JP-Hiroshima

เยี่ยม โรงเรียนประถมซุยโกะ (Suigo)

มหาวิทยาลัยฮิโรชิมา วิทยาเขตโซบาระ ดูมาแล้ว

ไฮสคูลฮิโรโระ ในโตเกียว ดูมาแล้ว คาดหมายว่าจะเจอเด็กญี่ปุ่นแต่ง เครื่องแบบนักเรียนอย่างที่เห็นจนชินตาในการ์ตูน(ชายเสื้อแขนยาวดำ หญิงคอซอง) แต่ว่าไม่ยักใช่ โรงเรียนไม่มีเครื่องแบบ อืมม ก็แล้วกันไปเถอะ

คราวนี้ละ มาโรงเรียนประถมซุยโกะ มาดูเด็กญี่ปุ่นที่มีอายุพอๆ กับ โนบิตะ ชิซุโกะ ไจแอนท์ ซุเนโอะ กันบ้าง ว่ามันหน้าตายังไง

ความคาดหวังก่อนไป

1.ต้องไม่มีเครื่องแบบ (จำได้เลยว่าโนบีตะมันแต่งชุดไม่เหมือนเพื่อน แล้วหน้าร้อนหน้าหนาวไม่เคยเปลี่ยนชุด)

2.ต้องแบกเป้ดำๆ ไปโรงเรียน (เหมือนกันทุกคน)

3.ต้องถอดรองเท้าแล้วใส่รองเท้าแตะเข้าห้องเรียน (โนบีตะโดนแกล้งขโมยรองเท้าประจำ)

4.ต้องมีคุณครูหน้าตาดุมาก ใส่แว่นและใส่สูทสอน (โนบีตะไม่ทำการบ้าน +หลับ จะต้องยืนหน้าห้อง)

เอาละ ลองไปดูว่ามันเป็นยังงั้นจริงๆ หรือไม่

โรงเรียนประถมซุยโกะเป็นโรงเรียนรัฐบาล อยู่ในเขตชานเมืองโชบาระ รับนักเรียนจากหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง ตอนที่ก่อตั้งมีนักเรียน 200 กว่าคน ผ่านมาสักสิบปี ลดเหลือ 100 กว่าคน และลดลงเป็น 60 40 และ 26 คน ตามลำดับ ปัจจุบันมีนักเรียนรวมตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 21 คน ปีการศึกษานี้รับเข้าใหม่ 1 คน และจบออกไป 1 คน

ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากสำหรับผมที่เรียนโรงเรียนที่มีนักเรียนห้องละ 50 คน ชั้นละ 8 ห้อง มีนักเรียนรวมกัน 6 ชั้นปี 2500 คน

โรงเรียนนี้ตั้งอยู่ติดภูเขา เอาละครับ เจ้าโนบีตะเริ่มออกมาวิ่งต่อหน้าผมแล้ว ปะปนอยู่กับเด็กญี่ปุ่นที่มาต้อนรับ "โดราเอมอน...ฉันฝังกระปุกอมสินไว้ที่ภูเขาหลังโรงเรียน" คิดว่าภูเขาหลังโรงเรียนนี่คงมีกันเกือบทุกโรงเรียน นัยว่าเป็นที่ศึกษาธรรมชาติและทำกิจกรรมของโรงเรียนไปด้วย

จากรถจอด เป็นสนามที่กว้างขนาดแตะบอล 11 คนได้ เรียบสนิท ดินนุ่มไม่มีฝุ่น ล้มไม่เปิ้อนว่างั้นเถอะ ดูดีๆ ปรากฏว่าเป็นดินปนทรายที่อัดไว้แน่น กวาดจนสะอาดไม่มีหญ้าหรือหินสักก้อน เข้ามาที่ตัวโรงเรียนที่มีสองชั้น ต้องถอดรองเท้าจริงๆ ด้วยวุ้ย ผมถอดรองเท้าผ้าใบที่รับใช้ผมลุยญี่ปุ่นมาตลอด (ตอนนี้เริ่มขาดและพื้นล่อนแล้ว จนผมต้องให้มันอยู่ญี่ปุ่นเมื่อผมกลับ) แล้วยัดเท้าเข้าไปในรองเท้าแตะสวมเล็กๆ ที่ใส่ได้แค่ครึ่งเท้า จากนั้นเดินลากเท้าไปห้องเรียน

