JP-Homestay

สามวันในวัดไซเน็นจิ : วันแรก บรรลุถึง

หลังจากพบกันที่งานเลี้ยงต้อนรับที่โชบาระ หลวงพ่อนัดหมายว่าจะมารับผมกับปูซังที่โรงแรม วันที่กลับมาจากการเยี่ยมชมโรงเรียนประถมซุยโกะ หลวงพ่อก็มารออยู่ที่หน้าโรงแรมแล้ว

ผมยังไม่ได้ถอดสูท แต่คิดอีกทีว่าใส่สูทไปเถอะ เผื่อหลวงพ่อจะพาไปไหน เข้าห้องคว้าเอาเสื้อนอนชุดนึง กางเกงวอร์มตัวนึง เสื้อเหลืองตัวนึง รองเท้าเอาผ้าใบไปคู่เดียว แตะไม่ต้อง แล้วก็ถุงที่ใส่โอมิยาเกะ (ของที่ระลึก) ที่ขนมาจากเมืองไทย

ปูซังกับผมชื่อเรียงกัน เขาชื่อตัว N ตัว O ไม่มี ผมตัว P คนแรก เลยได้ไปไหนมาไหนด้วยกันประจำ ไม่ว่าจะห้องพักที่เมืองไทย นั่งเครื่องบิน และไปโฮมสเตย์

หลวงพ่อวันนี้แต่งชุดปกติ ขับรถฮอนด้าเก่าๆ คันนึง มารับผมกับปูซัง เป็นรถขนาดเล็กที่คนสูงอย่างผมต้องงอขาเล็กน้อย ปูซังที่นั่งหลังก็เช่นกัน หลวงพ่อบอกว่า แกชอบรถเก่าๆ ไม่ชอบใช้รถใหม่ (ซึ่งก็เป็นจริง เพราะที่บ้านแกมีรถรวม 5 คันด้วยกัน) หลวงพ่อพาผมออกจากเมือง เลี้ยวขึ้นทางเลียบเขา เวลา 20.00 ที่ญี่ปุ่นแต่มืดยังกะเที่ยงคืนบ้านเรา ไม่มีแสงไฟเลย หลวงพ่อแยกเข้าทางเล็กเลียบภูเขา แล้วหักเข้าไปในวัดขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ข้างวัดเป็นบ้านทรงญี่ปุ่นโบราณ ถัดไปเป็นบ้านทรงตะวันตกที่ต่อเติมขึ้นมา ด้านหลังมีโรงเก็บเครื่องมือ ทั้งหมดนี้อยู่ในรั้วต้นไม้ล้อมรอบแบ่งอาณาเขต

วัดไซเน็นจิ (วัดธรรมตะวันตก) เป็นวัดเก่ากว่า 500 ปี หลวงพ่อคุริฮาระ โจโด เป็นรุ่นที่ 20 ที่รับตำแหน่งเจ้าอาวาส

พระในนิกายของหลวงพ่อนี้ ไม่มีข้อบังคับอะไรมาก หลวงพ่อทำอะไรได้คล้ายฆราวาสทุกอย่าง ตั้งแต่ทำมาหากิน ดื่มเหล้า แต่งงานมีลูกหลาน แต่ก็ยังได้รับความนับถือจากสังคม หลวงพ่อเป็นกรรมการจัดงานต่างๆ ของชาวเมืองมากมาย นับว่าเป็น"ผู้กว้างขวาง" ในแถวนี้ก็ว่าได้

ตำแหน่งเจ้าอาวาสจะสืบจากพ่อไปลูก กรณีหลวงพ่อท่านไม่มีลูกชาย ก็คงต้องเป็นลูกเขย และเป็นการแต่งเข้าบ้านหญิงด้วย (ชายใช้นามสกุลหญิง)

พอเข้าไปถึงหน้าวัด เจอคุณย่ามิจิเอะ(75)ยืนยิ้มรออยู่แต่งตัวดีเสียด้วย คงรอรับพวกเรา ยังไม่มีวี่แววเด็กๆ หลวงพ่อพาเราไปที่โบสถ แล้วให้เราชมในโบสถ หน้าตาจะคล้าย โบสถมหายานในบ้านเรา เช่นวัดเล่งเน่ยยี่ หลวงพ่อธิบายว่า บ้านเขาเป็นวัดมหายาน พวกเราที่มาจากเมืองไทยที่นับถือพุทธนิกายเถรวาท พระพุทธเจ้าของเราคือพระศากยมุนี พระพุทธเจ้าของหลวงพ่อคือพระอามิตพุทธเจ้า ไทยเรียกพระออหนี่ถอฮุก (ก็เหมือนวัดจีนทั่วไป จำได้ไหมครับว่าหลวงจีนเสียวลิ้มยี่ในหนังโผล่มาจะพูดว่า อามิตพุทธ)

