่อและคุณแม่ซาดะฮิโระ อาชีพเกษตรกร

จากความมืดที่ปกคลุมไปทั้งบริเวณผมเดาเอาว่าผมคงอยู่ท่ามกลางหุบเขาเป็นแน่แท้ อากาศหนาวเย็นกว่าในเมืองมาก (กลางคืน -6 องศาเซลเซียส กลางวัน 6-10 องศา) เมื่อผมเดินเข้าไปในบ้าน ก็พบแม่กำลังทำกับข้าวรอผมอยู่ หลังจากนั้นเราก็กินข้าวและเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน

บ้านหลังนี้ มีสมาชิก 3 คน พ่ออายุ 44 แม่อายุ 48 และหลายชายอายุ 17 ปี หลานชายไม่ได้ไปโรงเรียนแต่ทำงานแล้ว งานที่ทำมีลักษณะคล้ายงานก่อสร้าง เห็นแกบ่นว่าเหนี่อยมาก หลังจากที่เราพูดคุยกัน ภาษาอังกฤษบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง มือซะส่วนใหญ่ แม่ก็พาผมไปดูห้องน้ำ ห้องส้วม และวิธีการอาบน้ำ

ห้องน้ำที่ญี่ปุ่น ห้องอาบน้ำจะแยกออกจากห้องส้วม ที่บ้านหลังนี้ ส้วมเป็นแบบส้วมหลุม ส่วนห้องอาบน้ำเป็นแบบโบราณ ก่อนอาบน้ำต้องเอาฟืนมาก่อไฟเพื่อต้มน้ำให้ร้อน แล้วเปิดน้ำเย็นลงไปผสมให้น้ำอุ่นพอดี ลักษณะของห้องอาบน้ำก็เหมือนห้องอาบน้ำทั่วๆไป ที่แตกต่างก็คือใต้ห้องน้ำจะเป็นเตาเอาไว้ทำให้อ่างในห้องน้ำร้อนเพื่อให้น้ำในอ่างมีอุณภูมิสูงขึ้นนั่นเอง

หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จ ก็แต่งตัว แล้วออกมาพูดคุยกับเจ้าของบ้านอีกนานพอสมควร คุยทั้งเรื่อง การเมืองของไทย เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และเรื่อง จาพนม ยีรัม หรือโทนี่จา ที่คนบ้านนี้คลั่งใคล้เอามากๆโดยเฉพาะ พ่อและ หลานชาย หลังจากนั้นผมก็เข้านอน

ตื่นมา 7 โมงเช้า เรื่องล้างหน้าแปรงฟันไม่ต้องพูดถึงเพราะบ้านนี้ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ตอนเช้าวันนั้น ทั้งหนาว และฝนตก โอยลืมไปเลยการแปรงฟัน ตื่นมาผมก็เข้าครัวเลยไปอาศัยเตาถ่านอบอุ่นร่างกาย อ้อลืมบอกไปครับว่าบ้านนี้ไม่มีเตาแก๊สใช้ด้วยครับ ใช้เตาฟืน หม้องี้ดำปิ๊ดเลยครับ เวลาหุงข้าว ทำกับข้าวก็ต้องผ่าฟืนก่อน พอจุดไฟจากเชื้อติดก็เอาฟืนใส่เตา และใช้กระบอกไม้ใผ่เจาะรู เป่าลมเข้าไปเพื่อให้ไฟติดฟืน ก็สนุกดีครับ วันที่ผมทำอาหารไทยให้พ่อแม่ ลิ้มลองอาหารไทยผมก็ก่อไฟเอง ผ่าฟืนเอง เป่าลมเอง สนุกดีครับ