เอาละ ก็เริ่มมาชมการเรียนการสอนกันเลย

ครูที่โรงเรียนนี้มี 6 คน คือ ครูใหญ่ ครูดนตรี ครูสังคม ครูวิทยาศาตร์ ครูพละ และครูห้องสมุด ทุกคนทำหน้าที่ภารโรงไปในตัวด้วย คนนี้คือครูใหญ่ ผมถามว่าปกติแต่งตัวยังไงสอน ได้ความว่า ปกติใส่ชุดธรรมดา หน้าหนาวจะใส่สูท เพราะมันหนาว

หกชั้นปีแบ่งเป้นสามห้อง ปอหนึ่งกับปอสอง ปอสามกับปอสี่ ปอห้ากับปอหก เรียนกันห้องละวิชา

ห้องที่หนึ่ง ==ป 1/2 วิชาดนตรี เด็กห้าคน มีอีเลคโทนหกตัว เปียโนอีกตัวนึง โอ้ว้าว คุณครูก็ดีดเปียโนร้องเพลง แล้วร้องนำทำปากกว้างๆ เด็กๆร้องตาม ผมจำชื่อเพลงไม่ได้ แต่คุ้นหูชะมัด ล่ามร้องคลอไปด้วยและบอกว่าเป็นเพลงโรงเรียนของญี่ปุ่น เนื้อหาทำนองว่า "โลเลียของเลาน่าอยู่ คุงคูใจดีทุกคง เด็กเด็กก้อไม่ซุกซน เลาทุกคนชอบมาโลเลีย ชอบมาชอบมาโลเลีย" อะไรยังงี้แหละ ร้องเสร็จ ก็เป็นเพลงประจำฮิโรชิม่า เพลง โมมิจิ(เมเปิล ) เพราะดีอะ ตรงนี้ผมนึกถึงไจแอนท์กับเสียงเพลงนรก แตไม่ยักเห็นเด็กคนไหนมีลักษณะเช่นนั้น

จากนั้นก็เริ่มเล่นดนตรี เอาละ อันแรกที่เด็กจะเล่นคือกระดิ่ง มีเจ็ดอัน โด เร มีฟา ซอล ลา ที ถือคนละอันสั่นตามจังหวะ เป็นการฝึกการทำงานเป็นทีม

คนไทยเราก็บ้าจี้ไปแย่งเด็กเล่น เด็กเห็นก็ขำกลิ้งว่า "โตเป็นวัวแล้ว เขย่าไม่ถูก หนูเก่งกว่า"

จากนั้นก็ตั้งวงกัน โอ พระเจ้าโจจิ เด็กปอหนึงปอสองตั้งวง แต่ก็ตั้งกันจริงๆนะ ขลุ่ย ระนาดเหล็ก อีเลคโทน ไทรเองเกิล และทรัมเป็ต ดูไม่น่าเชื่อว่าจะทำกันได้

ห้องที่สอง ==ป 3/4 วิชาสังคม เอาละครับ เริ่มมาเขาก็ให้เด็กขึ้นไปพูดหน้าชั้นเลย เอ อะไรกันนี่ ไม่ใช่นั่งสอนประวัติศาตสร์สมัยเมจิเรอะ ปรากฏว่าเป็นการพาไปทัศนศึกษา แล้วให้เด็กเก็บข้อมูลมาคนละเรื่องแล้วก็เอามาพรีเซ็นต์หน้าชั้นให้เพื่อนๆ ฟัง ที่ด้านข้างคือวีดีโอคอนเฟรนซ ทำนองว่าให้เห็นกันทั่วถ้าคนเยอะ

พอพรีเซนต์เสร็จแล้ว ครูก็บอกว่า เอาละ ต่อไปเป็นการพูดคุยกับคนต่างชาติ เอาละสิ เขาก็เรียนคนไทยเข้าไป แล้วให้เด็กๆ ถาม เมืองไทยมีช้างมั้ย(มีเยอะ ช้างเดินตามถนน) มีเสือมั้ย(มีมั่ง เสือไทยดุมาก) มีทานุกิมั้ย(ไม่มีโว้ย)

