Ohugatsu Engi Mono =ของมงคลในเทศกาลปีใหม่

อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้แล้วว่า ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ชื่นชอบการใช้สัญลักษณ์เป็นอย่างมาก

ไม่ว่าเทศกาลใดๆ การใช้สัญลักษณ์ หรือตัวมาสคอต เป็นเรื่องที่ชาวญี่ปุ่นจะขาดเสียมิได้ ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่มีสิ่งของตามเทศกาลจำนวนมาก

ในเทศกาลปีใหม่ของชาวญี่ปุ่น นอกจากอาหารปีใหม่ ที่ผมเขียนไปใน entry ที่แล้ว ยังจะต้องมีพิธีกรรมหลายหลาก และประดับประดาบ้านเรือนด้วยสิ่งของมงคลที่ใช้เฉพาะเทศกาล ของมงคลเหล่านี้ มีความหหมายอย่างไร ประดับเพื่ออะไร วันนี้ผมได้รวบรวมมาให้ชมกัน

Kadomatsu คาโดะมัทสึ (สามวัฒณะ สนไผ่บ๊วย)

อันนี้เป็นของมงคลที่รับมาจากจีน คติเดิมของจีนคือพืชสามชนิดนี้เป็นพืชที่แทนความสุขความสำราญของมนุษย์ ดังคำกล่าวที่ว่า "สนจีรัง ไผ่ขจี เหมยยะเยียบ" หมายความว่า ต้นสนนั้นสูงตระหง่าย อายุยาวนาน แทนสุขภาพแข็งแรงอายุยืน ต้นไผ่เขียวขจีเติบโตเร็ว แทนสติปัญญาอันก้าวหน้าเฉียบแหลม และบ๊วย หรือดอกเหมยที่ดอกสวยงามบานเมื่ออากาศหนาวเย็น แสดงถึงความสุขทางใจ ดังนั้น สามวัตณะสนไผ่เหมย ก็มีความหมายรวมถึง สุขภาพกายสุขภาพใจและสติปัญญานั่นเอง

คาโดะมัทสึ จะมีรูปร่างเป็นท่อนไผ่สามท่อน ผูกติดกับกิ่งสนและกิ่งบ๊วย ใช้ประดับสองทางเข้าบ้านในวันส่งท้ายปีเก่า นับเป็นสัญลักษณ์ของปีใหม่คู่กับ โมจิสามชั้น ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการประดับคาโดะมัทสึ จะทำให้มีความสุขความเจริญไปทั้งปี

มาถึงจุดนี้ ผมคิดว่านี่คือคคิไม้มงคลของจีนที่เปลี่ยนรูปไปนั่นเอง ในวัฒณธรรมจีน คหบดีหรือผู้มีอันจะกินจะเพาะปลูกต้นไม้สามชนิดนี้ ในเขตบ้าน เช่นที่เราเคยได่ยินเรื่อยๆ ว่า กระท่อมน้อยฟังเสียงไผ่ ตำหนักสนจีรัง และอุทยานดอกเหมย เมื่อปีใหม่หรือหน้าเทศกาลก็จะจัดเลี้ยงและชื่นชมควางามของต้นไม้สามชนิดนี้ เมื่อตกทอดมาถึงญี่ปุ่น ด้วยความจำกัดในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูก และพื้นที่ประดับ ทำให้สามต้นหดลงมารวมเหลือต้นเดียว เป็นคาโดะมัทสึ อย่างที่เห็น

Kagamimochi คากามิโมจิ (โมจิสามชั้น)

ขนมโมจิที่มีเฉพาะเทศกาล มีความหมายหลายอย่างอยู่ในตัวของมัน เป็นโมจิกลมแบนสองชั้น ใหญ่อันเล็กอัน ขั้นที่สามหรือขั้นบนวางส้มไว้ผลหนึ่ง ด้านล่างรองด้วยสาหร่ายคอมบุ กับใบเฟริน์ มีลูกพลับแห้งพาดอยู่ด้านล่างส้ม บางที่จะมีเชือกยันต์ล้อมไว้ด้วย มีการตกแต่งอย่างงดงาม

