ฮิโรชิม่า -ปรมาณู/อนุสรณ์สถาณเพื่อสันติภาพ
posted on 07 Dec 2006 19:54 by itgroup in JP-Hiroshimaฮิโรชิม่า -อณุสรณ์สถาณเพื่อสันติภาพ
จากโตเกียว ที่มาดูงานด้านไอทีเป็นหลัก เป้าหมายต่อไปของเราคือ ฮิโรชิม่า
ปลายทางของเราอยู่ที่ เมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า "โชบาระ" เป็นเมืองเกษตรกรรม ที่มีประชากรไม่มากนักเป้าหมายของที่นี่คือ การศึกษาวัฒณธรรมของชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะการโฮมสเตย์ ที่จะได้สัมผัสชีวิตชาวญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน
ฮิโรชิม่าอยู่ห่างจากโตเกียวค่อนข้างมาก เรียกว่าเลยโอซาก้าไปอีก เรานั่งซินคันเซ็นกลับไปทางเดิม ผ่านโยโกฮามะ โอซาก้า และฮิโรชิม่า ใช้เวลาสี่ชั่วโมงกว่า นานกว่าขาไปชั่วโมงกว่าๆ ได้
เมื่อลงจากซินคันเซ็น ก็พบว่า ฮิโรชิม่าเป็นเมืองไม่ใหญ่นัก เทียบกับโอซาก้าและโตเกียวแล้วก็นับได้ว่าเป็นเมืองเล็ก ถ้าเทียบโตเกียวเป็นกรุงเทพ โอซาก้าเป็นเชียงใหม่หรือโคราช เกียวโตเป็นอยุธยา ฮิโรชิม่าก็จะประมาณอุทัยธานี หรือไม่ก็ราชบุรี
ปราสาทฮิโรชิม่า หรือ ฮิโรชิม่า โจ
ที่ฮิโรชิม่านี้มีรถรางด้วย วิ่งเลนกลางถนนเลยป้ายอยู่บนเกาะกลางถนน เป็นที่แรกที่เห็นรถราง
จากสถาณีรถไฟฮิโรชิม่า เดินทางไม่นานก็ถึง อณุสรณสถาณเพื่อสันติภาพแห่งฮิโรชิม่า
คงจะจำกันได้นะครับว่า ที่นี่เป็นที่ที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูเป็นที่แรกของญี่ปุ่น และที่แรกของโลก ลูกที่สองทิ้งลงที่นางาซากิ และเป็นเหตุแห่งการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง
ผู้บรรยายกำลังบรรยายสภาพเมืองที่เสียหายเมื่อถูกทิ้งระเบิด
สีแดงคือรัศมีคลื่นช็อค สีเหลืองคือรังสีความร้อน วงนอกๆ คือแรงสะเทือนและกัมมันตรังสี
ขอบอกท่านผู้อ่านเลยว่า ที่นี่เป็นที่แรกที่ผมบ้าบอไม่ออก ปล่อยมุขแทบไม่ได้เลยเพราะว่าบรรยากาศมันเศร้ามากๆ เขาพยายามจะจัดให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมได้เต็มที่
พอเข้ามา เขาแจกหูฟังที่ติดกับเครื่องเล่นให้ แล้วให้เดินไปตามจุดในแผนที่ และกดเทปเสียงฟังตามเบอร์ จะมีเสียงบรรยายมาให้ฟัง มีสารพัดภาษา แน่นอนว่าภาษาไทยก็มี
ประเด็นความขัดแย้งในตัวผมตอนที่ชมพิพิธภัณฑ์นี้คือ ก่อนมาที่นี่ ผมได้ทราบมาว่า การใช้ระเบิดปรมาณูนี่เป็นการตอบโต้ ญี่ปุ่น และเป็นการยุติสงครามเพื่อลดความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย ใจผมเคยคิดว่า อเมริกาไม่ได้ทำผิดอะไรที่ทิ้งระเบิดลงไป ขึ้นชื่อว่าสงครามแล้วไม่มีข้อห้ามในการรบอยู่แล้ว ระเบิดปรมาณูร้ายแรงและทำให้คนตายมากก็จริง แต่ก็คืออาวุธที่รุนแรงกว่าปกติเท่านั้น เมื่อมองในฐานะอาวุธแล้ว คู่สงครามที่มีอาวุธที่ดีกว่า ก็ย่อมมีความชอบธรรมที่จะใช้มัน