ห้องที่สาม ==ป 5/6วิชาวิทยาศาสตร์ เริ่มจากการอธิบายการทำงานของเครื่องมือ แล้วก็ให้ลองใช้กันดู เด็กทุกคนมีเครื่องมือหมด จากนั้นครูก็แจกใบงานให้ทำ ดูไม่ต่างจากของไทยแต่ต่างที่เครื่องมือเครื่องไม้พร้อมกว่า

แล้วครูก็เริ่มทดลองให้ดู แล้วก็ถามว่า "ใครไม่ได้ผลอย่างครูบ้าง" ตรงนี้แหละ เจ้าหนูคนนึงก็ยกมือบอกว่า ไม่เหมือน ครูก็ซักถามแล้วให้ลองทำอีกที ช่วยแก้ไขให้ อีตรงนี้แหละไม่เหมือนเมืองไทย

พอเสร็จจากชมการเรียน ก็เป็นพิธีต้อนรับ

เริ่มจากการนำเราเข้าไปในโรงยิม บนเวทีมีกลองไทโกะ ชุดใหญ่ ยี่สิบตัว ตั้งอยู่ ผมก็คิดว่า เอาจริงเรอะ เด็กประถมนี่นะจะตีกลอง

พวกเรานั่งสักพัก ครูใหญ่ก็เดินมาฉายสไลด์เรื่องโรงเรียนนี่ให้เราดู โดยสรุปคือ เป็นโรงเรียนของชุมชน เน้นกิจกรรมให้ชุมชนมีส่วนร่วมกับโรงเรียน มีกิจกรรมาากมาย อาทิ วิ่งมาราธอน เก็บเห็ด พักค้างแรมบนภูเขาหลังโรงเรียน แจมในงานเทศกาลของหมู่บ้านต่างๆ และดูเหมือนเด็กแต่ละคนมันจะทำอะไรได้สารพัด ตั้งแต่ เล่นดนตรี เล่นกีฬา วัฒณธรรมพื้นบ้าน ทำกับข้าว ปั้นดินเผา ขี่จักรยานล้อเดียว

จากนั้นก็เป็นเด็กตีกลองครับ เอาจริงๆ ซะด้วยกลองยี่สิบตัว เด็กยี่สิบเอ็ดคน ตีเป็นเพลงได้ มันดีอีกตังหาก

จบแล้วเด็กๆ ก็ไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดพละ มากล่าวต้อนรับ เด็กหญิงอายาโนะ ชั้นป 6 พูดเป็นภาษาอังกฤษ เนื้อความว่า "เราดีใจที่มีเพื่อนจากแดนไกลมาหา ขอบคุณที่มาเยี่ยม ขอให้เล่นกันให้สนุก'

จากนั้นก็พาเราไปที่ซุ้มกิจกรรม ที่จัดในโรงยิมน่ะแหละมีซุ้มพับกระดาษ ซุ้มเขียนพุ่กัน ซุ้มลูกโยน ซุ้มวาดภาพ ซุ้มลูกข่าง เด็กๆ ก็สอนพวกเราเล่นเป็นที่หนุกหนาน จำได้ไหมครับว่าโนบิตะเป็นเซียนพันด้าย

พอเสร็จก็เป็นการแสดงเฮฮากัน เราต้องแสดงเป็นการขอบคุณเอาละเว้ย พวกเรามีการแสดงชุดเดียวนี่หวา ก็ตกลงว่าเอางั้นก็เอา ตัดฟันดาบออกเดี๋ยวเด็กกลัว แล้วก็เล่นโชวไปตั้งแต่ร้องเพลง เซิ้งกะลา(ไม่มีกะลา) และร้องรำเพลงแผ่นดินทอง เด็กๆ ก็ชอบใจมาเต้นมารำด้วยไม่ยั้ง

