โฮมสเตย์(ต๊ะ/ปู) -สามวันในวัดไซเน็นจิ(1)
posted on 14 Dec 2006 16:19 by itgroup in JP-Homestayสามวันในวัดไซเน็นจิ : วันแรก บรรลุถึง
หลังจากพบกันที่งานเลี้ยงต้อนรับที่โชบาระ หลวงพ่อนัดหมายว่าจะมารับผมกับปูซังที่โรงแรม วันที่กลับมาจากการเยี่ยมชมโรงเรียนประถมซุยโกะ หลวงพ่อก็มารออยู่ที่หน้าโรงแรมแล้ว
ผมยังไม่ได้ถอดสูท แต่คิดอีกทีว่าใส่สูทไปเถอะ เผื่อหลวงพ่อจะพาไปไหน เข้าห้องคว้าเอาเสื้อนอนชุดนึง กางเกงวอร์มตัวนึง เสื้อเหลืองตัวนึง รองเท้าเอาผ้าใบไปคู่เดียว แตะไม่ต้อง แล้วก็ถุงที่ใส่โอมิยาเกะ (ของที่ระลึก) ที่ขนมาจากเมืองไทย
ปูซังกับผมชื่อเรียงกัน เขาชื่อตัว N ตัว O ไม่มี ผมตัว P คนแรก เลยได้ไปไหนมาไหนด้วยกันประจำ ไม่ว่าจะห้องพักที่เมืองไทย นั่งเครื่องบิน และไปโฮมสเตย์

หลวงพ่อวันนี้แต่งชุดปกติ ขับรถฮอนด้าเก่าๆ คันนึง มารับผมกับปูซัง เป็นรถขนาดเล็กที่คนสูงอย่างผมต้องงอขาเล็กน้อย ปูซังที่นั่งหลังก็เช่นกัน หลวงพ่อบอกว่า แกชอบรถเก่าๆ ไม่ชอบใช้รถใหม่ (ซึ่งก็เป็นจริง เพราะที่บ้านแกมีรถรวม 5 คันด้วยกัน) หลวงพ่อพาผมออกจากเมือง เลี้ยวขึ้นทางเลียบเขา เวลา 20.00 ที่ญี่ปุ่นแต่มืดยังกะเที่ยงคืนบ้านเรา ไม่มีแสงไฟเลย หลวงพ่อแยกเข้าทางเล็กเลียบภูเขา แล้วหักเข้าไปในวัดขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ข้างวัดเป็นบ้านทรงญี่ปุ่นโบราณ ถัดไปเป็นบ้านทรงตะวันตกที่ต่อเติมขึ้นมา ด้านหลังมีโรงเก็บเครื่องมือ ทั้งหมดนี้อยู่ในรั้วต้นไม้ล้อมรอบแบ่งอาณาเขต

วัดไซเน็นจิ (วัดธรรมตะวันตก) เป็นวัดเก่ากว่า 500 ปี หลวงพ่อคุริฮาระ โจโด เป็นรุ่นที่ 20 ที่รับตำแหน่งเจ้าอาวาส