คุยกันอยู่ คุณย่าก็พาหลานทั้งสองเข้ามา ซุยกะ(11) และ ยูอิกะ(7) วันนี้แต่งชุดอยู่บ้านใส่เสื้อกันหนาวแขนยาวสีสดเข้าชุดทั้งคู่

หลวงพ่อก็บอกว่า " LetsGreeting to Budda" แล้วก็นั่งลงสวดมนต์ เคาะระฆังไปด้วย คุณยายและเด็กๆ ลากเก้าอี้มานั่งสวด น่าจะเป็นบททำวัตรเย็น ผมและปูซังก็หาเก้าอี้มานั่ง คุณย่ากลัวสวดไม่ได้ เอาหนังสือสวดมนต์มาให้อ่าน ผมก็ถือไปแล้วนั่งฟังไป หมดปัญญาสวดตาม

ซุยกะ และ ยูอิกะ ที่นั่งข้างหลังผม ก็มองข้ามไหล่ผมมา ซุยกะมาสะกิดผม แล้วเอื้อมมือมาเปิดหน้าที่ถูกต้องให้ เออ แสดงว่าสวดเลยหน้านี้ไปแล้วใช่มะนี่ (ก็ค่าเท่าแหละโว้ย อ่านไม่ออก ) ผมก็ยิ้มแล้วบอก "อาริกาโตะ"

ซ้ายไปขวา คุณย่ามิจิเอะ คุณแม่อายูมิ ลูกสาวยูอิกะ หลวงพ่อโจโดะ ลูกสาวคนโตซุยกะ คุณยายโตโยต้า และปูซัง

สวดมนต์เสร็จ หลวงพ่อก็พาไปที่ห้อง ดูแล้วเข้าใจว่าเป็นห้องพักแขก ตกแต่งงดงามมาก หลวงพ่อ่ไปถึงก็ชงชาต้อนรับเรา ซดไปคนละถ้วย แล้วขอเติมให้แกดีใจ จากนั้นผมก็เอาของที่ระลึกจากเมืองไทยมามอบให้(ธรรมเนียมญี่ปุ่น เข้าบ้านแล้วให้เลย) เป็นผ้าฝ้ายชั้นดีสองพับ ตัดชุดได้สองชุด คุณย่าชอบใจแกว่าจะตัดยูกาตะใส่เองชุดนึง ให้ลูกสะใภ้ชุดนึง ปูซังงัดชุดถ้วยชามตะเกียบไม้สลักจากเชียงใหม่ออกมา อันนี้หลวงพ่อชอบใจ จากนั้นก็ถึงเด็กๆ ปูซังลงมือก่อนด้วยการงัดโคมกระดาษจากเชียงใหม่ขึ้นมาสองอัน แจกคนละอัน ให้ถือเล่นกัน ผมเอากระเป๋าผ้าทอจากจตุจักรให้คนละใบ ท่าจะชอบใจ (ไอ้กระเป๋านี้ตอนหลังผมเห็นยูอิกะอาไปใส่ลูกปัด) เอ แล้วคุณย่าละ ให้ไรดีหวา ค้นในกระเป๋าเจอถ้วยเคลือบเล็กๆ ที่ได้มาในงานแต่งงานอันนึง ผมหยิบติดมาด้วยจากเมืองไทยกะให้สาว เออ รอดไปได้ แอบแกะชื่อออก แล้วเอาเหรียญบาทใส่ไปแล้วส่งให้คุณย่า แกก็ดีใจ เพราะว่าลายมันสวย และถือมีเสียงกรุ๋งกริ๋ง

ให้แล้วหลวงพ่อก็ให้อยู่ในห้องไป บ้านนี้กินข้าวทุ่มนึง อากาศเริ่มหนาว ผมกะปูซังซุกอยุ่ในโต๊ะโคทาสึ (โต๊ะอุ่นขา) รอเวลากินข้าว

