JP-Homestay

ความสุขของติ๊กกับครอบครัวโฮมสเตย์-วันที่สาม

ต่อเนื่องมาจากโฮมสเตย์(ติ๊ก) วันแรกและวันที่สอง

เช้าวันใหม่อีกแล้วครับ เมื่อคืนหลับไปตอนไหนไม่รู้เหมือนเดิม วันนี้พวกเราวางแผนจะไปเที่ยวสะพานหิน ซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวที่ขึ้นชื่อของเมืองโชบาระ ผมได้ดูจากแผ่นพับประชาสัมพันธ์แล้วชี้ให้คุณแม่ดู ก็ได้สมหวังทันทีอีกครั้งครับ

ผมลุกขึ้นก่อนใคร เข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้วแต่งตัวรอ คุณแม่ทำอาหารเช้าให้ทุกๆคน ผมทานอาหารเสร็จ ระหว่างที่รอสาวๆแต่งตัว คุณแม่ก็พาผมไปเที่ยวบ้านคุณตาซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก คุณตาแกอยู่กับหลานๆ และแกได้มอบภาพเขียนให้ผมพร้อมเซ็นชื่อกำกับให้ด้วยนะครับ

กลับจากบ้านคุณตา สาวๆก็แต่งตัวเรียบร้อยพร้อมเดินทาง การเดินทางต้องขับรถวนไปวนมาบนภูเขา ลอดอุโมงค์ ที่นี่มีอุโมงค์เยอะจริงๆครับ สร้างถนนไปเจอภูเขาแกะกะ พี่แกเจาะทันทีครับ ไม่มีการขุดทิ้งหรือสร้างถนนปีนขึ้นไปบนภูเขาหรอกนะครับ ขุดให้เป็นทางตรงอย่างเดียวเลย

คุณตาให้ของที่ระลึก

สะพานหิน

ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ พวกเราก็มาถึงสถานที่ดังกล่าว ตอนนี้ผมขอบรรยายด้วยภาพแล้วกันนะครับ เพราะรู้สึกว่าจะโม้มากเกินไปแล้ว อาจจะน่าเบื่อเกินไปครับ

เข้าไปในถ้ำ ลึกมากๆ

สะพานหิน มีธารน้ำลอด แปลกดีมั๊ยครับ

ภาพนี้ผมเป็นคนถ่ายครับ

พิพฺธภัณฑ์ และใบไม้เปลี่ยนสี

ออกจากสโตนส์ บริดจ์ พวกเราก็แวะชมใบไม้เปลี่ยนสีเรื่อยมา จอดรถถ่ายรูป ต้นไม้สวยๆ กำลังเปลี่ยนสีสวยงามมาก และจอดทานอาหารเที่ยงบริเวณพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อะไรซักอย่าง (จำไม่ได้) แล้วเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ ดูของโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน

บ่ายๆก็ขับรถกลับ ระหว่างทางคุณแม่เปลี่ยนเส้นทางนิดหน่อยเพื่อไปดูสถานที่อีกแห่งที่สวยงามมากๆ ตอนนั้นสมองผมไม่ค่อยจำอะไรแล้ว เพราะเหนื่อยและก็หนาวมากๆ เหมือนจะมีไข้แล้วล่ะ แต่สถานที่นี้สวยจริงๆ มีคนมาเที่ยวเยอะแยะ มีสะพานข้ามระหว่างภูเขา ข้างล่างเป็นแม่น้ำ พ้นจากสะพานก็เป็นอุโมงค์ยาวหลายๆอุโมงค์ สวยงามมากครับ ใครรู้จักช่วยบอกชื่อหน่อยนะครับ...

