JP-Homestay

ความสุขของติ๊กกับครอบครัวโฮมสเตย์-วันที่สาม

ต่อเนื่องมาจากโฮมสเตย์(ติ๊ก) วันแรกและวันที่สอง

เช้าวันใหม่อีกแล้วครับ เมื่อคืนหลับไปตอนไหนไม่รู้เหมือนเดิม วันนี้พวกเราวางแผนจะไปเที่ยวสะพานหิน ซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวที่ขึ้นชื่อของเมืองโชบาระ ผมได้ดูจากแผ่นพับประชาสัมพันธ์แล้วชี้ให้คุณแม่ดู ก็ได้สมหวังทันทีอีกครั้งครับ

ผมลุกขึ้นก่อนใคร เข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้วแต่งตัวรอ คุณแม่ทำอาหารเช้าให้ทุกๆคน ผมทานอาหารเสร็จ ระหว่างที่รอสาวๆแต่งตัว คุณแม่ก็พาผมไปเที่ยวบ้านคุณตาซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก คุณตาแกอยู่กับหลานๆ และแกได้มอบภาพเขียนให้ผมพร้อมเซ็นชื่อกำกับให้ด้วยนะครับ

กลับจากบ้านคุณตา สาวๆก็แต่งตัวเรียบร้อยพร้อมเดินทาง การเดินทางต้องขับรถวนไปวนมาบนภูเขา ลอดอุโมงค์ ที่นี่มีอุโมงค์เยอะจริงๆครับ สร้างถนนไปเจอภูเขาแกะกะ พี่แกเจาะทันทีครับ ไม่มีการขุดทิ้งหรือสร้างถนนปีนขึ้นไปบนภูเขาหรอกนะครับ ขุดให้เป็นทางตรงอย่างเดียวเลย

คุณตาให้ของที่ระลึก

สะพานหิน

ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ พวกเราก็มาถึงสถานที่ดังกล่าว ตอนนี้ผมขอบรรยายด้วยภาพแล้วกันนะครับ เพราะรู้สึกว่าจะโม้มากเกินไปแล้ว อาจจะน่าเบื่อเกินไปครับ

เข้าไปในถ้ำ ลึกมากๆ

สะพานหิน มีธารน้ำลอด แปลกดีมั๊ยครับ

ภาพนี้ผมเป็นคนถ่ายครับ

พิพฺธภัณฑ์ และใบไม้เปลี่ยนสี

ออกจากสโตนส์ บริดจ์ พวกเราก็แวะชมใบไม้เปลี่ยนสีเรื่อยมา จอดรถถ่ายรูป ต้นไม้สวยๆ กำลังเปลี่ยนสีสวยงามมาก และจอดทานอาหารเที่ยงบริเวณพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อะไรซักอย่าง (จำไม่ได้) แล้วเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ ดูของโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน

บ่ายๆก็ขับรถกลับ ระหว่างทางคุณแม่เปลี่ยนเส้นทางนิดหน่อยเพื่อไปดูสถานที่อีกแห่งที่สวยงามมากๆ ตอนนั้นสมองผมไม่ค่อยจำอะไรแล้ว เพราะเหนื่อยและก็หนาวมากๆ เหมือนจะมีไข้แล้วล่ะ แต่สถานที่นี้สวยจริงๆ มีคนมาเที่ยวเยอะแยะ มีสะพานข้ามระหว่างภูเขา ข้างล่างเป็นแม่น้ำ พ้นจากสะพานก็เป็นอุโมงค์ยาวหลายๆอุโมงค์ สวยงามมากครับ ใครรู้จักช่วยบอกชื่อหน่อยนะครับ...

ต้นไม้ข้างหลังผมเมื่อก่อนเคยเป็นสีเขียว

นายแบบ

เข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯกับยูมิโกะ

สวยมั๊ยครับ -นางแบบ(สถานที่)

ผมอยากจะบอกคุณแม่ว่า กลับบ้านเถอะครับ เหนื่อยแล้ว แกคงอยากให้ผมเที่ยวเยอะๆ แต่วันนี้ไปมาหลายที่มากเลยครับ กลับบ้านดีกว่า ขากลับบนรถหลับกันเกือบหมด ผมก็อยากจะหลับนะครับ แต่เกรงใจเห็นคุณแม่แกขับอยู่คนเดียว ก็นั่งสลึมสลือเป็นเพื่อนแกมาตลอดทาง

กลับมาถึงบ้าน ก็ได้เวลาร่ำลาครับ ผมเก็บของใส่กระเป๋า โยโกะและยูมิโกะก็เก็บของใส่กระเป๋า พวกเธอต้องกลับไปทำงานที่ฮิโรชิมาวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวันจันทร์