โมจิสามชั้นนี้ โดยกำเนิดคือการบูชาเทพเจ้าของชินโต โมจิคือข้าว ความหมายตรงตัวคือของถวายแด่เทพแห่งข้าว เมื่อมีการรับเอาเทพอื่นๆ เข้ามาโมจิถูกทำให้มีหลายชั้น แสดงถึงเทพแห่งดวงอาทิตย์และเทพแห่งดวงจันทร์ ชั้นบนคือดวงจันทร์ ชั้นล่างดวงอาทิตย์ ส้มที่ยอดสื่อถึงมนุษย์และการสืบตระกูล

ความเชื่อดั้งเดิมของการประดับโมจิ คือ เมื่อสิ้นปีเก่าปีใหม่ เทพแห่งปี ชื่อ โทคิคามิ จะเสด็จมายังบ้านเรือน โมจิสามชั้นประดับอย่างงาม จะเป็นของถวายต่อเทพ แต่ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้ถูกลืมกันไป โมจิสามชั้นก็เหลือบทบาทเพียงเครื่องประดับบ้านในช่วงปีใหม่เท่านั้น

ในสถาณที่ราชการ สำนักฝึกวิชา เช่นโรงฝึกคาราเต้ ชงชา จะประดับคากามิโมจิไว้กลางห้อง ในช่วงเทศกาล ถ้าเปรียบกับจีนก็คือของถวายเจ้าหรือบูชาครูนั่นเอง จะมีการประดับประดาโมจิสามชั้นอย่างงดงามสมฐานะ

คำว่า คากามิ มีความหมายถึงกระจกทองเหลือง ที่ใช้กันในสมัยโบราณ เมื่อผ่านปีใหม่ไปสิบวัน คืนวันที่ 11 มกราคมแล้วคากามิโมจิที่ตากลมมาสิบวันจนแข็ง จะถูกนำไปทุบให้แตกแล้วแบ่งกันกินเป็นสิริมงคล ตรงนี้มีเคล็ดว่าต้องไม่ใช่การหั่นแจกกัน ต้องเป็นการทุบให้เป็นเสี่ยงๆ จะสื่อความหมายถึงเป็นการ ทำกระจกให้แตก และรับเอาปีใหม่เข้ามา ถ้าหั่นจะหมายความว่าต้องใช้ของมีคม ไม่เป็นมงคล จึงใช้ค้อนหรือมือทุบแทน

พิธีทุบโมจิ หรือ เปิดกระจก นี้เรียกว่า พิธีคากามิ บิรากิ หรือ ทุบกระจกนั่นเอง ศาลเจ้าใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นจะทำคากามิโมจิขนาดใหญ่ และทุบให้แตกแล้วใส่ถุงแจกจ่ายให้ประชาชนเป็นสิริมงคล

Shimekazari ชิเมคาซาริ (ขดเชือกฟางมงคล)

เป็นอุปกรณ์ประดับในช่วงปีใหม่ นิยมประดับไว้เหนือประตู เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย เมื่อประดับไว้ที่ประตูหมายความว่าสิ่งไม่ดีจะกล้ำกรายเข้ามาไม่ได้ ส่วนประกอบของชิเมคาซาริ คือเชือกที่ฟั่นจากฟางข้าว ปลุกเสกที่วัดหรือศาลจ้าวมาเรียบร้อยแล้ว ผูกเป็นห่วง หรือขมวดเป็นปมไว้กับขอมงคล เช่น ส้ม ใบเฟิร์น