ต้นไม้ข้างหลังผมเมื่อก่อนเคยเป็นสีเขียว

นายแบบ

เข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯกับยูมิโกะ

สวยมั๊ยครับ -นางแบบ(สถานที่)

ผมอยากจะบอกคุณแม่ว่า กลับบ้านเถอะครับ เหนื่อยแล้ว แกคงอยากให้ผมเที่ยวเยอะๆ แต่วันนี้ไปมาหลายที่มากเลยครับ กลับบ้านดีกว่า ขากลับบนรถหลับกันเกือบหมด ผมก็อยากจะหลับนะครับ แต่เกรงใจเห็นคุณแม่แกขับอยู่คนเดียว ก็นั่งสลึมสลือเป็นเพื่อนแกมาตลอดทาง

กลับมาถึงบ้าน ก็ได้เวลาร่ำลาครับ ผมเก็บของใส่กระเป๋า โยโกะและยูมิโกะก็เก็บของใส่กระเป๋า พวกเธอต้องกลับไปทำงานที่ฮิโรชิมาวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวันจันทร์

กับคุณแม่ และโยโกะ ที่หน้าโรงไวน์

ครอบครัวอิเกเบะได้เขียนจดหมายในกระดาษแข็งใบใหญ่ให้ผม1 ฉบับ ผมก็เขียนให้พวกเขา 1 ฉบับ ซึ่งเป็นข้อความเกี่ยวกับความประทับใจที่ได้อยู่ด้วยกัน และคำขอบคุณหลายๆคำ ตามแบบฉบับของแต่ละคน... คุณแม่มาส่ง 2 สาวขึ้นรถบัส เราสบตาและโบกมือลากัน แล้วเลยมาส่งผมที่โรงแรมโชบาระ แกรนด์โฮเทล...

ความสุขของติ๊ก กับครอบครัวโฮมสเตย์

บทความจากคุณติ๊ก เพื่อนร่วมทัวร์ครับ

กว่าจะมีเวลาว่าง กว่าจะมีสมาธิ นั่งนึกทบทวนความหลัง ต้องบอกก่อนนะครับว่าเรื่องราวเหล่านี้กลั่นกรองมาจากความทรงจำล้วนๆ ไม่มีการจดบันทึก ยังนึกเสียดายอยู่เลยว่าเราน่าจะจดเอาไว้บ้าง นี่ก็ต้องรื้อเอาเอกสารต่างๆที่ได้รับแจก และรูปภาพต่างๆที่ถ่ายไว้ มาช่วยรื้อความทรงจำ

ต้องขอบอกก่อนเลยนะครับว่า ก่อนการเดินทางครั้งนี้กระผมไม่มีการเตรียมตัวใดๆเลย ไม่มีข้อมูลใดๆเลย จนกระทั่งก่อนการเดินทาง 1 วัน จึงได้เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า...แล้วก็ไปเพิ่มเติมเอาที่กทม.ในวันประชุมก่อนการเดินทาง

ครั้งนี้กระผมขอร่วมเล่าประสบการณ์เฉพาะตอนอยู่กับโฮมสเตย์เท่านั้นนะครับ เพราะผมไปคนเดียวไม่มีใครรู้เลยว่าเค้าพาผมไปทำอะไร ที่ใหนมาบ้าง มีความสุขดีหรือป่าว ก็ต้องขอบอกก่อนเลยนะครับว่า....มีความสุขมากๆๆๆ เพราะอะไรน่ะเหรอ เดี๋ยวๆๆๆๆ เดี๋ยวผมจะเล่าให้อิจฉากันนะครับ อิ อิ

จำได้ว่า วันที่ไปถึงโชบาระวันแรกรู้สึกเหนื่อยมากๆ ไปถึงก็มืดแล้วยังจะเรียกไปเข้าห้องประชุมอีก (แต่เค้าก็ออกมาขอโทษในภายหลังในเรื่องนี้) อากาศหนาวมากๆๆ วันต่อมาช่วงเย็นมีงานเลี้ยงต้อนรับ พร้อมกับการแนะนำโฮสแฟมิลี่ ความรู้สึกตอนนั้นน่ะเหรอ ก็เฉยๆนะ แต่ไม่อยากไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่รู้จัก ใครก็ไม่รู้ และไม่อยากไปจากอ้อมกอดของเพื่อนๆ ห่วงหา อาวรณ์ (ล้อเล่น) หลายๆคนก็มีหลายๆความรู้สึก บางคนอยากไปมากๆๆๆ บางคนกลัว บางคนอยากไปคู่ บางคนไม่อยากคู่ใคร แต่ก็มีจุดดีก็คือ วัดดวง ไม่มีใครสามารถเลือกได้ ก็นั่งลุ้นกันจน....เหนียวกันเลยล่ะ พอถึงเวลาเพื่อนๆต่างก็ทยอยได้โฮสฯ กันจนเกือบหมด เหลือผมกับเพื่อน 3-4 คน ยืนมองหน้ากันอยู่ จนเค้าเรียกผมขึ้นไป และเรียกครอบครัวขึ้นมาเจอกัน....