เมื่อมาดูที่อณุสรณสถาณเพื่อสันติภาพแห่งนี้แล้ว เขามีวิธีการนำเสนอที่ชักจูงใจผมได้ และประเด็นสำคัญคือสาเหตุในการใช้ระเบิด และการเลือกเป้าหมายก็แตกต่างจากที่ผมได้เคยทราบมา ผมก็ทราบดีว่าเป็นการมองจากมุมมองของประเทศที่ถูกทิ้งระเบิด แต่ก็สั่นคลอนความเชื่อมั่นแต่เดิมของผมไปได้บ้าง
ภายในจัดแสดงของหลายอย่าง ผมจะขอไม่เอาสิ่งที่จะให้ท่านผู้อ่านสลดใจมาเล่าสู่กันฟังนะครับ
โปสเตอร์ของทางการในระหว่างสงคราม ขวาคือชักชวนให้ประชาชนรับใช้ชาติ ซ้ายเป็นการเรียกเกณฑ์โลหะเพื่อในในกิจการของรัฐ
พันธบัตรที่ออกให้เพื่อทดแทนสิ่งของที่กองทัพเอาไปใช้
นาฬิกาข้อมือที่ค้นพบในซากปรักหักพัก หยุดเดินบันทึกเวลาระเบิดเอาไว้ เวลา 8 นาฬิกา 15 นาที
ที่มาที่ไปของการทิ้งระเบิด แตกต่างจากที่ผมศึกษามาอยู่ไม่น้อย
แบบจำลองเมืองก่อนระเบิด
แบบจำลองเมืองหลังระเบิด
หนังสือเรียนของชาติต่างๆ ในช่วงนั้น ทางศูนย์รวบรวมไว้เพื่อศึกษาว่า แต่ละประเทศ คิดอย่างไรกับการทิ้งระเบิดนี้ ซ้ายมือที่เห็นนิดนึงคือหนังสือของสิงค์โปร ผมอ่านดูได้ความว่า ญี่ปุ่นร้ายมาก การทิ้งระเบิดยุติความเสียหายไว้ได้
ภาพจำลองรัศมีระเบิด ระเบิดเหนือพื้นดิน 500 เมตร พื้นดินจึงไม่เป็นหลุมบ่อ อาคารถูกกวาดไปด้วยคลื่นกระแทกจากระเบิด
สิ่งของของผู้ประสบภัย (บางอย่างเห็นแล้วเศร้ามาก เลยไม่เอามาให้ดู) ดูของพวกนี้ไปแล้วฟังเทปไป รู้สึกมีอารมณ์เศร้ามากครับ
เด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา ตั้งแต่มานี่ ไม่ว่าไปที่ไหนจะเห็นญี่ปุ่นพาเด็กไปท้ศนศึกษากันตลอด สอบถามเด็กญี่ปุ่นได้ความว่าโรงเรียนพาไปบ่อยๆ ปีละหลายครั้ง
ด้านนอก เป็นทางเดินยาวไปสู่อนุสาวรีย์เพื่อสันติภาพ
อนุสาวรียสันติภาพ ผมไม่ได้เดินไปดูใกล้ๆจึงไม่ทราบความหมายของมัน
ไปอีกหน่อยจะถึง อนุสาวรีย์ซาดาโกะ จากเรื่อง ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว
======================================================
ซาดาโกะ กับ นกกระเรียน 1000 ตัว(นำมาจากเวบบอร์ด Narak.com)
เมื่อเด็กหญิงซาดาโกะ ซาซากิ ได้รับพิษจากการทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐที่ถล่มเมืองฮิโรชิม่า เมื่อ 6 สิงหาคม 2489 หรือปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
ตอนที่เกิดระเบิดนั้นเด็กหญิงซาดาโกะไม่ได้เกิดอาการเจ็บป่วยในทันที แต่ 11 ปี หลังจากนั้น ในปี 2498 วันที่ซาดาโกะแข่งขันวิ่งผลัดที่โรงเรียน ทำให้เด็กหญิงเหน็ดเหนื่อยและปวดศีรษะอย่างรุนแรง และจากนั้นก็เริ่มปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นสลบในชั้นเรียน
