JP-Hiroshima

ฮิโรชิม่า -อณุสรณ์สถาณเพื่อสันติภาพ

จากโตเกียว ที่มาดูงานด้านไอทีเป็นหลัก เป้าหมายต่อไปของเราคือ ฮิโรชิม่า

ปลายทางของเราอยู่ที่ เมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า "โชบาระ" เป็นเมืองเกษตรกรรม ที่มีประชากรไม่มากนักเป้าหมายของที่นี่คือ การศึกษาวัฒณธรรมของชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะการโฮมสเตย์ ที่จะได้สัมผัสชีวิตชาวญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน

ฮิโรชิม่าอยู่ห่างจากโตเกียวค่อนข้างมาก เรียกว่าเลยโอซาก้าไปอีก เรานั่งซินคันเซ็นกลับไปทางเดิม ผ่านโยโกฮามะ โอซาก้า และฮิโรชิม่า ใช้เวลาสี่ชั่วโมงกว่า นานกว่าขาไปชั่วโมงกว่าๆ ได้

เมื่อลงจากซินคันเซ็น ก็พบว่า ฮิโรชิม่าเป็นเมืองไม่ใหญ่นัก เทียบกับโอซาก้าและโตเกียวแล้วก็นับได้ว่าเป็นเมืองเล็ก ถ้าเทียบโตเกียวเป็นกรุงเทพ โอซาก้าเป็นเชียงใหม่หรือโคราช เกียวโตเป็นอยุธยา ฮิโรชิม่าก็จะประมาณอุทัยธานี หรือไม่ก็ราชบุรี

ปราสาทฮิโรชิม่า หรือ ฮิโรชิม่า โจ

ที่ฮิโรชิม่านี้มีรถรางด้วย วิ่งเลนกลางถนนเลยป้ายอยู่บนเกาะกลางถนน เป็นที่แรกที่เห็นรถราง

จากสถาณีรถไฟฮิโรชิม่า เดินทางไม่นานก็ถึง อณุสรณสถาณเพื่อสันติภาพแห่งฮิโรชิม่า

คงจะจำกันได้นะครับว่า ที่นี่เป็นที่ที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูเป็นที่แรกของญี่ปุ่น และที่แรกของโลก ลูกที่สองทิ้งลงที่นางาซากิ และเป็นเหตุแห่งการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง

ผู้บรรยายกำลังบรรยายสภาพเมืองที่เสียหายเมื่อถูกทิ้งระเบิด

สีแดงคือรัศมีคลื่นช็อค สีเหลืองคือรังสีความร้อน วงนอกๆ คือแรงสะเทือนและกัมมันตรังสี

ขอบอกท่านผู้อ่านเลยว่า ที่นี่เป็นที่แรกที่ผมบ้าบอไม่ออก ปล่อยมุขแทบไม่ได้เลยเพราะว่าบรรยากาศมันเศร้ามากๆ เขาพยายามจะจัดให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมได้เต็มที่

พอเข้ามา เขาแจกหูฟังที่ติดกับเครื่องเล่นให้ แล้วให้เดินไปตามจุดในแผนที่ และกดเทปเสียงฟังตามเบอร์ จะมีเสียงบรรยายมาให้ฟัง มีสารพัดภาษา แน่นอนว่าภาษาไทยก็มี

ประเด็นความขัดแย้งในตัวผมตอนที่ชมพิพิธภัณฑ์นี้คือ ก่อนมาที่นี่ ผมได้ทราบมาว่า การใช้ระเบิดปรมาณูนี่เป็นการตอบโต้ ญี่ปุ่น และเป็นการยุติสงครามเพื่อลดความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย ใจผมเคยคิดว่า อเมริกาไม่ได้ทำผิดอะไรที่ทิ้งระเบิดลงไป ขึ้นชื่อว่าสงครามแล้วไม่มีข้อห้ามในการรบอยู่แล้ว ระเบิดปรมาณูร้ายแรงและทำให้คนตายมากก็จริง แต่ก็คืออาวุธที่รุนแรงกว่าปกติเท่านั้น เมื่อมองในฐานะอาวุธแล้ว คู่สงครามที่มีอาวุธที่ดีกว่า ก็ย่อมมีความชอบธรรมที่จะใช้มัน