เสร็จจากตรงนี้แล้วก็เป็นการกล่าวอำลา คราวนี้เด็กชายยูดาอิ ป. 1 เป็นผู้กล่าวลา "เจ้าหนูพูดอังกฤษปนญี่ปุ่น บอกว่า ขอบคุณครับ เราสนุกมาก ขอให้โชคดี หวังว่าจะมาอีก"

ทางเราก็มีโอ๋ซังเป็นตัวแทน กล่าวตอบเป็นภาษาญี่ปุ่น เขียนโรมันหยิ (ตัวคาราโอเกะ) ท่องมาอย่างดี

โอ๋ซังขณะกำลังหลอกเด็กอ่าน กอ ไก่

จากนั้นก็เป็นการส่งพวกเรากลับ เด็กๆ ให้ของมาเป็นกระดิ่งดินเผาทำเอง คงไม่ได้เผาเองแต่ปั้นเองชัวร์ ของผมได้รูปช้าง (มีเขียนมาด้วยละว่า คุณช้าง) แล้วก็เด็กๆ ทำซุ้มมือให้เราลอดกลับ ซึ้งครับซึ้ง

เสียระฆังโรงเรียนดังขึ้น คาดว่าเป็นการเรียกรวมนักเรียน ผมมองกลับไปที่โรงเรียนเชิงเขา ก่อนจะขึ้นรถท่ามกลางฝนที่กำลังลงเม็ด ความรู้สึกพิกล ที่นี่มีบางอย่างเหมือนโรงเรียนของผมตอนประถม บางอย่างก็เหมือนโรงเรียนของโนบิตะในการ์ตูนที่ผมดูตอนหกโมงทุกวัน และมีอีกหลายอย่างที่ผมไม่เคยพบเจอมาเลย

ปล. มาถึงตรงนี้แล้ว

ทุกท่านน่าจะรู้สึกเหมือนผมว่า เด็กญี่ปุ่นได้รับการศึกษาให้รู้รอบเหลือเกิน เขาสอนอะไรต่ออะไรเด็กเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องดนตรี ที่บอกได้เลยว่าเล่นได้ทุกคน การพรีเซ็นต์หน้าชั้นที่ผมได้พูดก็ขึ้นเมื่อมหาลัยแล้ว ทำให้เด็กกล้าแสดงออกและเกิความคิดสร้างสรรค์ได้ อีกอย่างคือเรื่องการทำงานเป็นทีมที่หลายๆ คนประทับใจมาก

การให้การศึกษารอบด้านเช่นนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ในโรงเรียนที่มีเด็กน้อยๆ อย่างนี้ ทำนองว่าเด็กน้อยก็เคี่ยวจนข้นคลั่ก

คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจผมทันทีคือ "ทำไมมันไม่เจ๊งวะ"

คำตอบคือ โรงเรียนนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากชุมชน และหมู่บ้าน ทำให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ค่าเล่าเรียนที่เก็บก็ถือว่าสูง พ่อเด็ก 21 คนต้องจ่ายตังที่ทำให้คน 6 คน มีชิวิตอยู่ได้ และเพียงพอต่อการพัฒนาปรับปรุงโรงเรียน

คำถามที่ตามมาคือ "ทำไมมันไม่ไปรวมกับโรงเรียนอื่น"

คำตอบคือ ไม่มีชุมชนไหนยอมให้โรงเรียนถูกยุบ ทุกคนบอกว่า ควรจะยุบรวม ประหยัดค่าใช้จ่ายและให้เด็กได้แข่งขันกัน แต่ นายยุบมารวมกับฉันสิ

คำถามสุดท้ายก็คือ ทำไมมันเป็นอย่างนี้ละ ก็เป็นเพราะว่าเหตุผลสองประการ สรุปคือโรงเรียนเยอะเด็กน้อย โรงเรียนมีทุกหมู่บ้านจากการขยายการศึกษา เด็กน้อยลงการการที่หนุ่มสาวน้อยลง ค่านิยมผู้หญิงไม่แต่งงาน หนุ่มสาวย้ายเข้าเมือง ไม่นิยมมีลูกเพราะเสียค่าใช้จ่ายมาก หลายประการรวมกัน ทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้