พอพ่อแม่ซาดาโกะรู้ จึงพาไปหาหมอ และพบกับความจริงที่สะเทือนใจว่า ซาดาโกะป่วยเป็นลูคิเมียหรือมะเร็งในเม็ดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่คนสมัยนั้นเป็นกันมาก เพราะถูกปรมาณูในสงครามโลก
สำหรับซาดาโกะเมื่อทราบชะตาชีวิตตัวเองก็โศกเศร้าร้องไห้ตลอดเวลา เพราะอยากออกจากโรงพยาบาลและกลับไปโรงเรียน แต่ทำไม่ได้ กระทั่งชิซูโกะเพื่อนรักของซาดาโกะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลและนำโอริกามิหรือกระดาษพับมาให้ พร้อมทั้งเล่าตำนาน "ซูรุ" หรือนกกระเรียนให้ซาดาโกะฟัง
โดยคนญี่ปุ่นถือว่า ซูรุ เป็นนกศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ความหวัง ความโชคดีและความสุข นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันความเจ็บป่วยได้ด้วย ถ้าใครสามารถพับนกกระเรียนได้ถึง 1,000 ตัว แล้วผู้นั้นจะมีอาการดีขึ้น
เมื่อได้ฟังดังนั้นซาดาโกะก็เลยตัดสินใจที่จะพับนกพร้อมกับเขียนคำว่า สันติภาพลงบนปีกนกด้วย เพื่อให้มันบินไปได้ทั่วโลก หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวและเพื่อนๆก็พากันช่วยซาดาโกะพับนกกระเรียน เมื่อครบ 500 ตัว ซาดาโกะอาการดีขึ้นและได้รับอนุญาตจากคุณหมอให้กลับไปอยู่ที่บ้าน
ระหว่างนั้นเด็กหญิงไม่เคยหยุดที่จะพับนกเลย แต่หลังจากกลับไปอยู่บ้านไม่นาน อาการของซาดาโกะก็เริ่มกำเริบขึ้นอีกจนต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดซาดาโกะก็จากครอบครัวไปอย่างสงบ ในขณะที่พับนกได้เพียง 644 ตัว
หลังการเสียชีวิตของซาดาโกะ เพื่อนๆ ที่โศกเศร้าต่อการจากไปของเธอร่วมกันพับนกกระเรียนที่เหลือจนครบ 1,000 ตัว และใส่ไปในโลงศพของเธอด้วย นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งสมาคมนกกระเรียนเพื่อรำลึกถึงซาดาโกะอีกด้วย
เมื่อเรื่องของซาดาโกะแพร่หลายออกไป ได้มีการบริจาคเงินสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงซาดาโกะและเด็กๆ อีกหลายคนที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณู และตั้งที่ใจกลางสวนสาธารณะสันติภาพฮิโรชิม่า โดยอนุสาวรีย์นี้เป็นรูปของซาดาโกะกำลังยืนและยื่นมือทั้งสองข้างขึ้นไปบนฟ้า ที่มือของเธอถือนกกระเรียนสีทองไว้ด้วย
===============================
นี่คืออนุสาวรีย์ซาดาโกะ
นกกระเรียนจากเด็กๆ ทั่วโลก
ทางออกศูนย์ จะพบซากอาคารโรงพยาบาลเก่า ที่เป็นซากปรักจากการทิ้งระเบิด เขาจงใจอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นความทรงจำแห่งการทิ้งระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลก
สุดท้าย ขอปิดด้วย ลิขิตของพระสันตปาปา จอหน์ ปอลเมื่อมาเยือนที่นี่