เมื่อมาดูที่อณุสรณสถาณเพื่อสันติภาพแห่งนี้แล้ว เขามีวิธีการนำเสนอที่ชักจูงใจผมได้ และประเด็นสำคัญคือสาเหตุในการใช้ระเบิด และการเลือกเป้าหมายก็แตกต่างจากที่ผมได้เคยทราบมา ผมก็ทราบดีว่าเป็นการมองจากมุมมองของประเทศที่ถูกทิ้งระเบิด แต่ก็สั่นคลอนความเชื่อมั่นแต่เดิมของผมไปได้บ้าง

ภายในจัดแสดงของหลายอย่าง ผมจะขอไม่เอาสิ่งที่จะให้ท่านผู้อ่านสลดใจมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

โปสเตอร์ของทางการในระหว่างสงคราม ขวาคือชักชวนให้ประชาชนรับใช้ชาติ ซ้ายเป็นการเรียกเกณฑ์โลหะเพื่อในในกิจการของรัฐ

พันธบัตรที่ออกให้เพื่อทดแทนสิ่งของที่กองทัพเอาไปใช้

นาฬิกาข้อมือที่ค้นพบในซากปรักหักพัก หยุดเดินบันทึกเวลาระเบิดเอาไว้ เวลา 8 นาฬิกา 15 นาที

ที่มาที่ไปของการทิ้งระเบิด แตกต่างจากที่ผมศึกษามาอยู่ไม่น้อย

แบบจำลองเมืองก่อนระเบิด

แบบจำลองเมืองหลังระเบิด

หนังสือเรียนของชาติต่างๆ ในช่วงนั้น ทางศูนย์รวบรวมไว้เพื่อศึกษาว่า แต่ละประเทศ คิดอย่างไรกับการทิ้งระเบิดนี้ ซ้ายมือที่เห็นนิดนึงคือหนังสือของสิงค์โปร ผมอ่านดูได้ความว่า ญี่ปุ่นร้ายมาก การทิ้งระเบิดยุติความเสียหายไว้ได้

ภาพจำลองรัศมีระเบิด ระเบิดเหนือพื้นดิน 500 เมตร พื้นดินจึงไม่เป็นหลุมบ่อ อาคารถูกกวาดไปด้วยคลื่นกระแทกจากระเบิด

สิ่งของของผู้ประสบภัย (บางอย่างเห็นแล้วเศร้ามาก เลยไม่เอามาให้ดู) ดูของพวกนี้ไปแล้วฟังเทปไป รู้สึกมีอารมณ์เศร้ามากครับ

เด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา ตั้งแต่มานี่ ไม่ว่าไปที่ไหนจะเห็นญี่ปุ่นพาเด็กไปท้ศนศึกษากันตลอด สอบถามเด็กญี่ปุ่นได้ความว่าโรงเรียนพาไปบ่อยๆ ปีละหลายครั้ง

ด้านนอก เป็นทางเดินยาวไปสู่อนุสาวรีย์เพื่อสันติภาพ

อนุสาวรียสันติภาพ ผมไม่ได้เดินไปดูใกล้ๆจึงไม่ทราบความหมายของมัน

ไปอีกหน่อยจะถึง อนุสาวรีย์ซาดาโกะ จากเรื่อง ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว

======================================================

ซาดาโกะ กับ นกกระเรียน 1000 ตัว(นำมาจากเวบบอร์ด Narak.com)

เมื่อเด็กหญิงซาดาโกะ ซาซากิ ได้รับพิษจากการทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐที่ถล่มเมืองฮิโรชิม่า เมื่อ 6 สิงหาคม 2489 หรือปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

ตอนที่เกิดระเบิดนั้นเด็กหญิงซาดาโกะไม่ได้เกิดอาการเจ็บป่วยในทันที แต่ 11 ปี หลังจากนั้น ในปี 2498 วันที่ซาดาโกะแข่งขันวิ่งผลัดที่โรงเรียน ทำให้เด็กหญิงเหน็ดเหนื่อยและปวดศีรษะอย่างรุนแรง และจากนั้นก็เริ่มปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นสลบในชั้นเรียน