หลังจากดื่มชาร้อนๆและขนมโมจิญี่ปุ่น (แป้งเหนี่ยวๆกับน้ำตาล) ผมก็แต่งตัวออกไป ให้อาหารไก่ และเก็บไข่ มีไก่ประมาณ 300 ตัว แต่ไม่ได้เลี้ยงรวมกันนะครับ เล้าไก่จะกระจายไปทั่วบริเวณผืนดิน ซึ่งกะเอาว่า น่าจะประมาณ 5 ไร่เศษ เนื่องจากพื้นที่บ้านและผืนดินทั้งหมด อยู่ท่ามกลางขุนเขา มีลำธารไหลผ่านผืนดิน ที่ดินเป็นที่สูงต่ำ ครอบครัวนี้จึง ประกอบอาชีพ เลี้ยงไก่ และปลูกผักต่างๆ มากมาย ทั้ง มะเขือยาว มะเขือเทศ คะน้า หอม กระเทียม หลายอย่างเลยครับ แม้ฝนจะตกพรำๆ อากาศจะหนาว แต่ผมกลับรู้สึกสนุกสนานกับการเก็บไข่ มากพอออกจากเล้าไก่ก็เดินผ่านแปลงผัก พ่อกับแม่ก็คอยอธิบายให้ฟัง น่าประทับใจจริงๆครับ

จากการที่พูดคุยกันจึงทราบว่าครอบครัวนี้เคยทำงานที่ดีมาก่อน แต่ว่าพวกเขาเบื่อหน่ายชีวิตที่ต้องเร่งรีบ แข่งกับตัวเอง แข่งกับคนอื่น ทำงานเพื่อเงิน สองสามีภรรยาจึงลาออก ทิ้งชีวิตในเมือง มาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่บริสุทธิ์ แม้รายได้จะน้อยกว่าการทำงานบริษัทมาก แต่แลกกับความสุขที่เพิ่มขึ้น พวกเขาก็กล้าที่จะเปลี่ยนครับ ครอบครัวนี้ใช้ชีวิตไม่ต่างจาก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่กำลังรณรงค์กันอยู่ในบ้านเรา สองวันที่ผมอยู่ร่วมกับพวกเขา ผมรับรู้ได้ว่าพวกเขามีความสุขกันจริงๆ

นอกจากงานเก็บไข่เลี้ยงไก่แล้ว ผมก็ช่วยล้างจานชามที่ใช้แล้วบ้าง จากนั้นผมก็ขออนุญาติเดินเที่ยวชมธรรมชาติอย่างจุใจ วันที่สองตอนกลางวัน ได้เวลาที่ผมจะต้องแสดงฝีมือการทำกับข้าวให้ครอบครัวทาน ผมบอกว่าเขาว่าผมจะไม่ทำอาหารไทย แต่ผมจะทำอาหารจากสิ่งที่มีในผืนแผ่นดินของเขาเอง เมนูของผมก็คือ ผัดผักรวมมิตรใส่ไข่ ใส่หมู และ ผัดหมูใส่พริกปลาดุกครับ หลังจากทำออกมาแล้ว หน้าตาของอาหารค่อนข้างดูดีครับรสชาติก็ โออีชิ(อร่อย)ครับ เพราะผมชอบทำอาหารอยู่แล้ว เรื่องรสชาติจึงไม่ใช่ปัญหาของผม (อันนี้ถ้าใครไม่เชื่อต้องมาลองด้วยตนเองที่บ้านผมครับ)

วันที่สองก็ใกล้จะจบลง บ่ายวันนั้นผมคิดว่าคงจะเดินสำรวจป่าเขาแถวนั้นดู แต่แม่บอกว่าจะพาไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน (หุบเขานี้มีบ้านอยู่สองหลังครับ) เด็กๆ 3 คน พี่น้องกัน เป็นหญิงหมดเลย อายุ 6 11 12 ปีตามลำดับ บ่ายนั้นผมก็เลย ทั้งเป็นเพื่อนและพี่ๆ ของเด็กๆ ทั้งตีวอลเลบอล ตีแบท ตอบคำถาม อุ้มน้องตัวเล็กข้ามคูคลอง เลี้ยงขนม และให้ของที่ระลึก ทั้งสนุกและประทับใจครับ

เมื่อได้เวลาพ่อแม่ และหลานชาย ก็พาผมมาส่งที่โรงแรม โชบาระแกรนโฮเทล และเราจะเจอกันอีกที ในรุ่งขึ้นของวันถัดไป ในงานเลี้ยงส่งเยาวชนไทย ซึ่งนี่ก็คือเรื่องราวโดยรวมทั้งหมดของผมกับครอบครัวอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นแต่ผมนะพลาดไปอย่างหนึ่งคือบรรยากาศที่ผมเล่ามาทั้งหมดผมถ่ายเก็บไว้แต่วีดีโอครับ ถ่ายภาพนิ่งไว้น้อยเนื่องจากกล้องมีปัญหา ต้องขออภัยไว้ด้วยครับ

