Imperial Palace วังจักรพรรดิ/ปราสาทเอโดะ
posted on 27 Nov 2007 16:10 by itgroup in JPIIImperial Palace บุกปราสาทเอโดะ !
วันนี้ ผมวางแผนว่าจะไปชม Imperial Palace หรือวังของสมเด็จพระจักรพรรดิ ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Kokyo (คกเคียว)ถ้าบอกว่า Imperial Palace นี้ อาจจะไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไรนัก
แต่ถ้าผมบอกว่า จะไป "ปราสาทเอโดะ" กันละ เป็นไง เริ่มน่าสนใจแล้วใช่ม้า
ญี่ปุ่นมีกษัตริย์ที่สืบสันติควงศ์มายาวนานคล้ายของไทย ในสมัยสงครามกลางเมือง จักรพรรดิไม่มีกำลังทหาร แต่ก็อยู่ในฐานะอันสูงสุดที่จะชี้ความชอบธรรมทางกรเมืองได้ โชกุนจะทำอะไรก็ต้องขอราชโองการจากจักรพรรดิ
ในสมัยสงครามโลก ญี่ปุ่นเปิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จักรพรรดิเป็นศูนย์รวมจิตใจของทหารทุกคน "เพื่อสมเด็จพระจักรพรรดิ" เป็นคำที่นักบินกามิกาเซ่ร้องก่อนจะนำเครื่องบรรทุกระเบิดพุ่งชนเรือประจัณบาณ เมื่อระเบิดปรามณูถูกหย่อนลงที่นางาซากิ ทหารญี่ปุ่นยังสู้ตายไม่ยอมแพ้ บ้างก็ฆ่าตัวตายไม่ยอมเป็นเชลยศึก จนกระทั่งมีสารจากสมเด็จพระจักรพรรดิให้ทุกคนวางอาวุธ
สมัยปัจจุบัน จักรพรรดิเลี่ยงที่จะยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพื่อลดความกดดันหลังการแพ้สงคราม แต่ก็ยังดำรงฐานะในความเป็นประมุขสูงสุดของประเทศ
เมื่อมีการประชุมสภา สมเด็จพระจักรพรรดิจะเสด็จขึ้นไปประทับในห้องเหนือที่ประชุม ดำรงความเป็นองค์ประธานไว้ วังจักรรพรรดิในปัจจุบัน ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิสืบต่อมาหลายองค์
ในยุคสงครามกลางเมือง พระจักรพรรดิประทับที่เกียวโต ภายหลังย้ายมาที่เอโดะ หรือโตเกียวนั่นเอง
เอโดะ คืออะไร ?
เอาละครับทุกท่าน วันนี้เรามาฟังเรื่องของปราสาทเอโดะกันหน่อย
========================================
ในปลายสมัยเฮอัน ช่วงต้นของยุคคามาคุระ เอโดะ ชิเงสึกิ เป็นนักรบคนแรกที่ตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ และก่อตั้งรากฐานของตระกูลเอโดะขึ้น บริเวณนั้นจึงรียกว่าเอโดะ ในสมัยนั้น ศูนย์กลางของประเทศอยู่ที่เกียวโต
ปี 1457 โอตะ โดกัน แห่งตระกูลอุเอสุงิ สร้างปราสาทขึ้นที่นี่ และตั้งชื่อว่า ปราสาทเอโดะ
หลังจากนั้นตระกูลโฮโจ้เข้ามายึดปราสาทนี้ จนกระทั่งปี 1590 เกิดศึกโอดาวาระ โทโทโยมิ ฮิเดโยชิ ขึ้นครองฟ้าดิน ตระกูลโฮโจทิ้งปราสาทไป