งานเลี้ยงต้อนรับที่โชบาระ

หลังจากกลับจากการศึกษาวัฒณธรรมญี่ปุ่นที่สวนสาธารณะบิโฮขุ ตอนเย็นนั้นเอง มีงานเลี้ยงต้อนรับ ชาวโชบาระเป็นเจ้าภาพ นำโดยสมาคม Youth Hostel ของโชบาระ และสถาเมืองโชบาระ

งานนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับพวกเรา เป็นงานแลกเปลี่ยนวัฒณธรรม และเป็นโอกาสที่จะได้พบกับ Host Family ของเราด้วย

ตามโปรแกรม เราจะได้ไปอยู่กับ Host Family เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยที่ไม่มีการติดต่อกับชาวไทยโดยสิ้นเชิง

ตอนที่อยู่เมืองไทย เรายอมรับว่า กลัวมาก ที่จะต้องไปอยู่กับคนญี่ปุ่นคนเดียวด้วย

แต่พออยุ่ญี่ปุ่นได้ 20 กว่าวัน ภาษาญี่ปุ่นเริ่มงอกเงย และได้คลุกคลีกับชาวญี่ปุ่นที่บ่อน้ำร้อนมามั่งแล้ว และทราบจากล่ามว่า ครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่จะรับเราไปอยู่ด้วยนั้น ต้องผ่านเกณฑ์ดังนี้

1.มีฐานะความเป็นอยู่อย่างไม่ลำบาก

2.ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีพอควร

3.มีความประพฤติเรียบร้อย ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการเมือง

เอาละ ตอนนี้ทุกคนก็รอวันไปโฮมเสตย์อย่างใจจดใจจ่อ

แขกในงานเลี้ยงคราวนี้มีชาวเมืองโซบาระจำนวนมาก ที่มาเพื่อจะพบหน้าคนที่จะไปอยู่บ้านเขาเป็นครั้งแรก (วันนี้ยังไม่ไปนะ ไปในเย็นวันที่ไปเยี่ยมชมโรงเรียนประถมซุยโกะ วันนี้มาเจอหน้าเฉยๆ)

พวกโฮสต์รู้ตัวแล้วละว่าคนไหน แต่เราสิไม่รู้ว่าคนไหน พอคนไทยเดินขบวนเข้ามาในห้อง ทุกคนก็ปรบมือต้อนรับกันยกใหญ่ แล้วทุกคนจ้องป้ายภาษาญี่ปุ่นที่อกเสื้อเรากัน คงหาลูกเลี้ยงว่างั้นเถอะ เราก็อ่านชื่อเขาออก เพราะทางนั้นก็ติดป้ายชื่อถาษาอังกฤษ เสียแต่ว่าไม่รู้คนไหนของใครเท่านั้น โดยมากใส่สูทกัน มีใส่ชุดญี่ปุ่นมาคนนึง ห่มจีวรมาสองคน อีกคนแต่งตัวเหมือนพระเส้าหลินแน่นอนว่าหัวล้าน ที่สำคัญมีคนแต่งตัวเหมือนช่างก่อสร้างมาคนนึงด้วยละ

งานเลี้ยงที่โชบาระแกรนด์โฮเต็ล อาหารดี และที่ไม่ขาดเลยคือเบียร์ ชาวญี่ปุ่นดูเหมือนจะชอบกินเบียร์กันมาก และกินกันทุกคน ต่างจากานเลี้ยงของไทยที่มีเหล้า เบียร น้ำส้ม น้ำอัดลม น้ำเปล่าให้เลือก ที่นี่เบียรกับชาสองอย่าง เบียรที่กินที่นี่ยี่ห้อ GIRIN (กิเลนน่ะแหละ) เป็นยี่ห้อที่เบียดแย่งตลาดอยู่กับ Asahi (อาซาฮี)