พอพ่อแม่ซาดาโกะรู้ จึงพาไปหาหมอ และพบกับความจริงที่สะเทือนใจว่า ซาดาโกะป่วยเป็นลูคิเมียหรือมะเร็งในเม็ดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่คนสมัยนั้นเป็นกันมาก เพราะถูกปรมาณูในสงครามโลก

สำหรับซาดาโกะเมื่อทราบชะตาชีวิตตัวเองก็โศกเศร้าร้องไห้ตลอดเวลา เพราะอยากออกจากโรงพยาบาลและกลับไปโรงเรียน แต่ทำไม่ได้ กระทั่งชิซูโกะเพื่อนรักของซาดาโกะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลและนำโอริกามิหรือกระดาษพับมาให้ พร้อมทั้งเล่าตำนาน "ซูรุ" หรือนกกระเรียนให้ซาดาโกะฟัง

โดยคนญี่ปุ่นถือว่า ซูรุ เป็นนกศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ความหวัง ความโชคดีและความสุข นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันความเจ็บป่วยได้ด้วย ถ้าใครสามารถพับนกกระเรียนได้ถึง 1,000 ตัว แล้วผู้นั้นจะมีอาการดีขึ้น

เมื่อได้ฟังดังนั้นซาดาโกะก็เลยตัดสินใจที่จะพับนกพร้อมกับเขียนคำว่า สันติภาพลงบนปีกนกด้วย เพื่อให้มันบินไปได้ทั่วโลก หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวและเพื่อนๆก็พากันช่วยซาดาโกะพับนกกระเรียน เมื่อครบ 500 ตัว ซาดาโกะอาการดีขึ้นและได้รับอนุญาตจากคุณหมอให้กลับไปอยู่ที่บ้าน

ระหว่างนั้นเด็กหญิงไม่เคยหยุดที่จะพับนกเลย แต่หลังจากกลับไปอยู่บ้านไม่นาน อาการของซาดาโกะก็เริ่มกำเริบขึ้นอีกจนต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดซาดาโกะก็จากครอบครัวไปอย่างสงบ ในขณะที่พับนกได้เพียง 644 ตัว

หลังการเสียชีวิตของซาดาโกะ เพื่อนๆ ที่โศกเศร้าต่อการจากไปของเธอร่วมกันพับนกกระเรียนที่เหลือจนครบ 1,000 ตัว และใส่ไปในโลงศพของเธอด้วย นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งสมาคมนกกระเรียนเพื่อรำลึกถึงซาดาโกะอีกด้วย


เมื่อเรื่องของซาดาโกะแพร่หลายออกไป ได้มีการบริจาคเงินสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงซาดาโกะและเด็กๆ อีกหลายคนที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณู และตั้งที่ใจกลางสวนสาธารณะสันติภาพฮิโรชิม่า โดยอนุสาวรีย์นี้เป็นรูปของซาดาโกะกำลังยืนและยื่นมือทั้งสองข้างขึ้นไปบนฟ้า ที่มือของเธอถือนกกระเรียนสีทองไว้ด้วย

===============================

นี่คืออนุสาวรีย์ซาดาโกะ

นกกระเรียนจากเด็กๆ ทั่วโลก

ทางออกศูนย์ จะพบซากอาคารโรงพยาบาลเก่า ที่เป็นซากปรักจากการทิ้งระเบิด เขาจงใจอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นความทรงจำแห่งการทิ้งระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลก

สุดท้าย ขอปิดด้วย ลิขิตของพระสันตปาปา จอหน์ ปอลเมื่อมาเยือนที่นี่

โชบาระ เมืองน้อยในขุนเขาใหญ่

จากอนุสรณ์สถาณแห่งสันติภาพฮิโรชิม่า ก็เดินทางสู่เมืองโชบาระ

โชบาระ นับเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดฮิโรชิม่า อาจจะเรียกว่าอำเภอโชบาระก็ว่าได้

การแบ่งเขตการปกครองของญี่ปุ่นมีดังนี้

แบ่งเป็น 9 Region เขตหรือมณฑล(เทียบกับไทยก็ภาค) เช่น เขตคันโค ตันไซ คิวชู

จากเขตก็เป็น Perfecture (จังหวัด) 47 จังหวัด เช่นโตเกียว โอซาก้า

จากจังหวัดก็เป็น District(เทียบกับอำเภอ)