โทกุกาวะ ฮิเอยะสึ เป็นผู้มีความชอบมากในศึกนี้ ฮิเดโยชิมอบพื้นที่หกจังหวัดทางตะวันออกรวมทั้งเอโดะให้เป็นรางวัล อิเอบะสึจึงใช้ปราสาทเอโดะเป็นฐานกำลังของเขา เรียกว่า ฮอนมารู
เมื่อสิ้นฮิเดโยชิ ขุนศึกทั่วแผ่นดินแตกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งบูรพา นำโดยอิเอยะสึ และฝั่งประจิม นำโดยมิสึนาริ และโทโทโยมิ ฮิเดโยริ ทายาทของ ฮิเดโยชิ ทั้งสองฝ่ายยกพลมาปะทะกันที่เซกิกาฮาระ ในปี 1600
ชัยชนะเป็นของฝ่ายบูรพา ศึกครั้งนั้นทำให้อิเอยะสึมีอำนาจปกครองทั่วประเทศ
ปี 1603 โทกุกาวะ อิเอยะสึ ตั้งตนเป็นเซอิไทโชกุน สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ เชิญองค์จักรพรรดิจากโตเกียวมาประทับที่เอโดะ ปราสาทเอโดะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของโทกุกาวะมายาวนาน อิเอยะสึปรับปรุงปราสาทและบริเวณใกล้เคียง ขยายขอบเขตออกไปกว้างขวางถึง 16 ตารางกิโลเมตร เรียกไดเมียวเข้ามารับผิดชอบการก่อสร้าง เกณฑ์แรงงานจำนวนมาก
การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1636 ในช่วงที่โทกุกาวะ อิเอมิทสึ หลานของเขาเป็นโชกุน แต่เดิมตรงกลางฮอนมารู จะมีปราสาทหลังใหญ่หรือ เท็นชู ตั้งไว้ แต่ได้ถูกทำลายด้วยไฟไหม้ในปี 1657
ในปี 1868 ปราสาทเอโดะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว-โจ หรืปราสาทโตเกียว ในปี 1869 เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น โคโจ หรือ ปราสาทจักรพรรดิ ด้วยเหตุผลทางการเมือง
ในปี 1873 เกิดไฟใหม้ใหญ่อีกครั้ง ทำให้ตัวปราสาทเดิมที่เหลืออยู่ถูกเผาไหม้จนหมด 1888 สร้าพระราชวังใหม่ ที่เป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิมาจนถึงทุกวันนี้ มีชื่อว่า โคเคียว หรือ วังจักรพรรดิปัจจุบัน
ส่วนที่เหลือของฮอนมารู ป้อมยาว แนวกำแพง และสวนบริเวณรอบข้าง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นจันทร์กับศุกร์ 9.00-16.00 ค่าเข้าชมฟรีครับ ส่วนโคเคียวนั้น เปิดเฉพาะเมื่อมีเทศกาล
เรื่องของปราสาทเอโดะก็จบลงด้วยประการฉะนี้ โก๊ง.. โก๊ง … (เสียงตีกรับ)
==============================
เอาละครับ เอาว่ามันเป็นที่ที่คนมาโตเกียวจะพลาดเสียมิได้ก็แล้วกัน แถมค่าเข้าฟรีด้วย
วันที่ 4 พย วันที่สองในญี่ปุ่น
วันนี้เริ่มตอนเช้าด้วย ข้าวหน้าเนื้อ (กิวด้ง) ร้านโยชิโนยะ แถวๆ ที่พักก่อน ไม่มีหยอดเหรียญครับ สั่งเอาอย่างเดียว แล้วก็นั่งกินที่เคานท์เตอร์ ไม่มีโต๊ะ เหมาะกับกินด่วน