กับคุณแม่ และโยโกะ ที่หน้าโรงไวน์

ครอบครัวอิเกเบะได้เขียนจดหมายในกระดาษแข็งใบใหญ่ให้ผม1 ฉบับ ผมก็เขียนให้พวกเขา 1 ฉบับ ซึ่งเป็นข้อความเกี่ยวกับความประทับใจที่ได้อยู่ด้วยกัน และคำขอบคุณหลายๆคำ ตามแบบฉบับของแต่ละคน... คุณแม่มาส่ง 2 สาวขึ้นรถบัส เราสบตาและโบกมือลากัน แล้วเลยมาส่งผมที่โรงแรมโชบาระ แกรนด์โฮเทล...

ความสุขของติ๊ก กับครอบครัวโฮมสเตย์

บทความจากคุณติ๊ก เพื่อนร่วมทัวร์ครับ

กว่าจะมีเวลาว่าง กว่าจะมีสมาธิ นั่งนึกทบทวนความหลัง ต้องบอกก่อนนะครับว่าเรื่องราวเหล่านี้กลั่นกรองมาจากความทรงจำล้วนๆ ไม่มีการจดบันทึก ยังนึกเสียดายอยู่เลยว่าเราน่าจะจดเอาไว้บ้าง นี่ก็ต้องรื้อเอาเอกสารต่างๆที่ได้รับแจก และรูปภาพต่างๆที่ถ่ายไว้ มาช่วยรื้อความทรงจำ

ต้องขอบอกก่อนเลยนะครับว่า ก่อนการเดินทางครั้งนี้กระผมไม่มีการเตรียมตัวใดๆเลย ไม่มีข้อมูลใดๆเลย จนกระทั่งก่อนการเดินทาง 1 วัน จึงได้เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า...แล้วก็ไปเพิ่มเติมเอาที่กทม.ในวันประชุมก่อนการเดินทาง

ครั้งนี้กระผมขอร่วมเล่าประสบการณ์เฉพาะตอนอยู่กับโฮมสเตย์เท่านั้นนะครับ เพราะผมไปคนเดียวไม่มีใครรู้เลยว่าเค้าพาผมไปทำอะไร ที่ใหนมาบ้าง มีความสุขดีหรือป่าว ก็ต้องขอบอกก่อนเลยนะครับว่า....มีความสุขมากๆๆๆ เพราะอะไรน่ะเหรอ เดี๋ยวๆๆๆๆ เดี๋ยวผมจะเล่าให้อิจฉากันนะครับ อิ อิ

จำได้ว่า วันที่ไปถึงโชบาระวันแรกรู้สึกเหนื่อยมากๆ ไปถึงก็มืดแล้วยังจะเรียกไปเข้าห้องประชุมอีก (แต่เค้าก็ออกมาขอโทษในภายหลังในเรื่องนี้) อากาศหนาวมากๆๆ วันต่อมาช่วงเย็นมีงานเลี้ยงต้อนรับ พร้อมกับการแนะนำโฮสแฟมิลี่ ความรู้สึกตอนนั้นน่ะเหรอ ก็เฉยๆนะ แต่ไม่อยากไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่รู้จัก ใครก็ไม่รู้ และไม่อยากไปจากอ้อมกอดของเพื่อนๆ ห่วงหา อาวรณ์ (ล้อเล่น) หลายๆคนก็มีหลายๆความรู้สึก บางคนอยากไปมากๆๆๆ บางคนกลัว บางคนอยากไปคู่ บางคนไม่อยากคู่ใคร แต่ก็มีจุดดีก็คือ วัดดวง ไม่มีใครสามารถเลือกได้ ก็นั่งลุ้นกันจน....เหนียวกันเลยล่ะ พอถึงเวลาเพื่อนๆต่างก็ทยอยได้โฮสฯ กันจนเกือบหมด เหลือผมกับเพื่อน 3-4 คน ยืนมองหน้ากันอยู่ จนเค้าเรียกผมขึ้นไป และเรียกครอบครัวขึ้นมาเจอกัน....