การเผชิญหน้ากันครั้งแรก

ต่อมา...พวกเราก็ไปนู่นมานี่กันในอำเภอโชบาระกันพอสมควร(ไม่เล่าแล้วนะ) จนกระทั่งหลังจากกลับจากโรงเรียนประถมซุยโกะ ตอนเย็นครอบครัวของผมก็มารับ คนที่มารับผมเป็นคุณแม่ ชื่อโยชิโกะ อิเคเบะ เธอเพิ่งเลิกงานแล้วแวะมารับผม เราทักทายกันนิดหน่อย แล้วลากกระเป๋าขึ้นรถ ระหว่างนั่งรถไปบ้าน ซึ่งห่างจากที่พักราวๆ 10 นาทีเท่านั้น เราก็คุยกัน เอาล่ะ...คุยกัน มันเป็นอะไรที่ทุลักทุเลมากๆ นี่ขนาดผมเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแล้วนะ ตั้งหลายชั่วโมง แต่ว่า...มันไม่ช่วยอะไรได้เลย เราใช้ภาษาอังกฤษคุยกันครับ และก็ภาษามือ...ดีหน่อยที่บ้านอยู่ใกล้ คุยกัน 2-3 ประโยคก็ถึงบ้าน (ประโยคที่รู้เรื่องพร้อมกันนะครับ) ก่อนถึงบ้านผมจับใจความได้ว่าเราจะไปโรงแรมที่มีบริการออนเซน เธอขับรถเลี้ยวเข้าโรงแรมนั้น และจอด ผมหน้าซีดกลัวต้องไปออนเซนอีกแล้ว และแล้วเธอก็ถอยรถแล้วเลี้ยวออกมา สรุปว่าคุณแม่เธอพาผมไปดูโรงแรมออนเซนที่ขึ้นชื่อของที่นี่น่ะครับ เฮ้อ โล่ง...(ตอนหลังได้คุยกะเอ้ซัง บอกว่าครอบครัวพามาอาบน้ำที่นี่ทุกวันเลยล่ะ คงชอบ...)

มาถึงบ้าน เป็นบ้านสมัยใหม่ที่อยู่ในหมู่บ้าน น่าจะจัดสรร บ้าน 2 ชั้น มีรั้วกั้น หน้าบ้านมีสนามหญ้าเล็กๆ มีที่จอดรถกลางแจ้งหน้าบ้าน ภายในบ้านมีคน 2 คน มีคุณพ่อออกมารับหน้าบ้าน แล้วเข้าไปในบ้าน พบคุณตานั่งรออยู่ ผมเข้าไปทำความเคารพ นั่งคุยกัน ผมพยายามนั่งแบบญี่ปุ่นแต่คุณพ่อบอกให้นั่งตามสบาย ข้างในบ้านอุ่นด้วยเครื่องทำความร้อนและพรมทำความร้อน คุณแม่ปลีกตัวไปเตรียมอาหาร ซักพักก็มีเพื่อนบ้านเข้ามาสมทบพร้อมกับยำวุ้นเส้น(ไม่รู้ไปหามาจากไหน) เพื่อนบ้านคนนี้เค้ารู้จักเมืองไทยดี เคยมาเมืองไทย รู้จักวัฒนธรรมไทย รู้จักอาหารไทย แต่ว่า...ไม่รู้ชื่ออะไร (ลืมครับ) พูดภาษาไทยได้บางคำ แต่พูดอังกฤษปร๋อเลย ค่อยยังชั่วหน่อย มีเพื่อนคุยแล้ว...