พระในนิกายของหลวงพ่อนี้ ไม่มีข้อบังคับอะไรมาก หลวงพ่อทำอะไรได้คล้ายฆราวาสทุกอย่าง ตั้งแต่ทำมาหากิน ดื่มเหล้า แต่งงานมีลูกหลาน แต่ก็ยังได้รับความนับถือจากสังคม หลวงพ่อเป็นกรรมการจัดงานต่างๆ ของชาวเมืองมากมาย นับว่าเป็น"ผู้กว้างขวาง" ในแถวนี้ก็ว่าได้
ตำแหน่งเจ้าอาวาสจะสืบจากพ่อไปลูก กรณีหลวงพ่อท่านไม่มีลูกชาย ก็คงต้องเป็นลูกเขย และเป็นการแต่งเข้าบ้านหญิงด้วย (ชายใช้นามสกุลหญิง)
พอเข้าไปถึงหน้าวัด เจอคุณย่ามิจิเอะ(75)ยืนยิ้มรออยู่แต่งตัวดีเสียด้วย คงรอรับพวกเรา ยังไม่มีวี่แววเด็กๆ หลวงพ่อพาเราไปที่โบสถ แล้วให้เราชมในโบสถ หน้าตาจะคล้าย โบสถมหายานในบ้านเรา เช่นวัดเล่งเน่ยยี่ หลวงพ่อธิบายว่า บ้านเขาเป็นวัดมหายาน พวกเราที่มาจากเมืองไทยที่นับถือพุทธนิกายเถรวาท พระพุทธเจ้าของเราคือพระศากยมุนี พระพุทธเจ้าของหลวงพ่อคือพระอามิตพุทธเจ้า ไทยเรียกพระออหนี่ถอฮุก (ก็เหมือนวัดจีนทั่วไป จำได้ไหมครับว่าหลวงจีนเสียวลิ้มยี่ในหนังโผล่มาจะพูดว่า อามิตพุทธ)
คุยกันอยู่ คุณย่าก็พาหลานทั้งสองเข้ามา ซุยกะ(11) และ ยูอิกะ(7) วันนี้แต่งชุดอยู่บ้านใส่เสื้อกันหนาวแขนยาวสีสดเข้าชุดทั้งคู่

หลวงพ่อก็บอกว่า " LetsGreeting to Budda" แล้วก็นั่งลงสวดมนต์ เคาะระฆังไปด้วย คุณยายและเด็กๆ ลากเก้าอี้มานั่งสวด น่าจะเป็นบททำวัตรเย็น ผมและปูซังก็หาเก้าอี้มานั่ง คุณย่ากลัวสวดไม่ได้ เอาหนังสือสวดมนต์มาให้อ่าน ผมก็ถือไปแล้วนั่งฟังไป หมดปัญญาสวดตาม
ซุยกะ และ ยูอิกะ ที่นั่งข้างหลังผม ก็มองข้ามไหล่ผมมา ซุยกะมาสะกิดผม แล้วเอื้อมมือมาเปิดหน้าที่ถูกต้องให้ เออ แสดงว่าสวดเลยหน้านี้ไปแล้วใช่มะนี่ (ก็ค่าเท่าแหละโว้ย อ่านไม่ออก ) ผมก็ยิ้มแล้วบอก "อาริกาโตะ"
ซ้ายไปขวา คุณย่ามิจิเอะ คุณแม่อายูมิ ลูกสาวยูอิกะ หลวงพ่อโจโดะ ลูกสาวคนโตซุยกะ คุณยายโตโยต้า และปูซัง

สวดมนต์เสร็จ หลวงพ่อก็พาไปที่ห้อง ดูแล้วเข้าใจว่าเป็นห้องพักแขก ตกแต่งงดงามมาก หลวงพ่อ่ไปถึงก็ชงชาต้อนรับเรา ซดไปคนละถ้วย แล้วขอเติมให้แกดีใจ จากนั้นผมก็เอาของที่ระลึกจากเมืองไทยมามอบให้(ธรรมเนียมญี่ปุ่น เข้าบ้านแล้วให้เลย) เป็นผ้าฝ้ายชั้นดีสองพับ ตัดชุดได้สองชุด คุณย่าชอบใจแกว่าจะตัดยูกาตะใส่เองชุดนึง ให้ลูกสะใภ้ชุดนึง ปูซังงัดชุดถ้วยชามตะเกียบไม้สลักจากเชียงใหม่ออกมา อันนี้หลวงพ่อชอบใจ จากนั้นก็ถึงเด็กๆ ปูซังลงมือก่อนด้วยการงัดโคมกระดาษจากเชียงใหม่ขึ้นมาสองอัน แจกคนละอัน ให้ถือเล่นกัน ผมเอากระเป๋าผ้าทอจากจตุจักรให้คนละใบ ท่าจะชอบใจ (ไอ้กระเป๋านี้ตอนหลังผมเห็นยูอิกะอาไปใส่ลูกปัด) เอ แล้วคุณย่าละ ให้ไรดีหวา ค้นในกระเป๋าเจอถ้วยเคลือบเล็กๆ ที่ได้มาในงานแต่งงานอันนึง ผมหยิบติดมาด้วยจากเมืองไทยกะให้สาว เออ รอดไปได้ แอบแกะชื่อออก แล้วเอาเหรียญบาทใส่ไปแล้วส่งให้คุณย่า แกก็ดีใจ เพราะว่าลายมันสวย และถือมีเสียงกรุ๋งกริ๋ง