ทุ่มนึงพอดีได้เวลา คุณย่ามาตามปกห้องกินข้าว ไปถึงนั่งโต๊ะโคทาสึตัวใหญ่ คุณย่ายกสำรับงามๆออกมาหกชุด นั่งกินกันหกคน หลวงพ่อหัว ถัดมาผม ปูซัง ตรงข้ามคือซุยกะ ยูอิกะ คุณย่านั่งตรงข้ามหลวงพ่อ ทั้งหมดนี้คุณย่าจัดการจัดเองคนเดียวล้วนๆ คนอื่นไม่ช่วยเลย

ห้องกินข้าว กระป๋องที่วางอยู่บนโต๊ะคือโนริ หรือสาหร่ายแผ่น

อาหารเย็นวันนี้ ข้าว ปลาอายุปิ้ง ปลาเล็กคลุกสาหร่าย(ของโปรดคุณย่า มีทุกมื้อ) ผักต้ม และผักดอง

หลวงพ่อยกเบียร์กิรินขึ้นมาครึ่งโหล เปิดเทให้เรา แล้วส่งให้คุณย่าแก้วนึง เด็กๆ ได้น้ำชา แล้วก็คัมปาย คุณย่าซดรวดเดียวหมด แล้วขออีกกระป๋อง จากนั้นก้สนทนาเรื่องเมืองไทยกัน

หลวงพ่อกับคุณย่าเป็นฝ่ายถามเสียส่วนใหญ่ เรื่องราวเกี่ยวกับว่า ผมกะปุซังเป็นใคร มาจากไหน ปูซังเล่าเรื่องเชียงใหม่ ผมก็เล่าเรื่องสิงห์บุรี ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก หลวงพ่อเป็นล่ามแปลให้คุณย่าและลูกๆ รู้เรื่อง คำถามคำตอบเท่าที่นึกออกคือ

==========================

หลวงพ่อ : ได้ยินว่าเมืองไทยมีวัดเยอะ

ผม : สิงห์บุรีมี 100 กว่าวัด

ปูซัง : เฉพาะเชียงใหม่มี 1200 วัด

หลวงพ่อ / คุณย่า : เยอะจัง เป็นวัดเถรวาททั้งหมดใช่ไหม

ผม : ใช่ แต่วัดมหายานก็มี มีศาลเจ้าทุกจังหวัด และมีวัดมหายานใหญ่ๆในกรุงเทพหลายวัด

==========================

หลวงพ่อ:ได้ยินว่าเมืองไทยร้อนมาก

ปูซัง: มีคำกล่าวว่า เมืองไทยมีสามฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก ร้อนมากมาก

หลวงพ่อ : ที่ว่าร้อนน่ะร้อนขนาดไหน

ผม : อากาศญี่ปุ่นตอนนี้ผมเรียกว่า หนาวมาก (7 องศา) เมืองไทยนี่หน้าหนาวบนพื้นราบยังไงก็ไม่เกิน 13-14 องศา หน้าร้อนบางที่ 40

ซุยกะ : คุณพ่อ...นั่นร้อนมากเลยนะ

ผม : อื้อ หน้าหนาวเมืองไทยนี่ ในกรุงเทพอุณหภูมิ 30 องศาเลยนะ

ซุยกะ : นั่นพอๆกะหน้าร้อนที่นี่เลย ว้าว.... แย่เลย

ผม เมืองไทยไม่มีหิมะนะ

ซุยกะ : เคยเห็นหิมะๆไหม

ผม : ในทีวีน่ะ

==========================

คุณย่า วิ่งไปเอาแผนที่ประเทศไทยมาดู (บ้านนี้คงเตรียมทำการบ้านมาก่อนผมมา)

คุณย่า : เมืองไทยมีภูเขาน้อยมาก อย่างนี้แล้ว จะเอาน้ำจากไหนมาทำนา (น้อยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น และชาวนาญี่ปุ่นใช้น้ำจากลำธารบนภูเขาเป็นหลัก)

ผม : เรามีแม่น้ำใหญ่ๆ หลายสาย ที่ผันน้ำเพื่อการเกษตรได้

ปูซัง : ทางตอนเหนือมีภูเขา ที่ทำให้เกิดแม่น้ำใหญ่ๆ หลายสาย ปุซัชี้ ปิงวัง ยม น่าน และเจ้าพระยา

ผม : เราทำนากันเป็นแปลงใหญ่ ติดกันหลายร้อยแปลง

หลวงพ่อ: ชาวนาแถวนี้มีพื้นที่ไม่มากนัก จะปลูกไม้ผลกันมากกว่า

==========================

หลวงพ่อ : คนไทยชอบกินปลากันไหม (กับข้าวมีปลาอายุ)