จากอำเภอก็เป็น Town/City (เทียบกับตำบล)

จากตำบลเป็น Village(หมู่บ้าน) ตามลำดับ

ซูเซ็นจิ เป็นตำบล อยู่ในอำเภอไอซึ จังหวัดชิสึโอกะ เขตคันโต

โอซาก้า และเกียวโต เป็นจังหวัดอยู่ใน เขตคินคิ

โซบาระ เป็นอำเภอ อยู่ในจังหวัดฮิโรชิม่า เขตชูโกกุ

สำหรับนครโตเกียว มีการใช้ระบบการแบ่งเขตที่ต่างออกไป จะมาคุยกันในภายหลังครับ

รายละเอียดอื่นๆ ของเมืองนี้อยู่ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Shobara

โชบาระเป็นอำเภอ หรือเมืองที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก สินค้าออกสำคัญคือ แอบเปิล ลูกพลับ พืชผัก เหล้าท้องถิ่น และเนื้อวัว เนื้อวัวของโชบาระมีคุณภาพดีที่สุดในเขตนี้ สภาพของเมืองล้อมรอบด้วยภูเขามีประชากรน้อย ความคึกคักต่ำ เราตรงมาจากโตเกียว ที่เป็นสุดยอดแห่งนครแสงสีแล้ว ที่นี่ก็เป็นเมืองที่เงียบสงบอย่างมาก เว้ากันซื่อๆก็คือ "บ้านนอก" นั่นเอง

เดินทางโดยรถบัสจากอำเภอฮิโรชิม่า ใช้เวลาสองชั่วโมง มาถึงโชบาระ ระหว่างทางวิ่งตัดผ่านภูเขามากมาย ชาวญี่ปุ่นกับภูเขาดูเหมือนจะเป็นของคู่กัน เขาสรางเมทองไว้ในช่องเขา เจาะภูเขาทำถนน ต่อเสาไฟฟ้าแรงสูงข้ามภูเขา กระทั่งสรางทางภูเขาให้รถวิ่ง บางที่ดูแล้วหวาดเสียวมาก เหมือนในการ์ตูนที่รถชอบจะแหกโค้งลงไปได้ง่ายๆ บางเส้นทางอันตรายถึงขนาดที่ไม่ให้สวนกัน หัวถนนและท้ายถนนจะมีด่านกั้น ถ้ามีรถเข้าไป จะไม่ให้อีกคันไปสวน อีกคันจะไปได้ต่อเมื่อรถที่สวนมาผ่านไปแล้ว ผมลองสำรวจดูก็พบว่ามันอันตรายจริงๆ น่ะแหละ ทางแคบและชัน หักโค้งบ้าบอมาก

การมาของเราครั้งนี้ไม่ได้พักในศูนย์ไจก้าอย่างเช่นโตเกียวหรือโอซาก้า ทำไมน่ะเหรอครับ ง่ายมาก เพราะเมืองนี้ไม่มีศูนย์ไจก้าน่ะสิ ถ้าจะพักที่ไจก้าฮิโรชิม่า (มีหรือปล่าหวา) ก็ไกลเกินไป ดังนั้นพวกเราจึงได้พักที่ โชบาระ แกรนด์ โฮเต็ล

ฟังชื่อก็น่าจะเป็นโรงแรมที่หรูหรา ก็หรูหราที่สุดในจังหวัดละครับ เอาว่าห้องแย่กว่าโรงแรมบางกอกพาเลซก็แล้วกัน แย่กว่าที่ไจก้าแน่นอน แล้วเหม็นบุหรี่ชะมัด แสงก็ไม่พอ

พูดถึงเรื่องแสงพอ ไม่รู้ว่าเป็นยังไง โรงแรม สถาณที่ราชการ หรือบ้านคนใช้แสงกันไม่มาก ไอ้จะเปิดนีออนสว่างจ้าอย่างบ้านเราเป็นไม่มี คิดว่าติดมาจากนโยบายประหยัดพลังงานช่วงสงคราม คนเลยคุ้นกับการ "ไม่สว่างนัก"

ยิ่งวิ่ง ก็เริ่มรู้สึกถึงความหนาวเย็น ขึ้นเรื่อยๆ จากฝ้าที่จับกระจกรถ พอมาถึงโรงแรม อุณหภูมิก็อยู่ที่ 7 องศา มีลมด้วย ลงจากรถได้ก็วิ่งเข้าโรงแรมกัน