ให้แล้วหลวงพ่อก็ให้อยู่ในห้องไป บ้านนี้กินข้าวทุ่มนึง อากาศเริ่มหนาว ผมกะปูซังซุกอยุ่ในโต๊ะโคทาสึ (โต๊ะอุ่นขา) รอเวลากินข้าว
ทุ่มนึงพอดีได้เวลา คุณย่ามาตามปกห้องกินข้าว ไปถึงนั่งโต๊ะโคทาสึตัวใหญ่ คุณย่ายกสำรับงามๆออกมาหกชุด นั่งกินกันหกคน หลวงพ่อหัว ถัดมาผม ปูซัง ตรงข้ามคือซุยกะ ยูอิกะ คุณย่านั่งตรงข้ามหลวงพ่อ ทั้งหมดนี้คุณย่าจัดการจัดเองคนเดียวล้วนๆ คนอื่นไม่ช่วยเลย
ห้องกินข้าว กระป๋องที่วางอยู่บนโต๊ะคือโนริ หรือสาหร่ายแผ่น

อาหารเย็นวันนี้ ข้าว ปลาอายุปิ้ง ปลาเล็กคลุกสาหร่าย(ของโปรดคุณย่า มีทุกมื้อ) ผักต้ม และผักดอง
หลวงพ่อยกเบียร์กิรินขึ้นมาครึ่งโหล เปิดเทให้เรา แล้วส่งให้คุณย่าแก้วนึง เด็กๆ ได้น้ำชา แล้วก็คัมปาย คุณย่าซดรวดเดียวหมด แล้วขออีกกระป๋อง จากนั้นก้สนทนาเรื่องเมืองไทยกัน
หลวงพ่อกับคุณย่าเป็นฝ่ายถามเสียส่วนใหญ่ เรื่องราวเกี่ยวกับว่า ผมกะปุซังเป็นใคร มาจากไหน ปูซังเล่าเรื่องเชียงใหม่ ผมก็เล่าเรื่องสิงห์บุรี ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก หลวงพ่อเป็นล่ามแปลให้คุณย่าและลูกๆ รู้เรื่อง คำถามคำตอบเท่าที่นึกออกคือ
==========================
หลวงพ่อ : ได้ยินว่าเมืองไทยมีวัดเยอะ
ผม : สิงห์บุรีมี 100 กว่าวัด
ปูซัง : เฉพาะเชียงใหม่มี 1200 วัด
หลวงพ่อ / คุณย่า : เยอะจัง เป็นวัดเถรวาททั้งหมดใช่ไหม
ผม : ใช่ แต่วัดมหายานก็มี มีศาลเจ้าทุกจังหวัด และมีวัดมหายานใหญ่ๆในกรุงเทพหลายวัด
==========================
หลวงพ่อ:ได้ยินว่าเมืองไทยร้อนมาก
ปูซัง: มีคำกล่าวว่า เมืองไทยมีสามฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก ร้อนมากมาก
หลวงพ่อ : ที่ว่าร้อนน่ะร้อนขนาดไหน
ผม : อากาศญี่ปุ่นตอนนี้ผมเรียกว่า หนาวมาก (7 องศา) เมืองไทยนี่หน้าหนาวบนพื้นราบยังไงก็ไม่เกิน 13-14 องศา หน้าร้อนบางที่ 40
ซุยกะ : คุณพ่อ...นั่นร้อนมากเลยนะ
ผม : อื้อ หน้าหนาวเมืองไทยนี่ ในกรุงเทพอุณหภูมิ 30 องศาเลยนะ
ซุยกะ : นั่นพอๆกะหน้าร้อนที่นี่เลย ว้าว.... แย่เลย
ผม เมืองไทยไม่มีหิมะนะ
ซุยกะ : เคยเห็นหิมะๆไหม
ผม : ในทีวีน่ะ
==========================
คุณย่า วิ่งไปเอาแผนที่ประเทศไทยมาดู (บ้านนี้คงเตรียมทำการบ้านมาก่อนผมมา)
คุณย่า : เมืองไทยมีภูเขาน้อยมาก อย่างนี้แล้ว จะเอาน้ำจากไหนมาทำนา (น้อยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น และชาวนาญี่ปุ่นใช้น้ำจากลำธารบนภูเขาเป็นหลัก)
ผม : เรามีแม่น้ำใหญ่ๆ หลายสาย ที่ผันน้ำเพื่อการเกษตรได้
ปูซัง : ทางตอนเหนือมีภูเขา ที่ทำให้เกิดแม่น้ำใหญ่ๆ หลายสาย ปุซัชี้ ปิงวัง ยม น่าน และเจ้าพระยา
ผม : เราทำนากันเป็นแปลงใหญ่ ติดกันหลายร้อยแปลง
หลวงพ่อ: ชาวนาแถวนี้มีพื้นที่ไม่มากนัก จะปลูกไม้ผลกันมากกว่า
==========================