การเผชิญหน้ากันครั้งแรก

ต่อมา...พวกเราก็ไปนู่นมานี่กันในอำเภอโชบาระกันพอสมควร(ไม่เล่าแล้วนะ) จนกระทั่งหลังจากกลับจากโรงเรียนประถมซุยโกะ ตอนเย็นครอบครัวของผมก็มารับ คนที่มารับผมเป็นคุณแม่ ชื่อโยชิโกะ อิเคเบะ เธอเพิ่งเลิกงานแล้วแวะมารับผม เราทักทายกันนิดหน่อย แล้วลากกระเป๋าขึ้นรถ ระหว่างนั่งรถไปบ้าน ซึ่งห่างจากที่พักราวๆ 10 นาทีเท่านั้น เราก็คุยกัน เอาล่ะ...คุยกัน มันเป็นอะไรที่ทุลักทุเลมากๆ นี่ขนาดผมเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแล้วนะ ตั้งหลายชั่วโมง แต่ว่า...มันไม่ช่วยอะไรได้เลย เราใช้ภาษาอังกฤษคุยกันครับ และก็ภาษามือ...ดีหน่อยที่บ้านอยู่ใกล้ คุยกัน 2-3 ประโยคก็ถึงบ้าน (ประโยคที่รู้เรื่องพร้อมกันนะครับ) ก่อนถึงบ้านผมจับใจความได้ว่าเราจะไปโรงแรมที่มีบริการออนเซน เธอขับรถเลี้ยวเข้าโรงแรมนั้น และจอด ผมหน้าซีดกลัวต้องไปออนเซนอีกแล้ว และแล้วเธอก็ถอยรถแล้วเลี้ยวออกมา สรุปว่าคุณแม่เธอพาผมไปดูโรงแรมออนเซนที่ขึ้นชื่อของที่นี่น่ะครับ เฮ้อ โล่ง...(ตอนหลังได้คุยกะเอ้ซัง บอกว่าครอบครัวพามาอาบน้ำที่นี่ทุกวันเลยล่ะ คงชอบ...)

มาถึงบ้าน เป็นบ้านสมัยใหม่ที่อยู่ในหมู่บ้าน น่าจะจัดสรร บ้าน 2 ชั้น มีรั้วกั้น หน้าบ้านมีสนามหญ้าเล็กๆ มีที่จอดรถกลางแจ้งหน้าบ้าน ภายในบ้านมีคน 2 คน มีคุณพ่อออกมารับหน้าบ้าน แล้วเข้าไปในบ้าน พบคุณตานั่งรออยู่ ผมเข้าไปทำความเคารพ นั่งคุยกัน ผมพยายามนั่งแบบญี่ปุ่นแต่คุณพ่อบอกให้นั่งตามสบาย ข้างในบ้านอุ่นด้วยเครื่องทำความร้อนและพรมทำความร้อน คุณแม่ปลีกตัวไปเตรียมอาหาร ซักพักก็มีเพื่อนบ้านเข้ามาสมทบพร้อมกับยำวุ้นเส้น(ไม่รู้ไปหามาจากไหน) เพื่อนบ้านคนนี้เค้ารู้จักเมืองไทยดี เคยมาเมืองไทย รู้จักวัฒนธรรมไทย รู้จักอาหารไทย แต่ว่า...ไม่รู้ชื่ออะไร (ลืมครับ) พูดภาษาไทยได้บางคำ แต่พูดอังกฤษปร๋อเลย ค่อยยังชั่วหน่อย มีเพื่อนคุยแล้ว...

คุยกันซักพักก็ได้เวลากิน เราย้ายไปห้องครัว ที่โต๊ะอาหารมื้อนี้เป็นสุกี้ คล้ายเมืองไทย นำเนื้อ+ผักใส้หม้อต้มแล้วนั่งรอ ระหว่างรอก็..อะแอ้ม...อ่า...เบียร์ครับ เบียร์เย็นๆ รินใส่แก้วแล้วก็...คัมปายยย....พอได้ที่หน้าตึงท้องหย่อนสุกี้ก็สุกพอดี ตักใส่ถ้วยแบ่งกินพร้อมกัน กินเบียร์แกล้มสุกี้ เนื้อวัวนุ่มๆ ผักสดๆ เพื่อนเอ๋ย สุดยอดดดด....แต่ผมก็วางตัวนะครับไม่ซดแบบมูมมาม ค่อยๆกิน คุณพ่อคงเห็นว่าผมกินเบียร์ไม่ค่อยได้กระมังครับ แกยกสาเกมาต้อนรับครับ คราวนี้ล่ะ คุยกันถูกคอเลยครับ ฮะฮา.... อิ่มแล้วครับ คราวนี้ถึงคุณตาก็ชวนคนเมาไปวาดรูปครับ คุณตาแกเป็นจิตรกรครับ วาดรูปด้วยสีน้ำได้สวยงามมากครับ แกเลยอยากโชว์ผมน่ะครับ ผมก็เคยได้เกรด 4 วิชาวาดเขียนมาเหมือนกันเราก็เลยดวลกันครับ คุณตานี่อายุ 85 ปีแล้วน่ะครับ แต่ยังกินเบียร์ได้หลายแก้วนะครับ (กินเบียร์ทำให้อายุยืน) เราคุยกันไม่รู้เรื่องหรอกครับ แต่เราคุยกันด้วยภาษาของศิลปิน หลังจากนั้นก็มีรถแท็กซี่มารับแกกลับบ้าน ผมก็เพิ่งทราบตอนนั้นเองว่า แกไม่ได้อยู่บ้านนี้ แต่แกมาต้อนรับผมน่ะครับ เป็นปลื้มเลย เมื่อคุณตากลับไปแล้ว คุณแม่ก็ไล่ผมไปอาบน้ำ แกเตรียมน้ำร้อนไว้ให้อย่างดี และจัดที่นอนไว้ให้เรียบร้อย ผมหลับไปหลังจากอาบน้ำเสร็จ แต่ไม่รู้ตอนไหน เพื่อนบ้านกลับไปตอนไหน ใครเก็บถ้วยจาน คุณพ่อ-คุณแม่หลับยัง? โอยยย...มึน.