ตอนผมนั่งกินก็เห็นพนักงานบริษัทมานั่งพุ้ยเอาๆ แล้วก็รีบไปทำงาน เนื้อวัวของญี่ปุ่นทำอร่อยครับ นุ่มและหมักมาดีนัก กินกับข้าวที่นุ่มๆ เข้ากันดี ชามนี้ 380 เยน ชาเติมไม่อั้น
อาหารชุดหมูย่าง 550 เยน
กินแล้วแวะส่งโปสการดก่อน
จากนั้น เราก็ไปซื้อตั๋วรถไฟ JR แบบเหมาวัน ขึ้นลงกี่ครั้งก็ทำไป ราคา 720 เยน ใช้ได้ถึงเที่ยงคืน
จากสถาณีอาซาคุสะบาชิ ขึ้นสายชูโอไลน์ ไปอากิฮะบะระ จากนั้นก็ขึ้น ยามาโนเตะไลน์ ไปโตเกียว
ที่โตเกียว ตอนเปลี่ยนสายรถไฟไปยามาโนเตะแวะกินชูครีมในสถานีด้วย เพราะคนขายน่ารักมาก ลูกละ 150 เยน ลูกขนาดซาละเปา หอมอร่อย
อันว่าแผนที่เมืองโตเกียวนั้น จะว่ายุ่งก็ยุ่ง จะว่าไม่ยุ่งก็ไม่ยุ่ง สถาณที่สำคัญๆ ไปได้ด้วยสายชูโอไลน์ และ ยามาโนเตะไลน์เพียงสองสายนึกภาพตามผมนะครับ
นึกหน้าปัดนาฬิกาขึ้นมาอันนึง นี่คือสายรถไฟที่วิ่งเป็นวงกลมในใจกลางโตเกียว
เลข 1 คือสถานีอุเอโนะ
เลข 2 คือสถานีโตเกียว
เลข 3 คืออากิฮะบะระ
เลข 7 คือชิบุยะ
เลข 8 คือฮาราจูกุ
เลข 9 คือชินจูกุ
ทั้งหมดนี้ไปได้โดยรถไฟสายเดียว คือยามาโนเตะไลน์ ที่วิ่งรอบวงนาฬิกา
ส่วนสายชูโอไลน์ วิ่งผ่าวงรอบจากเลข 9 ไปเลข 3 วิ่งจากชินจูกุ ผ่านอากิฮะบะระ และอาซาคุสะบาชิ ที่ผมพักอยู่นี่เอง ถ้าใครจะหาที่พักในญี่ปุ่น ขอให้พักในที่ที่สองสายนี้ผ่านน่อ ไปไหนสะดวกไม่ต้องต่อเยอะ
เอาละครับผมมาถึงสถานีโตเกียวแล้ว
สถานีนี้เป็นตึกเก่าทำด้วยอิฐแดงสวยงาม
เดินจากสถานีไปประมาณ 10 นาที ด้วยสปีดชาวญี่ปุ่น ก็จะถึงเขตพระราชวัง
ก่อนถึงกำแพงวัง ก็จะเป็นสวนสาธารณะ มีน้ำพุงดงาม
รอบๆ กำแพงวังเป็นสวนขนาดใหญ่ มีสนญี่ปุ่นงดงาม
ก่อนเข้าในตัววัง แวะตรงนี้สักหน่อย
อนุสาวรีย์ท่านคุสุโนงิ มาซาชิเงะ
ท่านผู้นี้เป็นซามูไรนักยุทธศาสตร์ ผู้ภัคดีต่อองค์จักรพรรดิ
จะขอเล่าเรื่องของท่านผู้นี้พอสังเขป
===============================
ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิ โก-ไดโกะ นายทหารชื่อ อาชิคากะ ทาคาอุจิ ก่อกบฎขึ้น
คุสุโนกิ มาซาชิเงะ ผู้รักษาป้อมอาคาซากะ ประกาศตนเข้าปกป้ององค์จักรพรรดิ
คุสุโนงิ วางแผนนำเสด็จจักรพรรดิให้ลี้ภัยไปบนเขาฮิเอ ล่อให้ทาคาอุจินำกำลังเข้ายึดเกียวโต แล้วจากนั้นนำกำลังลงจากเขา ผนวกกับกำลังของพระนักรบจากเขาฮิเอสกัดกองกำลังทาคาอุจิไว้ในเมือง และสังหารเสีย