หลวงพ่อ : คนไทยชอบกินปลากันไหม (กับข้าวมีปลาอายุ)
ปูซัง : ชอบครับ แต่คนไทยจะกินหมูหรือไก่เป็นอาหารหลักกันมากกว่า
หลวงพ่อ : ญี่ปุ่นมีปลาเยอะ ทั้งแม่น้ำและทะเล ปลาอายุที่กินนี้มาจากแม่น้ำแถวนี้ คุณแม่เพิ่งจะปิ้งเสร็จเมื่อกี้นี่เอง
ผม/ปูซัง : อร่อยครับ
คุณย่า : เมืองไทยมีปลาน้ำจืดใหญ่ที่สุดในโลกนี่นา (เด็กๆ หูผึ่ง คุณย่าอาจะอ่านจากหนังสือท่องเที่ยว)
ปูซัง : ใช่ครับ อยู่ในแม่น้ำโขง (ชี้แผนที่)
ผม : เป็นปลาที่ใหญ่มาก หนักเกินร้อยกิโลกรัม (เด็กๆ ร้อง ...เห) เวลาเราจะจับ ต้องทำการขอปลาจากแม่น้ำด้วย
หลวงพ่อ : น่าสนใจมาก แม่น้ำเมืองไทยคงมีขนาดใหญ่จริงๆ แล้วคุณเคยกินปลาชนิดนั้นไหม
ปูซัง: เคยครับ อร่อยมาก
==========================
ซุยกะ : เมืองไทยมีแมวไหม ...แมวอะ (เธอชี้ไปที่เจ้าจิบิ แมวประจำบ้าน)
ผม: มี แต่แมวไทยตัวเล็ก และไม่อ้วน(เจ้าจิบิตัวใหญ่มาก พอๆ กะเหมียวซิลล่า) แมวไทยที่ดังคือ ไซแอมมิสแคท เคยเห็นไหม
ซุยกะ : ไม่อะ
คุณย่า : แล้วที่บ้าน เลี้ยงหมาด้วยไหม เห็นว่าคนไทยชอบเลี้ยงหมา
ผม : ครับ คนไทยหลายคนเลี้ยงหมาไว้ช่วยเฝ้าบ้าน บางคนก็เลี้ยงเพราะความสวยงาม บ้านผมมีหมาหลายตัว
หลวงพ่อ : ในญี่ปุ่นเราเลี้ยงสุนัขหลายตัวไม่ได้ จะต้องมีใบอณุญาตถ้าจะเลี้ยงหลายๆตัว
==========================
หลวงพ่อ : คุณทั้งสองคนเคยบวชไหม
ปุซัง : เคยบวชในงานศพของแม่
ผม : ไม่เคย
คุณย่า : พระของไทย จะต้องมีข้อบังคับมากมายนี่
ปูซัง : ใช่ครับ โกนหัว ห่มจีวร ห้ามใส่เสื้อผ้าปกติ กินสองมื้อ ห้ามมีครอบครัว ห้ามแตะตัวหรืออยู่ลำพังกับผู้หญิง แม้ว่าจะเป็นครอบครัว ห้ามจับเงินทอง
หลวงพ่อ : อืมม ผมรู้มาบ้างแล้ว แต่เรื่องจับเงินทองนี่เพิ่งได้ยิน
คุณยาย : แต่คนไทยก็บวชกันเยอะนะ
ปูซัง : เป็นธรรมเนียมครับ อายุ 20 ต้องบวข และก่อนแต่งงานต้องบวช
==========================
หลวงพ่อ : ในเมืองไทย มีบริษัทญี่ปุ่นเข้าไปมากไหม
ปูซัง : เยอะเลย
หลวงพ่อ : เช่นบริษัทอะไรบ้าง
ผม /ปูซัง : ก็มีพวกธนาคาร เช่น สุมิโตโมะ บริษัทเครื่องไฟฟ้า เช่น ฮิตาชิ โตชิบา และบริษัทรถ โตโยต้า ฮอนด้า และบริษัทของเล่น เช่น บันได เซก้า (พูดถึงตรงนี้ซุยกะหันมานึกว่าเรรียกชื่อเธอ)
หลวงพ่อ : เบียร์ละ อย่าเบียรกิรินนี้ คนไทยรู้จักกันไหม
ปูซัง : ไม่เลย เบียร์ไทยขายดีกว่ามาก เบียรญี่ปุ่นที่รู้จักกันก็อาซาฮี นอกนั้นก็พวกคาสเบิรก
หลวงพ่อ : น้องชายของผมทำงานที่บริษัทเบียร์กิริน ดังนั้น เวลาจะกินเบียร์ ถ้าเป็นไปได้ โปรดกินกิริน
ปูซัง : เอ่อ ...ครับ
==========================
คุยกันถึงสามทุ่ม หลวงพ่อก็บอกให้เข้านอนกันได้แล้วพรุ่งนี้เช้ากินข้าวเจ็ดโมง ตอนนั้นซุยกะกะยูอิกะก็ม้วนเป็นแยมโรลอยู่กับพื้นแล้ว คุณย่าบอกว่าเราไม่ต้องช่วย เราเป็นแขก แกเก็บเอง ผมก็ช่วยแกนิดหน่อยๆ