โดยความหมายเปรียบเทียบแล้ว ชิเมคาซาริ ก็คือสายสินจ์หรือฮู้(ยันต์) นั่นเอง

เมื่อหมดเทศกาลปีใหม่ ชิเมคาซาริ และคาโดะมัทสึ จะถูกนำไปเผาที่วัด ไม่นิยมเก็บไว้ในบ้าน

Hamaya ฮามะยะ (ศรไล่เคราะห์ )

ฮามะยะ เป็นลูกศรยาวไม่มีปลายแหลม มีเชือกกระดาษติดอยู่ ปลุกเสกโดยศาลเจ้าชินโต เชื่อว่าสามารถไล่เคราะห์ร้ายออกไปได้

เชื่อกันมาตั้งแต่สมัยเอโดะว่า ลูกศร(ฮามะยะ)และคันธนู (ฮามะยูมิ) สามารถจะขับไล่สิ่งชั่วร้าย และอำนวยพรแก่เด็กเกิดใหม่ได้จึงนิยมแขวนธนูและลูกศรไว้ในบ้าน ภายหลังปรับเปลี่ยนเป็นการใช้ลูกศรเพียงอย่างเดียว จนถึงทุกวันนี้ในการสร้างบ้านห็ต้องมีการวาง คิมอน ที่มีลักษณะเป็นธนูและลูกศร ที่ชี้ตามแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ไปยังตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านเพื่อต่ออต้านสิ่งชั่วร้ายที่จะมาสิ่งสู่ในเครื่องก่อสร้าง

ตำนานดั้งเดิมของญี่ปุ่น ธนูและลูกศรถือเป็นสุดยอดแห่งอาวุธ สามารถกำจัดศัตรูได้ในระยะไกล ซามูไรผูใดชำนาญศร จะมีชื่อเลื่องลือยิ่งกว่าผู้ชำนาญเพลงดาบหรือเพลงหอก ในนิทานพื้นบ้าน ภูตผีปีศาจล้วนถูกขับไล่ไปด้วยลูกศรจากคันธนูของผู้กล้า ซึ่งอาจจะเป็นขุนนางประจำราชสำนัก นักบวชผู้ทรงอาคม ซามูไรพเนจร หรือ เด็กหนุ่มที่ทีพลังแห่งเทพสิงอยู่

ธนูและลูกศรยังคงมีบทบาทเป็น อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในสงคราม จนกระทั่งการเข้ามาของปืนคาบศิลา ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ลูกศรติดเชือกยันต์จะเป็นเครื่องหมายที่สามารถขับไล่เคราะห์ร้าย อันเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของภูติผีปีศาจได้

ปัจจุบัน ชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัด นิยมไปบูชาศรไล่เคราะห์มาจากวัด แล้วเหน็บไว้ที่ฝาบ้านตลอดทั้งปี เมื่อปีใหม่มาก็จะเอาดอกเก่าไปเผาที่ศาลเจ้าแล้วบูชาดอกใหม่ออกมา

Kumade คุมะเดะ (คราดไม้ไผ่)

คุมะเดะ หรือคราดไม้ไผ่เป็นเครื่องมือการเกษตรของชาวญี่ปุ่น ใช้กันตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงทุกวันนี้ ใช้ในการคราดเอาใบไม้แห้งออกจากแปลงผัก กวาดขยะในเล้วไก่ ดึงหญ้าแห้งเป็นฟ่อน กวาดขยะทำความสะอาดลานบ้าน พระชินโตใช้มันทำความสะอาดลานวัด ผมเองก็ได้ไปเห็นพระญี่ปุ่นใช้เจ้านี่ทำความสะอาดสวนมาแล้วกับตาตัวเอง

รากศัพท์คำว่า คุมะ แปลว่า หมี คุมะเดะอาจจะแปลได้ว่า กรงเล็บหมีหรือ อุ้งมือหมี จากลักษณะรูปร่างของมัน