ถ่ายหน้าโรงแรม จากซ้ายไปขวา เปี๊ยกซัง รุ่งซัง ชาชินแมน และ เอ้ซัง

พอถึงโรงแรมก็ทำการปฐมนิเทศกันเลย ผู้ที่มาต้องรับ คือ ผู้ประสานงานของ Younth Hostel หรือฝ่ายที่พักเยาวชนของไจก้านั่นเอง กับตัวแทนของเทศบาลเมืองโชบาระ และตัวแทนประชาชน มาถึงก็เข้าห้อง กล่าวต้อนรับกันยาวยืด ทางเราก็นั่งฟังไปหลับไป สาเหตุหนึ่งเลยคือแสงไฟมันสลัวอย่างที่เล่ามาตอนแรกน่ะแหละ

ต้อนรับเสร็จขึ้นห้องนอน ลงมากินข้าว พบว่าอาหารที่จัดให้เป็นอาหารฝรั่ง แล้วไม่อิ่มเอาเสียเลย ที่สำคัญคือไม่มีเนื้อวัว ที่เป็นของขิ้นชือของเมืองนี้ (คงเป็นเพราะว่ามีหลายคนแจ้งไว้ว่า กินเนื้อวัวไม่ได้) ดังนั้น สมาชิกที่กินเนื้อได้ จึงนัดไปกินยากินิคุ =เนื้อย่าง กัน

ออกจากโรงแรมได้ ก็หนาวแทบหูจะหลุด อุณภูมิ 2-3 องศา เยือกกว่าที่คิด เดินๆไปหูแทบจะหลุด และเจ็บมือมาก ผมพบว่าเครื่องกันหนาวของผมไม่เพียงพอเสียแล้ว

คลำทางได้สักพักหนึ่ งมาถึงร้านเนื้อย่าง มิฮาบุ เจ้าของร้านเป็นคุณป้าคนเดียว เอาละ เราก็จัดการหาที่นั่งแล้วสั่งเนื้อย่างมากซัดกันเลย

ระบบของร้านนี้ก้ไม่ได้ต่างจากร้านเนื้อย่างประเภทสั่งเป็นจานในเมืองไทย ราคาจานละ 1000 เยน ตกสามร้อยกว่าได้ เนื้อนุ่มและอร่อยมาก เตาที่ให้มาเป็นเตาถ่าน แรงไฟพอเหมาะไม่มีกระเด็น ไม่รูทำได้ยังไง ที่จะแตกต่างจากเมทืองไทยคือ เมื่อสั่งป้าแกจะเอาเนื้อก้อนโตๆ ขึ้นมา แล่เดี๋ยวนั้น ชั่งน้ำหนักแล้วคลุกกับเครื่องปรุง แล้วยกมาให้กิน ซัดกันไปสิบกว่าจานทั้งเนื้อสันนอกสันใน น่องขา ลิ้นเครื่องใน คนละ 1300 เยนได้รวมทั้งเบียร์ (เบียร์ถูกมากเมื่อเทียบกับเนื้อ) พอๆ กับไปกินโออิชิมื้อนึง

ซัดเนื้อย่างเสร็จแล้วก็กลับห้อง เราคุยกันว่าจะไปไหนดี ผลจากการสำรวจพบว่า ไปไหนไม่ได้เลย เราไม่มีปัญหาในเรื่องเวลากลับที่พักอย่างที่อยู่ในศูนย์ก็จริง แต่ไปไหนไม่ได้เลย ไม่มีรถไฟวิ่ง รถเมล์หมดสองทุ่ม รอบๆ ไม่มีอะไรเลยแม้แต่ร้านสะดวกซื้อ 24 ชมก็ไม่พบ ซุปเปอร์ปิดสี่ทุ่ม ถนนเงียบเชียบ สิ่งเดียวที่เปิดไฟสว่างอยู่ไกลๆก็คือร้านปาจิงโกะ(บางคนเข้าใจว่าเป็นผับ) ข้อสรุปคือขึ้นนอนกันเถอะ

วันรุ่งขึ้น ตื่นมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ น้ำแข็งบางๆ เกาะที่หน้าต่าง ผมเปิดหน้าต่าง ตะโกน "โอฮายโย" แล้วรีบปิดเพราะหนาวมาก