คุยกันซักพักก็ได้เวลากิน เราย้ายไปห้องครัว ที่โต๊ะอาหารมื้อนี้เป็นสุกี้ คล้ายเมืองไทย นำเนื้อ+ผักใส้หม้อต้มแล้วนั่งรอ ระหว่างรอก็..อะแอ้ม...อ่า...เบียร์ครับ เบียร์เย็นๆ รินใส่แก้วแล้วก็...คัมปายยย....พอได้ที่หน้าตึงท้องหย่อนสุกี้ก็สุกพอดี ตักใส่ถ้วยแบ่งกินพร้อมกัน กินเบียร์แกล้มสุกี้ เนื้อวัวนุ่มๆ ผักสดๆ เพื่อนเอ๋ย สุดยอดดดด....แต่ผมก็วางตัวนะครับไม่ซดแบบมูมมาม ค่อยๆกิน คุณพ่อคงเห็นว่าผมกินเบียร์ไม่ค่อยได้กระมังครับ แกยกสาเกมาต้อนรับครับ คราวนี้ล่ะ คุยกันถูกคอเลยครับ ฮะฮา.... อิ่มแล้วครับ คราวนี้ถึงคุณตาก็ชวนคนเมาไปวาดรูปครับ คุณตาแกเป็นจิตรกรครับ วาดรูปด้วยสีน้ำได้สวยงามมากครับ แกเลยอยากโชว์ผมน่ะครับ ผมก็เคยได้เกรด 4 วิชาวาดเขียนมาเหมือนกันเราก็เลยดวลกันครับ คุณตานี่อายุ 85 ปีแล้วน่ะครับ แต่ยังกินเบียร์ได้หลายแก้วนะครับ (กินเบียร์ทำให้อายุยืน) เราคุยกันไม่รู้เรื่องหรอกครับ แต่เราคุยกันด้วยภาษาของศิลปิน หลังจากนั้นก็มีรถแท็กซี่มารับแกกลับบ้าน ผมก็เพิ่งทราบตอนนั้นเองว่า แกไม่ได้อยู่บ้านนี้ แต่แกมาต้อนรับผมน่ะครับ เป็นปลื้มเลย เมื่อคุณตากลับไปแล้ว คุณแม่ก็ไล่ผมไปอาบน้ำ แกเตรียมน้ำร้อนไว้ให้อย่างดี และจัดที่นอนไว้ให้เรียบร้อย ผมหลับไปหลังจากอาบน้ำเสร็จ แต่ไม่รู้ตอนไหน เพื่อนบ้านกลับไปตอนไหน ใครเก็บถ้วยจาน คุณพ่อ-คุณแม่หลับยัง? โอยยย...มึน.

โต๊ะอาหารมื้อแรก

ศิลปินเอกดวลฝีมือกัน

เช้าวันใหม่ ผมตื่นมาประมาณ 6 โมงเช้าตามนิสัย ทั้งบ้านยังเงียบสนิท ผมนอนฟังเสียงข้างนอกรู้สึกจะมีฝนตก แต่ในห้องอบอุ่นสบายมาก เสียหน่อยเดียวตรงอากาศจะแห้งมากทำให้คอแห้งอยากดื่มน้ำ ประมาณ 7 โมงได้ยินเสียงคนลุกขึ้นมาแล้ว คุณแม่เข้าครัวทำอาหาร ผมลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันแล้วมานั่งคุยกับคุณพ่อ ทะเลาะกับหมา(บิ๊กกี้) และหยอกเล่นกับกระต่าย(ฮุปปี้) ซักครู่อาหารเช้าก็พร้อม เป็นอาหารเบาๆ กาแฟ ขนมปัง และข้าวสวย(ถ้าไม่อิ่ม).

เที่ยวโรงพ