ปูซัง : ชอบครับ แต่คนไทยจะกินหมูหรือไก่เป็นอาหารหลักกันมากกว่า

หลวงพ่อ : ญี่ปุ่นมีปลาเยอะ ทั้งแม่น้ำและทะเล ปลาอายุที่กินนี้มาจากแม่น้ำแถวนี้ คุณแม่เพิ่งจะปิ้งเสร็จเมื่อกี้นี่เอง

ผม/ปูซัง : อร่อยครับ

คุณย่า : เมืองไทยมีปลาน้ำจืดใหญ่ที่สุดในโลกนี่นา (เด็กๆ หูผึ่ง คุณย่าอาจะอ่านจากหนังสือท่องเที่ยว)

ปูซัง : ใช่ครับ อยู่ในแม่น้ำโขง (ชี้แผนที่)

ผม : เป็นปลาที่ใหญ่มาก หนักเกินร้อยกิโลกรัม (เด็กๆ ร้อง ...เห) เวลาเราจะจับ ต้องทำการขอปลาจากแม่น้ำด้วย

หลวงพ่อ : น่าสนใจมาก แม่น้ำเมืองไทยคงมีขนาดใหญ่จริงๆ แล้วคุณเคยกินปลาชนิดนั้นไหม

ปูซัง: เคยครับ อร่อยมาก

==========================

ซุยกะ : เมืองไทยมีแมวไหม ...แมวอะ (เธอชี้ไปที่เจ้าจิบิ แมวประจำบ้าน)

ผม: มี แต่แมวไทยตัวเล็ก และไม่อ้วน(เจ้าจิบิตัวใหญ่มาก พอๆ กะเหมียวซิลล่า) แมวไทยที่ดังคือ ไซแอมมิสแคท เคยเห็นไหม

ซุยกะ : ไม่อะ

คุณย่า : แล้วที่บ้าน เลี้ยงหมาด้วยไหม เห็นว่าคนไทยชอบเลี้ยงหมา

ผม : ครับ คนไทยหลายคนเลี้ยงหมาไว้ช่วยเฝ้าบ้าน บางคนก็เลี้ยงเพราะความสวยงาม บ้านผมมีหมาหลายตัว

หลวงพ่อ : ในญี่ปุ่นเราเลี้ยงสุนัขหลายตัวไม่ได้ จะต้องมีใบอณุญาตถ้าจะเลี้ยงหลายๆตัว

==========================

หลวงพ่อ : คุณทั้งสองคนเคยบวชไหม

ปุซัง : เคยบวชในงานศพของแม่

ผม : ไม่เคย

คุณย่า : พระของไทย จะต้องมีข้อบังคับมากมายนี่

ปูซัง : ใช่ครับ โกนหัว ห่มจีวร ห้ามใส่เสื้อผ้าปกติ กินสองมื้อ ห้ามมีครอบครัว ห้ามแตะตัวหรืออยู่ลำพังกับผู้หญิง แม้ว่าจะเป็นครอบครัว ห้ามจับเงินทอง

หลวงพ่อ : อืมม ผมรู้มาบ้างแล้ว แต่เรื่องจับเงินทองนี่เพิ่งได้ยิน

คุณยาย : แต่คนไทยก็บวชกันเยอะนะ

ปูซัง : เป็นธรรมเนียมครับ อายุ 20 ต้องบวข และก่อนแต่งงานต้องบวช

==========================

หลวงพ่อ : ในเมืองไทย มีบริษัทญี่ปุ่นเข้าไปมากไหม

ปูซัง : เยอะเลย

หลวงพ่อ : เช่นบริษัทอะไรบ้าง

ผม /ปูซัง : ก็มีพวกธนาคาร เช่น สุมิโตโมะ บริษัทเครื่องไฟฟ้า เช่น ฮิตาชิ โตชิบา และบริษัทรถ โตโยต้า ฮอนด้า และบริษัทของเล่น เช่น บันได เซก้า (พูดถึงตรงนี้ซุยกะหันมานึกว่าเรรียกชื่อเธอ)

หลวงพ่อ : เบียร์ละ อย่าเบียรกิรินนี้ คนไทยรู้จักกันไหม

ปูซัง : ไม่เลย เบียร์ไทยขายดีกว่ามาก เบียรญี่ปุ่นที่รู้จักกันก็อาซาฮี นอกนั้นก็พวกคาสเบิรก