พอเริ่มกินกันไปได้สักพัก นายกเทศมนตรีโชบาระก็ขึ้นมากล่าวต้อนรับ จากนั้นก็เป็นตัวแทนสภาเมือง และจากนั้นก็เป็นการแสดงระบำพื้นบ้านญี่ปุ่น "โดสึโค่ย" เป็นเพลงพื้นเมืองของชาวนา ดูแล้วงามตาดีไม่น้อย คนแสดงเป็นพวกคุณป้าคุณน้าแถวๆนี้ ไม่ใช่มืออาชีพเล่นเอาสนุกสนานมากกว่า มีตัวคนร้อง(อายุ 45 อาชีพนักบัญชี)กับ นายวงละมั้งดูว่าเป็นมืออาชีพหน่อย พวกคนไทยก้ขึ้นไปแจมด้วยอย่างสนุกสนาน

ต่อจากนั้นก็เป็นการแสดงของคนไทย เราเคยซ้อมเคยเล่นกันมาหลายครั้งคราวนี้จึงใส่กันมันสุดๆ เริ่มด้วยสายฝน ต่อด้วยรำดาบ(เพชรโตะซังเมา รำบาดตัวเองด้วยเอ้า) แล้วก็ฟันดาบ วันนี้สถานที่เป็นใจมั้ง ผมฟันกับโบ๊ตโต๊ะซังไม่พลาดคิวเลย จากนั้นเป็นเซิ้งกระลาวันนี้หลายคนกรึ่มๆ พอควร ฟาดกะลาแตกกันไม่ยั้ง ช้างซังบอกว่าเข้าจังหวะกันดีมาก

ชาวญี่ปุ่นเห็นหนุกหนานก็มาแจมด้วยเป็นอันมาก ปิดท้ายด้วยร้องรำเต้น ประกอบสไลด "แผ่นดินทอง" ชาวญี่ปุ่นก็ดูแล้วก็ทึ่ง ที่เขาทึ่งกันมากก็ไม่ใช่อะไร ก็เรื่องที่เราเทิดพระเกียรติในหลวงของเรามากมายขนาดนี้นั่นเอง (คนเฒ่าคนแก่ชอบใจมากเมื่อเห็นพระจักรพรรดิจับมือกับในหลวง)

แสดงจบก็มีการเฉลยโฮสตแฟมิลี่ว่าใครเป็นของใคร

ปรากฏว่า หลวงพ่อที่หัวล้าน ห่มจีวร เป็นโฮสตแฟมมลี่ของชาชินแมน

เพชรโตะซังนี้มีคุณพี่เปรี้ยวสุดๆ มาหา กระแตซังไปด้วยอีกคน

หมอ Y และเปี๊ยกซังได้คุณลุงท่าทางใจดี

อาจารย์ที่ใส่ชุดญี่ปุ่นเป็นของโบ๊ตโตะซัง คนที่แต่งตัวเหมือนช่างก่อสร้างนี้บ้านของช้างซัง รูปข้างล่างนี้ของโต้งซัง

นี่ของรุ่งซัง

ปีซัง และอังซัง สองคนนี้ผมยังไม่เคยแนะนำตัวคุณป้าที่มาหานี่ท่าทางเรียบร้อยมากๆ

คนนี้ของเอ้ซัง ท่าทางอายุยังไม่มากนัก

ส่วนผม ได้โฮสตแฟมมิลี่เป็นคนที่ใส่ชุดญี่ปุ่นมีลายทองเดินที่ปก

คำแรกที่พูดกับผมคือ "English OK" ได้ยินอย่างนี้แล้วดีใจเหมือนยกภูเขาไฟฟุจิออกจากอก

แกแนะนำตัวว่า คือ หลวงพ่อคุริฮาระ เจ้าวัดไซเนนจิ เป็นวัดมหายานอยู่ไม่ห่างจากเมืองนี้เท่าไร

เอาละวะ วัดก็วัด วัดมหายานก็วัดจีนนี่หวา ผมจินตนาการทันทีว่า เช้าต้องตื่นตีห้ามาตีระฆัง แล้วแแก้ผ้าตักน้ำในบ่อหินราดหัว จากนั้นออกไปบิณฑบาต กลับมาฉันแล้วก็นั่งเคาะมกเกียว(บักฮื้อ)โป๊กๆ ต้องนั่งสมาธิแล้วหลวงพ่อคอยเอาไม้เคนโด้ตี