ผมกับปูซังสลับกันไปอาบน้ำ น้ำเป็นเมือกๆ แปลกๆ คงเป็นน้ำบาดาล วัดนี้อยู่บนภูเขานี่นะ ขากลับ ผมเดินผ่านห้องครัว เห็นคุณย่าหั่นอะไรสักอย่างอยู่ คงเตรียมอาหารพรุ่งนี้เช้า
เรานั่งคุยกันสักพักก่อนนอน ก่อนนอนคุณย่าเปิดตู้แบบที่โดราเอมอนเข้าไปนอน แล้วลากหมอน ผ้าห่ม ออกมาบานเบอะ ผ้าห่มเป็นผ้านวมแบบที่โนบิตะฉี่รดบ่อยๆ หลวงพ่อยกเตาน้ำมันเข้ามาวางแล้วสอนวิธีใช้ เข้าใจว่าท่านทั้งสองกลัวผมหนาวกันแหละ ดังนั้น ผมและปูซังจึงนอนห่มผ้าคนละสามชั้น ในห้องที่มีฮีตเตอร์ และเตาน้ำมัน ขาซุกในโคทาสึอีกตังหาก เล่นเอาร้อนเลยละ
ด้านซ้ายบนคือเตาน้ำมันก๊าด หม้อหัวนอนคือเตาผิงโบราณ เอาไว้รับแขกผู้ใหญ่ ปลายเท้าคือโคทาสึ

ก่อนนอน คุณย่าอุ้มเจ้าจิบิมาพูด "โอยาสุมินาไซ" (ราตรีสวัสดิ์)
ไฟดับหมดทั้งบ้าน (ที่ปิดไฟเป็นแบบดึงเชือก) ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ ได้ยินเสียงฝนพรำลงมา และน้ำหยดจากชายคา ตึ๋งๆตึ๋งๆ วัดไซเนนจิตอนนี้อยูในความสงบ ชื้น และเย็น
ต่อตอนสองจ้า













