โปรแกรมคือ ไปเยือนที่ว่าการเทศบาลโชบาระ นายกเทศมนตรีจะต้อนรับเราในฐานะอาคันตุกะ

ขึ้นรถไป รถวิ่งไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึงที่ทำการ จริงๆแล้วใกล้กันมาก (ขากลับแค่สามนาทีก็ถึง) แต่ว่าคนรถวนถ่วงเวลาให้ไม่ไปถึงก่อนเวลานัด

พอเข้าไปถึงทีทำการ ผมตกใจกับการต้อนรับที่เรียกว่า เกินเกียรติ(มากกว่าสมเกียรติ) มีป้ายต้อนรับตัวเบ้อเร่อ มีคนมามอบช่อดอกไม้ แล้วพนักงานมาเข้าแถวปรบมือต้องรับเรากันจากรถไปถึงห้องประชุม

พอไปถึงห้องประชุม นายกเทศมนตรีก็กล่าวต้อนรับ เนื้อความทำนองว่ายินดีที่มา และขอให้ความงามของโชบาระอยู่ในใจตลอดไป จากนั้นเป็นการสนทนาถึงเรื่องของเมืองนี้ ว่าเป็นเองที่มีสินค้าเกษตรมาก ธรรมชาติสวยงาม มีที่เที่ยวเยอะ ฤดูร้อนว่ายน้ำได้ ฤดูใบไม้ผลิชมซากุระได้ ฤดูใบไม้ร่วงจะเห็นใบไม้เปลี่ยนสี และฤดูหนาวจะเล่นสกีได้

คณะที่มาต้อนรับ มีทั้งผูอำนวยการสาธราณสุข ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายความปลอกภัย เกษตรอำเภอ เอาว่าหัวหน้างานทั้งหมดน่ะแหละ

อาราโตะซัง ล่ามของเรายังคงทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยม (หลังๆ เริ่มสนิทกันแล้ว คุยภาษาไทยเก่งชะมัดเลย)

หัวหน้าคณะมอบขอบขวัญ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงจับมือกับพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ถ่ายโดยชาชินแมน

นายกเทศมนตรีมอบของที่ระลึก ชาหนึ่งถ้วย ขนมทำจากส่าเล้าสองก้อน และร่มกระดาษหนึ่งคัน

จากที่ทำการโชบาระ รถพากลับที่พัก เพื่อเตรียมตัวจะไปสวนสาธารณะบิโฮกุแห่งชาติ เป็นสวนที่คนนิยมมาตั้งแคมป มีกิจกรรมต่างๆ ทั้งด้านกีฬา ธรรมชาติและวัฒณธรรม เรียกว่าเป็นที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของจังหวัดเลยก็ว่าได้

Bihoku Hills National Park

ช่วงเช้าหลังจากไปเยือนที่ว่าการเทศบาลโชบาระแล้ว รถได้พาเราไปที่แหล่งท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของเมืองนี้ สวนสาธารณะแห่งชาติบิโฮขุ

ที่นี่เป็นสถาณที่ที่เรียกได้ว่ารวมความบันเทิงเชิงอนุรักษ์ไว้อย่างครบเครื่องมีตั้งแต่สวนสาธารณะที่ออกกำลังกายสวนสนุกสนามเด็กเล่นแค้มปปิ้งเดินป่าน้ำตกอุทยานบ้านเมืองโบราณการแสดงศิลปญี่ปุ่นดนตรีการเรียนรู้วัฒณธรรมญี่ปุ่นมีกิจกรรมวนเวียนกันตลอดปีมีผู้ใช้บริการปีละมากกว่า 400,000 คน

สวนหรืออุทยานแห่งชาติบิโฮขุแห่งนี้ มีพื้นที่ 440 เอเคอร์ หนึ่งเอเคอร์ประมาณสองไร่ครึ่ง คูณดูแล้วก็ตก 1100 ไร่ได้ กินพื้นที่ภูเขาทั้งลุก ทะเลสาบสองแห่ง และพื้นที่บริเวณรอบๆ เนินเขาบิโฮขุ อันเป็นที่มาของชื่อสวน