แต่ดูหน้าหลวงพ่อก็หน้าตาใจดี ลองคุยดูหน่อยละกัน แกบอกว่า นอกจากเป็น "Temple Master " แกเป็นเซ็นเซย์ (อาจารย์) ด้วย

เซ็นเซย์ โอ้ แปลว่าอาจารย์นี่นา ผมคิดไปถึงอาจารย์สอนศิลปะการต่อสู้หรือไม่ก็พวกซามูไร หรือว่าเป็นวัดแนวเส้าหลินฟะนี่ สงสัยจะได้ฝึกกังฟู ทุบก้อนอิฐ จะต้องแก้ผ้านั่งต้านน้ำตก ต้องแบกน้ำขึ้นเขา ฝ่าด่านมนุษย์ไม้ ยกกระถางทองแดง ๆลๆ แต่ท่านก็บอกว่า "English Teacher" โอเค ก็ไม่ต้องฝึกกังฟูแน่ๆ

ภาพนี้ถ่ายที่วัดครับ ในงานผมไม่ได้พกกล้องเพราะแต่งชุดแสดง ยูอิกะยังคุงอายม้วนอยู่

หลวงพ่อมากับคุณยายคนนึงใส่กิโมโน แล้วเด็กน่ารักอีกสองคน แกแนะนำว่า นี่คือแม่ของแกอายุ 75 และนี่คือลูกสาวของแก ชื่อ ซุยกะ กับ ยูอิกะ อายุ 7 ขวบ กับ 11 ขวบ โอ้ 7/11 พอดี กำลังน่ารัก ซุยกะเจอหน้าผมก็พูดทักเลยว่า "ไนซทูมีตยู" แต่ยูอิกะนี่ขี้อายมาก หลบหลังพี่สาว และเริ่มทุบตีแตะพี่สาว (อาการของเด็กเวลาไม่รู้จะทำอะไรดี) ผมสงสัยว่า คงเพราะผมตัวสูงกว่าพ่อของเขา และใส่ชุดแดงแจ๋ มีลายทองประดับ ไม่ใส่รองเท้า ขาดแต่ไม่ได้ถือดาบเท่านั้นเอง (กำลังเตรียมจะขึ้นแสดงน่อ ) เธอเลยกลัว แล้วซุกหน้าหนีตลอดเลย

พอการแสดงผ่านไป ผมกลับไปหาหลวงพ่ออีกที หลวงพ่อก็ชมว่า "Very good play . You love your king very much" คุณยายแกชอบแฮะที่ผมฟันดาบ จับไม้จับมือพูดจ้อแต่ผมฟังไม่รู้เรื่อง หลวงพ่อบอกว่า "She like it" ท่าทางแกมันมาก ซุยกะยิ้ม แล้วพูดว่า "ยู อาร ไฟต้า" ดูสนิทสนมขึ้น คงเพราะเห็นผมไปโชว์แล้วรอบนึง โดนฟันตายด้วย แต่ยูอิกะนี่แทบจะม้วนลงไปอยู่กับพื้นเลย ผมพยายามก้มลงไปคุยด้วย ไม่ต้องให้เธอแหงนหน้า เธอก็วิ่งหลบหลังคุณย่ามั่ง คุณพี่มั่ง หลวงพ่อบอกว่า "She Embrassing" ผมคิดว่าเธอกลัวผมมากกว่ามั้ง ช่วยไม่ได้เว้ย เกิดมาหน้าตายังงี้เอง

ภรรยาของหลวงพ่อชื่อ อายูมิ ทำงานเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยฮิโรชิมา ที่ได้เล่าถึงไปแล้ววันนี้ผมไม่ได้เจอเธอ หลวงพ่อบอกว่า ไปทำงานในเมืองฮิโรชิมา แล้วค้างที่นั่น

หลวงพ่อลากลับก่อนงานเลิก คิดว่าเป็นเพราะมีเด็กมาด้วย และนัดหมายว่าแกจะมารับผมวันรุ่งขึ้นตอนเย็น