Comment

Comment:

Tweet

big smile แวะมาเยี่ยมครับ

#12 By viwat (112.143.18.17) on 2009-06-12 13:28

อืมม เขาคิดแบบเดียวกับพี่หมึก ที่ภูผาตาด โฮมสเตย์กาญจนบุรีเลยแฮะ
ดูนี่
http://www.panoramatown.com/phuphatat/
ลองไปดู เพียงแต่พี่เขทำรอภรรยาเกษียร 3 ปีอะ

#11 By YAYAI (124.121.31.254) on 2009-03-16 01:42

วันนั้นไม่ค่อยสบายครับ ถ้าสุขภาพปกติจะเล่าให้ละเอียดกว่านั้น

#9 By ช้าง (203.146.63.187) on 2007-01-11 22:34

วันที่ได้ฟังเรื่องนี้(ตอนสรุปที่ สท.) ทำเอาน้ำตาไหลเลย

#8 By อร เกษตร (61.19.55.2 /61.19.55.2) on 2007-01-08 17:30

ไม่สุกหรอกครับ แต่สุขสุดๆ

#7 By ช้าง (203.146.63.187) on 2007-01-03 21:56

แล้วคนอาบไม่สุกตายเหรอคุณ ต้มๆ ไปน้ำไม่เดือดเหรอ

#6 By nin (203.188.26.143) on 2006-12-30 16:19

ใช่ครับ

#5 By ช้าง (203.146.79.210) on 2006-12-26 10:43

แล้วเอาคนอาบลงไปต้มใช่มะ

#4 By (125.25.23.0) on 2006-12-21 18:41

ลองนึกภาพตามผมนะครับ...เวลาเราทำกับข้าวเราจะใช้หม้อหรือกะทะตั้งอยู่เหนือเตาแก๊ซ ใช่ไหมครับเพื่อให้หม้อหรือกะทะได้รับความร้อนจากทางด้านล่าง เพราะธรรมชาติของไฟมักจะลุกใหม้เป็นลักษณะแนวดิ่ง พุ่งขึ้นฟ้า ก็เนื่องจากไฟมันร้อน และอะไรที่ร้อนๆมักจะมีน้ำหนักเบาและลอยตัวขึ้นสูงกว่าวัตถุที่ร้อนน้อยกว่าครับ...อ่างอาบน้ำที่นี่ก็เหมือนกันครับ แบบเดียวกับหม้อที่ตั้งอยู่บนเตาเลย แต่เป็นหม้อที่ใหญ่ขนาดคนลงไปอาบไปแช่ในหม้อได้ ส่วนเตาก็อยู่ใต้หม้อ ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงครับ อ๋อ และหม้อกับเตาอาบน้ำของเขาเนี่ยไม่ได้อยู่กลางแจ้งนะครับ เขาสร้างห้องครอบเอาไว้ ว่ากันง่ายๆก็คือ ห้องอาบน้ำ มีมีหม้อและเตาขนาดใหญ่อยู่ข้างในครับ...อิอิ

#3 By ช้าง (203.146.79.210) on 2006-12-21 16:10

อ่านแล้วนึกภาพตาม ... เลยค่ะ ...

ดีจังได้มีโอกาสได้สัมผัสกับชีวิตนอกเมืองที่ต่างจากชีวิตเร่งรีบในเมืองกรุงของญี่ปุ่น .... ดูแล้วสบาย ๆ ดีนะคะ

อิจฉา ๆ ว่าแต่ อ่างอาบน้ำที่มีเตาอยู่ข้างล่างมันเป็นยังงัยอ่ะ

#2 By *~ Love is all around ~* on 2006-12-19 13:32

ดีจัง น่าสนุกดีจัง จากที่อ่านรู้สึกสงบดีไม่วุ่นวายเหมือนในเมือง แต่ขนาดชนบทของเราบางที่ยังวุ่นวายเลย..

#1 By ~~tawan~~ on 2006-12-19 12:37