โต๊ะอาหารมื้อแรก

ศิลปินเอกดวลฝีมือกัน

เช้าวันใหม่ ผมตื่นมาประมาณ 6 โมงเช้าตามนิสัย ทั้งบ้านยังเงียบสนิท ผมนอนฟังเสียงข้างนอกรู้สึกจะมีฝนตก แต่ในห้องอบอุ่นสบายมาก เสียหน่อยเดียวตรงอากาศจะแห้งมากทำให้คอแห้งอยากดื่มน้ำ ประมาณ 7 โมงได้ยินเสียงคนลุกขึ้นมาแล้ว คุณแม่เข้าครัวทำอาหาร ผมลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันแล้วมานั่งคุยกับคุณพ่อ ทะเลาะกับหมา(บิ๊กกี้) และหยอกเล่นกับกระต่าย(ฮุปปี้) ซักครู่อาหารเช้าก็พร้อม เป็นอาหารเบาๆ กาแฟ ขนมปัง และข้าวสวย(ถ้าไม่อิ่ม).

เที่ยวโรงพิมพ์

ตอนสาย คุณแม่ชวนไปเที่ยวที่ทำงาน ซึ่งเป็นโรงพิมพ์แห่งเดียวในอ.โชบาระ อยู่ในตลาดไม่ไกลมาก เราเข้าไปดูการทำงานของพนักงานแผนกต่างๆ ตั้งแต่การออกแบบ โดยใช้โปรแกรมของ Adobe นี่แหละครับ แต่เค้าใช้อย่างชำนาญมาก เป็นวัยรุ่นเกือบทั้งหมด แล้วไปที่แผนกทำต้นฉบับ ทำไข แผนกเข้าเครื่องพิมพ์ ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ พิมพ์ขาวดำ พิมพ์สี่สี และหลายสี ผมได้รับการแนะนำให้รู้จักกับผู้จัดการ ซึ่งคุณแม่เล่าว่าเป็นคนที่ทำงานเก่งมากๆและขยันเป็นที่สุด

ที่โรงพิมพ์นี้ผมได้ทำนามบัตรเพิ่มด้วยล่ะ โดยถ่ายรูปเดี๋ยวนั้น และทำได้ตอนนั้นเลย ง่ายจริงๆ.

ผมกับพนักงานคอมพิวเตอร์

โต๊ะทำงานของพนักงานฝ่ายออกแบบ

มาเจอพี่แก (คนเต้นรำในงานต้อนรับฯ) ทำงานอยู่ที่นี่เอง

งานพิมพ์

เครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก

เครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ แยกพิมพ์เครื่องละสี

ผมถ่ายรูปกับผู้จัดการฯ

อาหารเที่ยง

ออกจากโรงพิมพ์ คุณแม่พาไปเที่ยวงานเทศกาลโซบะ ได้เจอต๊ะซัง กับปูซังด้วยล่ะ ดีใจเหมือนกันที่ได้พูดภาษาไทยอีกครั้ง ทั้งสองคุยว่างานนี้หลวงพ่อเป็นเจ้าภาพ เลยยกกันมาทั้งครอบครัว แนะนำกันแทบไม่ไหว (แต่ไม่เห็นเลี้ยงโซบะซักชาม!!)