เอาละครับวันนี้ ผมจะให้ปุ๊กซัง เป็นผู้นำเที่ยวสวนสาธารณะแห่งนี้ครับ

แนะนำตัวละคร

ปุ๊กซังทำหน้าที่เป็นเลขา ติดต่อประสานงานในกลุ่มพวกเราตั้งแต่พบเจอกันครั้งแรกแล้ว ด้วยบุคลิกที่กระฉับกระเฉง เอางานเอาการของเธอช่วยให้การประสานงานของเราเป็นไปอย่างราบรื่นครับ

วันนี้ปุ๊กมาเที่ยวสวนสาธารณะแห่งชาติบิโฮขุนะคะ

พอเข้าไปในสวน สิ่งแรกที่เห็นคือต้นไม้เปลี่ยนสี ตอนที่มาที่โชบาระนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว เป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ร่วงเข้าฤดูหนาว ล่ามบอกว่า ถ้าอยู่ต่ออีกสักเดือนคงได้เล่นสกี

ต้นไม้เปลี่ยนสีหลักๆ ของที่นี่คือ ต้นกินนัน ฝรั่งว่า Ginko คนไทยเรียกแปะก๊วยนั่นเอง เปลี่ยนเป็นสีเหลือง

อีกต้นหนึ่งคือ โมมิจิ (ฝรั่งเรียก Maple คนไทยไม่รู้จัก) เปลี่ยนเป็นสีแดง อ้อ โมมิจินี่เป็นสัญลักษณ์ของฮิโรชิมาด้วยนะ

รูปนี้เพิ่งเปลี่ยน เลยยังไม่แดงมากน่ะ

พื้นที่แคมปปิ้ง มีเตาย่างบาบีคิวอย่างดีให้ใช้ด้วยเอ้า

บ้านพักจ้า

บังกาโลน่ะ

แนวป่าเขาจำลอง และสระน้ำ เป็นการสร้างขึ้นมาทั้งหมดจากเดิมที่เป็นเนินดินเปล่าๆ

พอเข้าไปข้างใน จะเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม จำลอง เอาไว้โชว์นักท่องเที่ยว แต่ก็มีการปลูกข้าว ปลูกมัน กันจริงๆจังๆ และในบ้านเหล่านั้นมีโปรกแกรมสัมผัสวัฒณธรรมญี่ปุ่นให้ใช้บริการด้วย

สวนผักจำลอง และบ้านชาวนาจำลอง

ทุ่งนาจำลอง ขาวๆไกลๆ นั่นคือยุ้งข้าว รู้จักมะตัวเอง

ระหัดวิดน้ำ ข้างในต่อกับโม่หินด้วยนะ

อันนี้เป็นที่เก็บเครื่องสูบน้ำ ทำเสียสวยงามเลยละ มองไกลๆ ยังกะศาลเจ้าที่

ศาลาไม้ ระหว่างทาง

น้ำตกจำลองที่ทางเข้า

น้ำตกขั้นบันได

ปลาจ้า ปลาคราฟหรือปลาไนญี่ปุ่นเขาเรียกว่าปลาโค่ย (KOI)

บ่อปลา สวยมากเลยละ มีการให้ซื้อหนมปังเลี้ยงปลาด้วย ถุงละร้อยเยน กลมๆ ข้างล่างเป็นที่ดักใบไม้

ศาลาไว้แสดงละครคาบูกิ หุ่นฟางมังกรที่ชายคาเป็นธรรมเนียมเอาฟางข้าวมาทำเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์

เมื่อชมสถานที่รอบๆภายนอกสักพักแล้ว ก็ไปเรียนการทำโซบะกันค่า

หน้าห้องทำโซบะ มีเกาลัด(คุริ) และมัน (อิโมะ) วางตากแดดไว้ ลองหยิบดูแล้วเป็นของจริง จากไร่นาแถวๆนี้

นี่คืออาจารย์สอนทำโซบะนะคะ(ตรงกลางคือพี่ปุย ล่ามคนสวยของเรา)

เริ่มมา เอาแป้งโซบะ(ผลโซบะเป็นผลเล็กๆ เหลี่ยมๆ ขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลือง โม่เอาแป้งในผลออกมา) ผสมแป้งมัน แล้วนวดๆ ใส่น้ำนิดหน่อย แล้วปั้นเป็นก้อน