พอปิดงาน ปรากฏว่ามีคุณลุงคนหนึ่ง เป็นเจ้าของสวนลูกพลับ เอาลูกพลับมาให้มากมาย เราเลยแบ่งกันไปกิน เกิดมาเพิ่งกินลูกพลับสดๆ จากต้นก็ครั้งนี้แหละครับ อร่อยชะมัดเลย ลูกเล้กกว่าแถวเยาวราช แต่สดมาก เพิ่งเด็ดมาเมื่อกี้ก็ว่าได้หวานกรอบและฉ่ำน้ำ คืนนี้มีหลายคนเกินพลับแกล้มสาเกกันสนุกสนาน

ติดตามเรื่องของการไปพักบ้านชาวญี่ปุ่นได้ในชุด Homestay นะครับ จะเอามาลงให้ครบทั้ง 26 คน 26 รสชาดเลย ถ้าเพื่อนๆ ส่งมานะ

ศูนย์ OTOP โชบาระ

ญี่ปุ่นมีนโยบายให้การสนับสนุนชนบทหลายเรื่อง ศูนย์ OTOP ก็นับเป็นวิธีหนึ่ง ที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรในจังหวัด ศูนย์นี้นอกจากจะขายสินค้าแก่นักท่องเที่ยวแล้วยังช่วยติดต่อเอาสินค้าเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่ส่งไปยังที่ที่มีความต้องการ เช่น โตเกียว หรือ โอซาก้า

หมายเหตุ : ไม่ได้ใช้คำว่า OTOP ~หรอก แต่ผมนึกไม่ออกว่าใช้ว่าอะไร

มีที่จอดรถกว้างขนาดจะจอดรถได้สัก 100 คัน นัยว่าเพื่อรองรับทัวร์ด้วย ตัวศูนย์ไม่กว้างใหญ่ แต่ออกแบบอย่างน่าสนใจ

ผู้อำนวยการศูนย์แห่งนี้(กลาง) ด้านขวาคือผู้ประสานงานของทาง JICA และขวาสุดคือล่ามของเรา

วีดีโอโปรโมทเมืองโชบาระ

สินค้าหลักของที่นี่คือ โซบะ ข้าว มันเทศ(อิโมะ) มันภูเขา(ยามะอิโมะ) ลูกพลับ(คาคิ) แอปเปิล(ริงโกะ) นมและพืชผักสด

มันครับ มันคือมัน

เครื่องปั่นดินเผาฝีมือช่างท้องถิ่น "แมวแตงโม" ผมชอบมากแต่แพงและหนัก

สินค้าที่ขึ้นชื่ออีกอย่างของที่นี่คือ เหล้าโซบะ ทำจากโซบะในท้องถิ่น เวลากินมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

นอกจากเหล้าโซบะ ก็มีเหล้าที่ใช้ข้าวในท้องถิ่นทำด้วย

การปลูกข้าวในญี่ปุ่น ใช้เวลาปลูก 9 เดือน ปีละหนึ่งครั้ง อาศัยว่าผลผลิตต่อไร่สูง และรัฐประกันราคาสูงมาก ชาวนาเลยอยู่ได้

ศูนย์โอทอบยังเป็นศูนย์กลางติดต่อระหว่างชาวบ้านกับเทศบาลเมืองโชบาระ ตู้ที่เห็นนี้คือเครื่องมือที่ชาวบ้านสามารถจะติดต่อสอบถามกับเจ้าหน้าที่ได้โดยที่ทั้งสองฝ่ายเห็นหน้าและได้ยินเสียงกัน แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายได้ และสามารถใช้ติดต่อราชการในบางเรื่องได้ด้วย

ทางเราๆได้ลองชิมของหลายๆอย่าง ทั้งไอศกรีมนมสด แซนดวิชขนมปังสดกับไข่สด และผลไม้พื้นเมืองของที่นี่ องุ่นที่นี่ลูถใหญ่กว่าปิงปองอีก อร่อยมาก แต่ราคานี่ดูแล้วกลุ้มใจ (ไอติมราคา 600 เยนเลยครับ) คงเป็นเพราะว่าเป็นผลผลิตพิเศษเฉพาะท้องถิ่น ราคาเลยแพง