แต่ทว่า องค์จักรพรรดิไม่ต้องการจะทิ้งนครหลวง พระองค์บัญชาให้คุสุโนกิยกกำลังไปปะทะกับกำลังที่เหนือว่าของทาคาอุจิในที่ราบ คุสุโนงิไม่สามารถทัดทานได้ ถึงแม้จะทราบอย่างชัดเจนว่าจะต้องทิ้งชีวืตในการรบครั้งนี้ เขาก็ยินดีจะทำตามบัญชาองค์จักรพรรดิ ด้วยศักดิ์ศรีของนักรบซามูไรเขาเขียนจดหมายลาตายมอบให้บุตรชาย แล้วยกทัพไปสู่ความตาย
การรบเกิดขึ้นที่มีนาคาวะ (ปัจจุบันอยู่ในโกเบ) คุสุโนงิ และทหารคู่ใจ 600 คน ตกอยู่ในวงล้อม เขาคว้านท้องฆ่าตัวตาย คำพูดสุดท้ายของเขาคือ Shichisei Hōkoku “แม้มีอีกเจ็ดชีวิต ก็ขอสละเพื่อแผ่นดิน”
คุสุโนกิ ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในยุคของโตกุกาวะ เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการภัคดีเพื่อองค์จักรพรรดิ ในช่วงสงคราม ชื่อของเขาเป็นเหมือนกับเทพพิทักษ์ของนักบินกามิกาเซ่ ผู้สละชีวิตเพื่อองค์จักรพรรดิเช่นกัน
เป็นอันว่าจบเรื่องของคุสุโนงิแต่เพียงเท่านี้ โก๊ง...โก๊ง (เสียงตีกรับ)
===================================
เอาละ ต่อไปเรามาดูบริเวณตัวปราสาทกัน ป้อมทางนอกของตัวปราสาท ยังคงสภาพดีอยู่
คูน้ำกำแพงสูง
ทางเข้าไปชมภายใน
ประตูชั้นใน สภาพดีมากเพราะบูรณะขึ้นมาใหม่ ของเก่าโดนลูกระเบิดในช่วงสงครามพังไปแย้ว
ประตุที่สร้างตามแบบเก่า มีประตูเล็กไว้เข้าออกตอนประตูใหญ่ปิดแล้ว สังเกตว่าเล็กมากเข้าออกยาก
Guard House หรือเรือนยาม มีซามูไร 100 คนรักษาการ์ณทั้งกลางวันกลางคืน กินอยู่หลับนอนที่นี่เลย เข้าเวรหมุนเวียนกันทีละ 50 คน
เรือนยามชั้นใน จะเล็กกว่า มีซามูไรชั้นยอด 50 คนรักษาการ์ณ
อุโมงค์ลึกลับที่พบระหว่างการบูรณะปราสาท ไม่ทราบว่าเป็นที่หลบภัย ทางลับ ถ้ำพระ คุก หรือที่เก็บสมบัติ
ฐานของฮอนมารู หอกลางของปราสาทเอโดะ
ฐานของฮอนมารู สูงมาก เดินขึ้นเหนื่อยเลยละ
มุมมองจากฮอนมารู
กำแพงขนาดนี้ นินจาไม่น่าจะปีนไหวเลย
เรือนน้ำชาภายในเขตพระราชวัง
ปลาโค่ย ภายในสวนของวัง
มุมหนึ่งของสวนตะวันออก
เดินเหนื่อยแต่หาน้ำดื่มและห้องน้ำได้เรื่อยๆ ครับ
เอาละครับ เราออกจากวังจักรพรรดิกันบ่ายสองโมง เป้าต่อไปก็คือ Shibuya !
edit @ 27 Nov 2007 17:50:26 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)
edit @ 27 Nov 2007 18:58:53 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)
สายสีเขียวยามาโนเทะ เคยลองนั่งเล่นอ้อมเป็นวงกลมครั้งนึงค่ะ
อากาศที่ญี่ปุ่นคงดีน่าดู..
อยากไปเที่ยวมั่งเหมือนกัน
ขอบคุณความรู้ดีๆที่เอามาฝากกัน
#1 By :: - Nancy อารมณ์ดี - :: on 2007-11-27 18:47