ปั้นแล้วก็นวดต่อไปจนเหนียวได้ที่ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก โซบะจะอร่อยหรือไม่ก็ตรงนี้แหละ

จากนั้นก็ทำเป็นก้อนกลมๆ แล้วเอาไม้กระบองมานวดคลึง แผ่ให้กว้างๆ เป็นรูปสี่เหลี่ยม

แล้วก็พับทบสี่ทบ แล้วเอามีดมาหั่นๆ ฉับๆ จะได้เส้นออกมายังงี้

ปุ๊กซังลองหั่นดูด้วย หั่นเจ้าค่ะหั่นๆ

หั่นเสร็จแล้ว เขาก็เอาไปลวก ใส่น้ำซุป แล้วปรุงเครื่องให้เรา

อาหารกลางวันวันนี้

โซบะนวดเอง หนึ่งชาม

เทมปุระหนึ่งจาน

ข้าวปั้นห่อสาหร่าย ไส้ผักดองหนึ่งก้อน

ข้าวปั้นคลุกสาหร่าย หนึ่งก้อน

ได้เวลากินแล้วละ

กินเสร็จแล้วถ่ายรูปคู่กับอาจารย์สอนทำสักหน่อย

========================================

พออิ่มแล้ว ก็เป็นโปรแกรมศึกษาวัฒณธรรมญี่ปุ่น สามรายการรวดเลยค่ะ คือ แต่งชุดญี่ปุ่น เข้าพิธีชงชา และเล่นการละเล่นญี่ปุ่นสถาณที่อยู่ในบ้านหลังใหญ่ๆ ทำนองว่าเป็นบ้านผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านจำลองนี้

เริ่มจากการละเล่นญี่ปุ่น ก็มีพวกลูกข่าง ลูกโยน(เทะดะมะ) ลูกตั้ง(เค็นทามะ) ม้าไม้ไผ่ลูกข่าง วงล้อ มาให้ลองเล่นกัน พวกเราก็เล่นกันได้มั่งไม่ได้มั่ง คุณป้าที่เป็นล่ามนี้เล่นสบายๆ ทุกอย่างเลยอะ

จากนั้นก็ไปแต่งกิโมโน คุณป้าที่มาช่วยแต่งให้แต่งคล่องม้ากมาก แล้วคุยเก่งด้วยสิ เราฟังรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง รู้แค่คำว่า ชิบาริๆ (ผูก) และ คิเรเดส (สวย)

เริ่มด้วยการผูกสายรัดเอว (มาวาชิ) ก่อน

จากนั้นก็พันโอบิ

ผูกด้านหลังให้เป็นโบสวยๆ

เสร้จแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

ใส่แล้วออกไปถ่ายรูปกับสวนสวยข้างนอก (ใส่เสร็จแล้วต้องก้าวสั้นๆ ก้าวยาวไม่ได้เลยละ)

อีกมุมหนึ่งของสวน

อันนี้ถ่ายในบ้านค่ะ

เสร็จจากแต่งกิโมโน ก็เป็นพิธีชงชา

ชาที่นำมาให้เป้นชาเขียว เริ่มแรกเขาจะชงมาแบบปกติก่อน แล้วคุณป้าจะเอาไม้คนคนชาจนเป็นฟอง กินแล้วรู้สึกถึงความหอมได้เลยละ เขาลองให้กินชาที่คนกับไม่คน ความรู้สีกต่างกันมากทั้งๆ ที่ใช้ใบชาอันเดียวกัน

อ.ชงชาคนนี้น่ารักมากเลย ชื่อไอจัง

คุณป้าคนนี้เป็นหัวหน้าสำนักชงชาที่นี่ ชงมาหลายสิบปีแล้วละ

ถ่ายรูปรวมอะจ้า ข้างหน้าทั้งห้าคนเป็น อ.ชงชาทั้งนั้นเลย เพราะเขาจะชงให้เราแบบตัวต่อตัวละ

รายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับสวนแห่งนี้ ดูได้ที่ลิงค์นี่นะ

http://apike.ca/japan_bihoku.html

ปุ๊กซัง รายงาน ชาชินแมน ถ่ายภาพ ให้เสียงภาษาไทยโดยทีมงาน ต๊ะคุง