คราดไม้ไผ่นี้ถูกใช้ในแง่ของเครื่องรางเพื่อโชคดีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยคราดที่ขายตามศาลเจ้า หรือวัด จะถูกนำมาประดับตกแต่งอย่างงดงามด้วยของมงคล เช่น หน้ากาก เหรียญเงินจำลอง ภาพเรือมหาสมบัติ ตุ๊กตาทานูกิ และอีกมากมาย

ความเป็นมาของคราดนี้ เริ่มขึ้นโดยเทศกาลในเดือนพฤศจิกายน ที่เรียกว่า เทศกาลฉลองวันแห่งไก่ เป็นงานขอบคุณเทพที่อำนวยพืชผลและขอพรให้การค้าเจริญรุ่งเรือง เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนหลังการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะเสร็จจากงานหนัก มีผลผลิตในยุ้งฉางและมีเวลาว่างมาฉลอง ส่วนพ่อค้าจะเริ่มงานขนถ่ายสินค้า

งานฉลองวันแห่งไก่นี้ ใช้พื้นที่ของวัดจัดงาน ในช่วงเทศกาล คราดไม้ไผ่นี้จะเป็นสินค้าสำคัญในช่วงของตลาด เดิมขายในแง่ของของใช้ ภายหลังมีการโยงคราดเข้ากับ "เท้าไก่ " และกลายเป็นสัญลักษณ์ของงานไป เริ่มมีการประดับตกแต่งด้วยของมงคลจากวัดที่จัดงานนั้น เริ่มมีการซื้อคราดเพื่อเป็นที่ระลึก และถูกใช้ในความหมายของเครื่องราง ตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่วัดอาซาคุสะ โตเกียว ทำให้คราดในฐานะของมงคลนี้แพร่ไปทั่วกรุงโตเกียว

ปัจจุบันในร้านค้าเขตรอบๆ โตเกียว ของประเทศญี่ปุ่น มีการประดับคราดนี้ในช่วงปีใหม่เพื่อโกยเงินโกยทองเข้าบ้าน

มีการผสมทานูกิ ซึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการค้าขายรุ่งเรืองเข้ากับคราด บางครั้งเราจะเห็นทานูกิถือคราดไม้ไผ่

Nengajo เน็นกะโจ (บัตรอวยพร)

อันนี้ขอคัดมาจากหนังสือ "Japan Walker เดินบนวิถีญี่ปุ่นศตวรรษที่ 21" ของ

ชุมพล ธีรลดานนท์ ครับ เขาเขียนไว้ได้ครบถ้วนชัดเจนดีมาก

=================================

Nengajo มากกว่าค่าของ ส.ค.ส.

กุศโลบายอันแยบยล ที่แทรกอยู่ในธรรมเนียมปฏิบัติของเทศกาลคริสต์มาส ใช้เป็นวิธีอบรมเด็กๆ โดยทางอ้อมให้เกิดการเรียนรู้ถึงบรรทัดฐานสังคมภายใต้เงื่อนไขของการจูงใจให้ประพฤติตนเป็นเด็กดี เพื่อตื่นมาพบกับของขวัญในถุงเท้าที่หัวเตียงจากซานต้า อีกทั้งการส่งการ์ดคริสต์มาสไปให้เพื่อนฝูง

เมื่อบริบททั้งสองอย่างนี้ประมวลเข้ากันแล้ว จะเป็นความบังเอิญหรือไม่ก็ตาม ธรรมเนียมตะวันตกดังกล่าวมีกลไกที่คล้ายคลึงกับภูมิปัญญาตะวันออก ที่กำเนิดและฝังรากมาเนิ่นนานในสังคมญี่ปุ่นที่ว่าด้วยเรื่องของบัตรอวยพร Nengajo