ร้านที่มาแข่งขันทำโซบะ

หลังจากนั้น ก็กลับบ้านไปรับคุณพ่อมากินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นร้านแบบบุฟเฟ่ มีอาหารหลายชนิด มีอาหารเผ็ดด้วยล่ะ ซึ่งทั้งสองท่านเชียร์ให้ผมทานเยอะๆ เพราะรู้มาว่าผมชอบอาหารรสจัด ผมเลยกินพริกเผาทั้งเม็ดโชว์ซะเลย กินเสร็จเดินออกมาถึงได้รู้ว่าเป็นร้านเดียวกับที่เคยมาดูงานกับเทศบาลฯ เมื่อวันก่อนนะเอง...

ทานอาหารมื้อเที่ยงรสจัดจ้าน

หลังจากอาหารมื้อเที่ยงแสนอร่อย เราก็ขึ้นรถเดินทางไกล ต้องขอบอกก่อนเลยนะครับว่า ตลอดการเดินทางด้วยรถยนต์ คุณแม่เป็นคนขับครับ และขับเก่งมากๆ คุณพ่อนั่งหลัง ผมนั่งหน้า จับใจความได้ว่าคนที่จะขับรถที่นั่นได้จะต้องมีใบขับขี่ ซึ่งจะต้องไปสอบมาอย่างยากลำบาก และคุณพ่ออาจจะไม่มีใบขับขี่ก็ได้ ก็เลยนั่งสบายไปเลย เราจะไปไหนกันเหรอ?? เรา..จะ..ไป..รับ..ลูกสาวทั้งสองของครอบครัวครับ (โยโกะและยูมิโกะ) ซึ่งเธอทั้งสองทำงานอยู่ที่ฮิโรชิม่า เดินทางด้วยรถบัสมาลงที่อีกอำเภอหนึ่งซึ่งอยู่ติดกัน (จำชื่อไม่ได้) ระยะทางประมาณ 60 กม. เป็นอำเภอใหญ่นะครับ มีห้างสรรพสินค้าใหญ่โต เราไปถึงก่อนเวลา 10 นาที ไม่มีที่จอดรถครับ ต้องขับวนไปเรื่อยๆ จนครบ 10 นาที รถบัสก็มาถึง

โรงไวน์กับสาวสวย

มาแล้วครับ เธอทั้งสอง วินาทีแรกที่พบกันเธอยิ้มให้ครับ ผมเขิน ก็ผมเป็นผู้ชายอกสามศอกนี่ครับ มีผู้หญิงมายิ้มให้ก็ต้องเขินเป็นธรรมดา แต่ทั้งสองก็อัธยาศัยดีมาก ชวนคุยตลอดเวลา เธอพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก สำเนียงดี ค่อยสื่อความหมายกันได้ง่ายหน่อย คนพี่ชื่อโยโกะ อิเกเบะ ทำงานอยู่โรงพยาบาลฮิโรชิมา คนน้องชื่อยูมิโกะ อิเกเบะ ทำงานเป็นวิศวกรซอฟแวร์อยู่บริษัท Visteon Japan ในฮิโรชิมา เราไปกินกาแฟ และไปเดินห้าง แวะโรงงานผลิตไวส์ ชิมไวส์ ซื้อของฝาก(ไวส์ที่นี่ไม่แพงครับ) แล้วก็กลับบ้าน.

โรงงานผลิต-ขายไวส์

ถังบ่มไวส์

ชิมไวส์ (จากซ้าย) คุณพ่อ ผม โยโกะ และยูมิโกะ

ระหว่างทาง เราคุยกันหลายเรื่อง และมีคำถามว่าก่อนมาญี่ปุ่นผมรู้จักญี่ปุ่นจากอะไรบ้าง ผมตอบว่า ผมรู้จักซูโม่ ซามูไร และซากุระ แล้วก็เดินทางมาเรื่อยๆ จนใกล้ถึงโชบาระ คุณแม่เลี้ยวรถเปลี่ยนเส้นทางและมาถึงต้นไม้ที่มีดอกสีขาวเล็กๆ ที่เรียกว่า ซากุระ ผมลงรถไปสัมผัส ถ่ายรูป และขออนุญาตเด็ดดอกมา3-4 ดอกเป็นของที่ระลึก...