ประการแรก - Nengajo เป็นเสมือนของขวัญในตู้รับไปรษณีย์ยามเช้าตรู่ของวันปีใหม่ที่บุรุษไปรษณีย์นำมาวางไว้ให้ ไม่ใช่ของขวัญที่มีราคาค่างวดอะไร แต่สูงค่าทางจิตใจจากคนรอบข้างที่ส่งคำขอบคุณสำหรับการเป็นคนดีขององค์กร(และสังคม) ตลอดปีที่ผ่านมา

ประการที่สอง ถือเป็นโอกาสดีในการส่งความสุขปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น เฉกเช่นเดียวกันกับคริสต์มาสที่มีความสำคัญต่อคริสเตียน

จากหลักฐานเก่าแก่ที่พบบ่งบอกถึงการอวยพรปีใหม่ในหมู่เครือญาติโดยแต่งออกมาในลักษณะของโคลงกลอนใน สมัยเฮอัน (ค.ศ.794-1191) เรื่อยมาจนถึง สมัยเอโดะ (ค.ศ.1603-1858) มีการส่งบัตรอวยพรกันอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ชนชั้นปกครองโดยไดเมียวส่งไปให้โชกุน ไล่ลงมาถึงซามูไรและถึงระดับพ่อค้า ซึ่งถือเป็นวรรณะต่ำสุดในสมัยนั้น

วิวัฒนาการของ Nengajo ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน สมัยปฏิวัติเมจิ ที่นำญี่ปุ่นไปสู่ยุคแห่งความรุ่งเรือง เมื่อไปรษณียบัตรเริ่มใช้เป็นครั้งแรก

รูปแบบของไปรษณียบัตรที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1873 ถือเป็นบัตรอวยพรมาตรฐานซึ่งผลิตโดยไปรษณีย์ญี่ปุ่น และใช้ต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน

บนไปรษณียบัตรพิเศษนี้ จะมีแสตมป์ตามปีนักษัตรราคา 50 เยน พิมพ์อยู่พร้อมกับคำว่า Nenga ด้านล่างของแสตมป์ ในกรณีที่ไม่ได้ใช้ไปรษณียบัตรมาตรฐาน ควรจะเขียนคำว่า Nenga กำกับไว้ด้านล่างของแสตมป์เช่นเดียวกัน มิฉะนั้นอาจเกิดกรณีบัตรอวยพรส่งไปถึงก่อนหรือหลังวันปีใหม่ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ไป

โดยทั่วไปแล้ว ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการส่งบัตรอวยพรคือ วันที่ 12-25 ธันวาคม ซึ่งช่องทางด้านขวาของตู้ไปรษณีย์จะถูกดัดแปลงให้เป็นช่องพิเศษที่รับเฉพาะ Nengajo เท่านั้น เพื่อเป็นการรับประกันว่าบัตรทุกใบจะถึงมือผู้รับภายในเช้าตรู่ของวันปีใหม่พร้อมกันทั่วประเทศ Nengajo ที่ส่งมาในช่วงเวลาดังกล่าว จะได้รับการแยกส่งไปเก็บและรอเวลา ณ ที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ในเชตรับผิดชอบ

จวบจนกระทั่งแสงอาทิตย์อุทัยแรกแห่งปีมาถึงอันเป็นเวลาเดียวกับที่บุรุษไปรษณีย์นำ Nengajo กว่า 4,300 ล้านใบ (สถิติเมื่อปี 2005) จัดส่งถึงทุกบ้านทั่วญี่ปุ่นให้เสร็จภายในช่วงเช้ามืด ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นนอน นับว่าเป็นระบบจัดการที่ทรงประสิทธิภาพมากทีเดียว?!