โยโกะ ยูมิโกะ ผม และซากุระ

ถึงบ้านแล้วครับ ก่อนเข้าบ้านคุณแม่แวะตลาดซื้อปลาดิบถาดใหญ่มากๆ 1 ถาด เพราะแกเคยถามว่าผมชอบกินอะไร ผมก็แค่เปรยๆ ว่าปลาดิบญี่ปุ่นอร่อยมาก แค่นั้นเองนะครับ ก็ได้กินในทันทีเลยล่ะ กลับมาถึงบ้านก็เย็นมากแล้ว พวกเรา 5 ชีวิตก็วางแผนเรื่องกินครับ ที่ขาดไม่ได้ก็เป็นเบียร์ครับ ทุกคนที่นี่กินเบียร์เก่งมาก ผู้หญิงกับการกินเบียร์เนี่ยถือเป็นเรื่องปกติ พวกเรากินเบียร์พร้อมกับแกล้มเต็มโต๊ะ ใครหิวก็กินข้าว คุยกันโขมงโฉงเฉง พ่อ แม่ ลูกๆ และคนอื่น(ผมเอง) ต้องยอมรับล่ะครับว่าเค้าต้อนรับผมดีมาก ให้ความเป็นกันเองดีมากๆ

ในคืนนี้ผมก็ได้มอบ โอมิยาเกะ(ของขวัญ) ให้ครอบครัวด้วย ดูพวกเค้าดีใจมาก เป็นผ้าบาติกทำด้วยมือผืนใหญ่ 2 ผืน ผมเตรียมมาเองกะมือเลยนะครับ หลังจากกินเบียร์ กินข้าว สาเก ฯลฯ จนอิ่มหนำ หน้าตึงๆ พวกเราก็ไปนั่งคุยกันต่อหน้าทีวี ตอนนี้นะครับ ผมนึกถึงการเตรียมตัวก่อนเดินทางมากที่สุดเลยครับ ผมน่าจะมีดิกชันนารี่, แผนที่ประเทศไทย, อัลบั้มภาพส่วนตัว, ภาพครอบครัว ผมยังขาดหลายๆอย่างเลยครับ บางครั้งต้องวาดภาพประกอบการบรรยายเลยครับ เมื่อยเลยครับ วันนี้คุณแม่ดูจะเมามากเลยครับ ผมก็ขอตัวไปอาบน้ำ แล้วหนีไปนอนก่อนใครเพื่อนครับ...

บนโต๊ะอาหาร

มาต่อหน้าทีวี

สาวๆ ชื่นชมของฝากจากเมืองไทย

บ้านผมเองครับ

ยังมีต่อจ้า


edit @ 2007/01/03 10:55:03

Home Stay In Shobara Town

By Mr.Chang

หลังจากที่พวกเราเหล่าเยาวชนไทย ผ่านการทัศนศึกษา ดูงาน และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆทั้งในเมือง โอซากา โตเกียว และ ฮิโรชิมา แล้ว กิจกรรมที่พวกเราลอยคอ เอ๊ย รอคอยก็มาถึง นั่นคือการไปพักบ้าน โฮมสเตย์ ผมแอบได้ยินเพื่อนบางคนบ่นว่าไม่อยากไปเลย มีบางคนไปอยู่กับเพื่อน บางคนไปคนเดียว ผมเองก็อยู่ในกลุ่มที่ต้องไปคนเดียว

เย็นวันนั้นหลังจากเสร็จกิจกรรมไปเยี่ยมโรงเรียนประถมซุยโกะ ตอนเย็นพวกเราต้องเตรียมตัว ไปพักบ้านโฮมสเตย์ เพื่อนๆต่างทยอยออกไปกับอาสาสมัครเจ้าของบ้านชาวญี่ปุ่น ครอบครัวผมยังไม่มา ผมก็สารวนอยู่กับการหาคู่มือภาษาญี่ปุ่น ที่ดันลืมไว้ในกระเป๋าเสื้อแต่หาไม่เจอ ก็เลยคิดว่าไปแก้ปัญหาเอาก็แล้วกัน ไม่มีคู่มือแต่ก็ยังมีมือนี่นา

ไม่นานนักครอบครัวของผมก็มารับ คนที่มารับคือพ่อ แต่งกายมาด้วยชุดเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าบู๊ต เสื้อผ้าเปราะเปื้อน ผมเดาตอนแรกว่าครอบครัวนี้คงเป็นช่างซ่อม หลังจากนั้นพ่อก็พาผมขับรถกลับบ้านซึ่งตอนนั้นก็เริ่มมืดมากแล้ว พ่อบอกว่า จากตัวเมืองไปบ้าน 20 นาที ผมก็คิดในใจว่าก็ไม่ไกลเท่าไร คงจะไม่ทุรกันดารนัก