ความน่าสนใจของบัตรอวยพร Nengajo แต่ละใบ มิได้อยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ซึ่งสะดุดตาด้วยการออกแบบเป็นภาพของสัตว์นักษัตร (ปี 2006 คือปีจอ) หรือรูปถ่ายซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นรูปแต่งงาน (เป็นที่นิยมสำหรับคู่ที่เพิ่งแต่งงานใหม่) และ/หรือรูปเด็กๆ ของครอบครัวเท่านั้น

การเลือกใช้คำทักทายต้อนรับปีใหม่อย่างสุภาพ และถ้อยคำอวยพรจากใจ เป็นสิ่งที่ทำให้บัตรแต่ละใบดูมีชีวิตชีวาและควรค่าสำหรับผู้รับ

สำหรับคนที่ไม่มีเวลา หรือไม่สันทัดในงานศิลปะ อาจใช้ Nengajo สำเร็จรูปที่วางขายทั่วไป หรือว่าจ้างร้านถ่ายรูปผลิต Nengajo ให้ตามต้องการ

กระนั้นก็ดี เทคโนโลยีของพรินเตอร์ปัจจุบัน ทำให้สามารถออกแบบเอง โดยใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์สำเร็จรูปและพิมพ์จากเครื่องที่บ้านซึ่งสะดวกและง่ายดายเพียงปลายนิ้ว

ขณะเดียวกัน ยังมีคนจำนวนมากที่นิยม Nengajo hand-made ซึ่งคงเสน่ห์กลิ่นอายแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ไว้ จึงมีหลายร้านอย่างเช่น Loft, Tokyu Hands ที่หันมาเอาใจลูกค้ากลุ่มนี้ โดยจัดหาวัสดุการทำ Nengajo ออกมาอำนวยความสะดวกเป็นจำนวนมาก เช่น กระดาษสีสำเร็จรูป, สารพัดแสตมป์พร้อมผงโรยหมึกที่สามารถนูนขึ้นเมื่อได้รับความร้อนที่พอเหมาะ

ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของบัตรอวยพรมาตรฐาน คือหมายเลขลอตเตอรี่ที่เรียงตามเบอร์ และหมวดหมู่ ซึ่งพิมพ์ไว้ด้านล่างสุดของชื่อและที่อยู่ผู้รับ ถึงแม้ว่าผู้ถูกรางวัลที่หนึ่งทั้งหลายจะไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาทันตาเห็น แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่โชคดีตั้งแต่ย่างเข้าปีใหม่

เลขลอตเตอรี่บนบัตรเริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกในปี 1949 โดยโปรโมชั่นของไปรษณีย์ญี่ปุ่นนี้ กลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้คนส่ง Nengajo กันมากขึ้น

=================================

Hatsuyume ฮัทสึยูเมะ (ความฝันครั้งแรกของปี)

ความฝันครั้งแรกของปีนี้ จะหมายถึงความฝันของคืนวันที่ 1 มกราคม

โดยมากคืนวันที่ 31 ธันวาคมนั้น จะไม่ค่อยได้หลับนอนกัน ดังนั้นฝันครั้งแรกของปี จะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 1 มกราคม ถึงเช้าวันที่ 2 มกราคม ถ้าเป็นฝันดี ก็หมายความว่า ปีนี้จะโชคดีทั้งปี

ถ้านอนโดยไม่ฝันเลย (ซึ่งเกิดบ่อย เพราะมักจะเหนื่อยจากการเที่ยวและอดนอน ก็ให้นับความฝันของคืนวันที่ 2 มกราคมแทน)

หลักการตีความฝันที่เชื่อกันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ จะถือกันว่า ฝันดีอันดับแรก คือฝันเห็นภูเขาฟูจิ อันดับสองคือนกเหยี่ยว อันดับสาม คือมะเขือม่วง

ภูเขาฟูจินี่ชัดเจน เพราะเป็นเขาที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและสิ่งดีทั้งปวง นกเหยี่ยวก็เป็นนกที่ฉลาดและแข็งแรง แต่มะเขือยาวนี่สิมันอะไรกัน ผมค้นดูก็ปรากฏว่า มันเป็นคำพ้องเสียงอีกแล้ว มะเขือม่วง อ่านว่า นัทสึ และความสำเร็จ ก็อ่านว่า นัทสึ เขียนด้วยคันจิคนละตัวกัน บางกระแสบอกว่า ทั้งสามสิ่งเป็นของชอบของโชกุน โทกุกาวะ อิเอยาสุ ท่านชอบชมเขาฟูจิ เลี้ยงเหยี่ยว และกินมะเขือม่วง อันนี้ฟังดูแปลก แต่มีเค้าความจริงในแง่ที่เป็นการเอาใจเจ้านายจนกลายมาเป็นธรรมเนียม

มีบางตำราบอกว่า มีอันดับที่ 4 5 6 อีก ต่อจาก 1)ฟูจิซัง 2)นกเหยี่ยว 3)มะเขือม่วง คือ 4)พัดกระดาษ 5)ยาเส้น และ6)นักดนตรีตาบอด ส่วนตัวผู้เขียนยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าสามอย่างหลังมันเกี่ยวอะไรด้วย คาดว่าเพิ่มมาทีหลังมากกว่า

ด้วยความอยากจะให้ฝันดีในวันปีใหม่ วันที่ 1 ก่อนนอน ชาวญี่ปุ่นจึงนิยมติดภาพฟูจิซัง ไว้มองก่อนนอน มีภาพเรือสมบัติ คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้ง 7 (อันนี้ไว้จะเขียนเป็นเรื่องต่างหาก) และมีกระทั่งภาพบาคุ ปีศาจที่กินฝันร้าย เพื่อช่วยไม่ให้นอนฝันร้ายในคืนแรกของปี ตัวบาคุนี้ หน้าตาเหมือนสมเสร็จ มีงวงสั้นๆ ไว้ดูดฝันร้ายเข้าไป เป็นปีศาจที่เด็กๆ ไม่กลัว เวลาเด็กฝันร้ายผู้ใหญ่มักจะเล่าเรืองบาคุเพื่อให้นอนหลับได้

คำทักทายขอวันที่ 2 มกราคมต่อจาก โอฮายโย(อรุณสวัสดิ์) ก็คือ ดอนนะ ฮัทสึยูเมะ โอ มิตะ (เมื่อคืนวันปีใหม่ นอนฝันเห็นอะไร)

เทพแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด

ภาพวาดตัวบาคุ คล้ายหมูผสมช้างภายหลังญี่ปุ่นรู้จักตัวสมเสร็จ ก็เรียกสมเสร็จว่าบาคุ

เพื่อนๆ ละครับ เมื่อวันปีใหม่ ฝันเห็นอะไรบ้าง เห็นมะเขือยาวมั่งมะ


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

บังเอิญผ่านมา ให้ความรู้ได้ดีมาก

#1 By เหน่ง (58.9.94.166) on 2007-01-02 18:35

hjdfigj
fgdfgfdg

#2 By gumos (222.123.116.194) on 2007-12-14 06:11

เพิ่งรู้ว่าฝันถึงมะเขือม่วงแล้วจะโชคดีได้...(;¬_¬)
จะเขียนเน็นกะโจให้เพื่อนคนญี่ปุ่นพอดี
เสิร์ชๆมาเจอบล็อกนี้ เข้าใจแจ่มแจ้งเลยค่ะ

เอ็นทรีผ่านไปจะปีนึงแล้ว
แต่ขอบคุณค่ะ^^

#3 By PAT (124.120.92.124) on 2007-12-22 03:31

เยี่ยมเขียนรายงานได้

#4 By <'))))< (61.90.249.220) on 2008-02-19 13:57

#5 By (203.172.199.254) on 2008-07-02 13:28

ไม่ทราบว่าสามารถอ่านบทความของคุณชุมพลได้ที่ไหนคะ เค้าเขียนได้ดีมากๆๆ สงสัยอยู่ญี่ปุ่นมานาน

#6 By แตงโม (163.212.150.6) on 2008-08-06 15:16