แต่ความคิดก็ยังคงเป็นความคิดอยู่วันยังค่ำ หลังจากรถออกจากตัวเมืองได้ไม่นาน เส้นทางเริ่มคดเคี้ยวลัดเลาะ ไปตามหุบเขา พอรถเลี้ยวออกจากทางเส้นหลักเพื่อเข้าบ้าน ทางก็เริ่มเล็กลง หันไปทางไหนก็มีแต่เขาทั้งสองข้าง เมื่อไปถึงบ้านผมก็ไม่ได้เห็นอะไรอีกแล้วเพราะมืดมาก ไม่มีแสงไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามทางให้เห็นเลย

ช้างซัง กับคุณพ่อและคุณแม่ซาดะฮิโระ อาชีพเกษตรกร

จากความมืดที่ปกคลุมไปทั้งบริเวณผมเดาเอาว่าผมคงอยู่ท่ามกลางหุบเขาเป็นแน่แท้ อากาศหนาวเย็นกว่าในเมืองมาก (กลางคืน -6 องศาเซลเซียส กลางวัน 6-10 องศา) เมื่อผมเดินเข้าไปในบ้าน ก็พบแม่กำลังทำกับข้าวรอผมอยู่ หลังจากนั้นเราก็กินข้าวและเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน

บ้านหลังนี้ มีสมาชิก 3 คน พ่ออายุ 44 แม่อายุ 48 และหลายชายอายุ 17 ปี หลานชายไม่ได้ไปโรงเรียนแต่ทำงานแล้ว งานที่ทำมีลักษณะคล้ายงานก่อสร้าง เห็นแกบ่นว่าเหนี่อยมาก หลังจากที่เราพูดคุยกัน ภาษาอังกฤษบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง มือซะส่วนใหญ่ แม่ก็พาผมไปดูห้องน้ำ ห้องส้วม และวิธีการอาบน้ำ

ห้องน้ำที่ญี่ปุ่น ห้องอาบน้ำจะแยกออกจากห้องส้วม ที่บ้านหลังนี้ ส้วมเป็นแบบส้วมหลุม ส่วนห้องอาบน้ำเป็นแบบโบราณ ก่อนอาบน้ำต้องเอาฟืนมาก่อไฟเพื่อต้มน้ำให้ร้อน แล้วเปิดน้ำเย็นลงไปผสมให้น้ำอุ่นพอดี ลักษณะของห้องอาบน้ำก็เหมือนห้องอาบน้ำทั่วๆไป ที่แตกต่างก็คือใต้ห้องน้ำจะเป็นเตาเอาไว้ทำให้อ่างในห้องน้ำร้อนเพื่อให้น้ำในอ่างมีอุณภูมิสูงขึ้นนั่นเอง

หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จ ก็แต่งตัว แล้วออกมาพูดคุยกับเจ้าของบ้านอีกนานพอสมควร คุยทั้งเรื่อง การเมืองของไทย เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และเรื่อง จาพนม ยีรัม หรือโทนี่จา ที่คนบ้านนี้คลั่งใคล้เอามากๆโดยเฉพาะ พ่อและ หลานชาย หลังจากนั้นผมก็เข้านอน

ตื่นมา 7 โมงเช้า เรื่องล้างหน้าแปรงฟันไม่ต้องพูดถึงเพราะบ้านนี้ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ตอนเช้าวันนั้น ทั้งหนาว และฝนตก โอยลืมไปเลยการแปรงฟัน ตื่นมาผมก็เข้าครัวเลยไปอาศัยเตาถ่านอบอุ่นร่างกาย อ้อลืมบอกไปครับว่าบ้านนี้ไม่มีเตาแก๊สใช้ด้วยครับ ใช้เตาฟืน หม้องี้ดำปิ๊ดเลยครับ เวลาหุงข้าว ทำกับข้าวก็ต้องผ่าฟืนก่อน พอจุดไฟจากเชื้อติดก็เอาฟืนใส่เตา และใช้กระบอกไม้ใผ่เจาะรู เป่าลมเข้าไปเพื่อให้ไฟติดฟืน ก็สนุกดีครับ วันที่ผมทำอาหารไทยให้พ่อแม่ ลิ้มลองอาหารไทยผมก็ก่อไฟเอง ผ่าฟืนเอง เป่าลมเอง สนุกดีครับ

หลังจากดื่มชาร้อนๆและขนมโมจิญี่ปุ่น (แป้งเหนี่ยวๆกับน้ำตาล) ผมก็แต่งตัวออกไป ให้อาหารไก่ และเก็บไข่ มีไก่ประมาณ 300 ตัว แต่ไม่ได้เลี้ยงรวมกันนะครับ เล้าไก่จะกระจายไปทั่วบริเวณผืนดิน ซึ่งกะเอาว่า น่าจะประมาณ 5 ไร่เศษ เนื่องจากพื้นที่บ้านและผืนดินทั้งหมด อยู่ท่ามกลางขุนเขา มีลำธารไหลผ่านผืนดิน ที่ดินเป็นที่สูงต่ำ ครอบครัวนี้จึง ประกอบอาชีพ เลี้ยงไก่ และปลูกผักต่างๆ มากมาย ทั้ง มะเขือยาว มะเขือเทศ คะน้า หอม กระเทียม หลายอย่างเลยครับ แม้ฝนจะตกพรำๆ อากาศจะหนาว แต่ผมกลับรู้สึกสนุกสนานกับการเก็บไข่ มากพอออกจากเล้าไก่ก็เดินผ่านแปลงผัก พ่อกับแม่ก็คอยอธิบายให้ฟัง น่าประทับใจจริงๆครับ

จากการที่พูดคุยกันจึงทราบว่าครอบครัวนี้เคยทำงานที่ดีมาก่อน แต่ว่าพวกเขาเบื่อหน่ายชีวิตที่ต้องเร่งรีบ แข่งกับตัวเอง แข่งกับคนอื่น ทำงานเพื่อเงิน สองสามีภรรยาจึงลาออก ทิ้งชีวิตในเมือง มาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่บริสุทธิ์ แม้รายได้จะน้อยกว่าการทำงานบริษัทมาก แต่แลกกับความสุขที่เพิ่มขึ้น พวกเขาก็กล้าที่จะเปลี่ยนครับ ครอบครัวนี้ใช้ชีวิตไม่ต่างจาก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่กำลังรณรงค์กันอยู่ในบ้านเรา สองวันที่ผมอยู่ร่วมกับพวกเขา ผมรับรู้ได้ว่าพวกเขามีความสุขกันจริงๆ

นอกจากงานเก็บไข่เลี้ยงไก่แล้ว ผมก็ช่วยล้างจานชามที่ใช้แล้วบ้าง จากนั้นผมก็ขออนุญาติเดินเที่ยวชมธรรมชาติอย่างจุใจ วันที่สองตอนกลางวัน ได้เวลาที่ผมจะต้องแสดงฝีมือการทำกับข้าวให้ครอบครัวทาน ผมบอกว่าเขาว่าผมจะไม่ทำอาหารไทย แต่ผมจะทำอาหารจากสิ่งที่มีในผืนแผ่นดินของเขาเอง เมนูของผมก็คือ ผัดผักรวมมิตรใส่ไข่ ใส่หมู และ ผัดหมูใส่พริกปลาดุกครับ หลังจากทำออกมาแล้ว หน้าตาของอาหารค่อนข้างดูดีครับรสชาติก็ โออีชิ(อร่อย)ครับ เพราะผมชอบทำอาหารอยู่แล้ว เรื่องรสชาติจึงไม่ใช่ปัญหาของผม (อันนี้ถ้าใครไม่เชื่อต้องมาลองด้วยตนเองที่บ้านผมครับ)

วันที่สองก็ใกล้จะจบลง บ่ายวันนั้นผมคิดว่าคงจะเดินสำรวจป่าเขาแถวนั้นดู แต่แม่บอกว่าจะพาไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน (หุบเขานี้มีบ้านอยู่สองหลังครับ) เด็กๆ 3 คน พี่น้องกัน เป็นหญิงหมดเลย อายุ 6 11 12 ปีตามลำดับ บ่ายนั้นผมก็เลย ทั้งเป็นเพื่อนและพี่ๆ ของเด็กๆ ทั้งตีวอลเลบอล ตีแบท ตอบคำถาม อุ้มน้องตัวเล็กข้ามคูคลอง เลี้ยงขนม และให้ของที่ระลึก ทั้งสนุกและประทับใจครับ

เมื่อได้เวลาพ่อแม่ และหลานชาย ก็พาผมมาส่งที่โรงแรม โชบาระแกรนโฮเทล และเราจะเจอกันอีกที ในรุ่งขึ้นของวันถัดไป ในงานเลี้ยงส่งเยาวชนไทย ซึ่งนี่ก็คือเรื่องราวโดยรวมทั้งหมดของผมกับครอบครัวอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นแต่ผมนะพลาดไปอย่างหนึ่งคือบรรยากาศที่ผมเล่ามาทั้งหมดผมถ่ายเก็บไว้แต่วีดีโอครับ ถ่ายภาพนิ่งไว้น้อยเนื่องจากกล้องมีปัญหา ต้องขออภัยไว้ด้วยครับ