หลวงพ่อ : น้องชายของผมทำงานที่บริษัทเบียร์กิริน ดังนั้น เวลาจะกินเบียร์ ถ้าเป็นไปได้ โปรดกินกิริน

ปูซัง : เอ่อ ...ครับ

==========================

คุยกันถึงสามทุ่ม หลวงพ่อก็บอกให้เข้านอนกันได้แล้วพรุ่งนี้เช้ากินข้าวเจ็ดโมง ตอนนั้นซุยกะกะยูอิกะก็ม้วนเป็นแยมโรลอยู่กับพื้นแล้ว คุณย่าบอกว่าเราไม่ต้องช่วย เราเป็นแขก แกเก็บเอง ผมก็ช่วยแกนิดหน่อยๆ

ผมกับปูซังสลับกันไปอาบน้ำ น้ำเป็นเมือกๆ แปลกๆ คงเป็นน้ำบาดาล วัดนี้อยู่บนภูเขานี่นะ ขากลับ ผมเดินผ่านห้องครัว เห็นคุณย่าหั่นอะไรสักอย่างอยู่ คงเตรียมอาหารพรุ่งนี้เช้า

เรานั่งคุยกันสักพักก่อนนอน ก่อนนอนคุณย่าเปิดตู้แบบที่โดราเอมอนเข้าไปนอน แล้วลากหมอน ผ้าห่ม ออกมาบานเบอะ ผ้าห่มเป็นผ้านวมแบบที่โนบิตะฉี่รดบ่อยๆ หลวงพ่อยกเตาน้ำมันเข้ามาวางแล้วสอนวิธีใช้ เข้าใจว่าท่านทั้งสองกลัวผมหนาวกันแหละ ดังนั้น ผมและปูซังจึงนอนห่มผ้าคนละสามชั้น ในห้องที่มีฮีตเตอร์ และเตาน้ำมัน ขาซุกในโคทาสึอีกตังหาก เล่นเอาร้อนเลยละ

ด้านซ้ายบนคือเตาน้ำมันก๊าด หม้อหัวนอนคือเตาผิงโบราณ เอาไว้รับแขกผู้ใหญ่ ปลายเท้าคือโคทาสึ

ก่อนนอน คุณย่าอุ้มเจ้าจิบิมาพูด "โอยาสุมินาไซ" (ราตรีสวัสดิ์)

ไฟดับหมดทั้งบ้าน (ที่ปิดไฟเป็นแบบดึงเชือก) ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ ได้ยินเสียงฝนพรำลงมา และน้ำหยดจากชายคา ตึ๋งๆตึ๋งๆ วัดไซเนนจิตอนนี้อยูในความสงบ ชื้น และเย็น

ต่อตอนสองจ้า

สามวันในวัดไซเนนจิ วันที่สอง : จ้าวยุทธจักรโซบะ + ราชากลองไทโกะ

วันนี้ ตื่นมาตอนเช้ามืด เพราะนอนตั้งแต่สี่ทุ่มกว่า อากาศหนาวเละเทะ เวลายังไม่หกโมงเช้า แต่ส่วางเหมือนเจ็ดโมง

ตื่นมาเดินรอบบ้านดู พบว่าประตูไม่ได้ปิด ประตูหน้าแง้มไว้นิดหนึ่ง ในโบสถก็ยังมีแสงไฟจางๆ อยู่ ตอนแรกเข้าใจว่า คุณย่าตื่นมาเปิด ภายหลังรู้ว่า นี่เป็นธรรมเนียมของวัดนี้ที่ทำมานานแล้ว คุณย่าทำอย่างนี้มา 50 ปีแล้วตั้งแต่แต่งงานกับพ่อของหลวงพ่อ ไม่มีการล็อคประตู และบนโต๊ะจะมีข้าวปั้นวางอยู่กับน้ำชา คนที่หิวโหยสามารถเข้ามากินได้ตลอดเวลา คุณย่าบอกว่า สมัยแกสาวๆ มีคนเดินทางผ่านมากินเยอะ หลังๆ นี่ไม่ค่อยมีเพราะว่าใช้รถกันหมด พอถามเรื่องขโมยแกก็บอกว่า เกิดมาไม่เคยพบเห็นเลย

เจ็ดโมงเช้า กินข้าวกินปลา คุณย่าจัดให้กินสองคน อาหารเช้านี้ถือว่าสุดยอด ซุบมิโซะใส่หอยชิจิมิ ปลาเล็กคลุกสาหร่าย คอนยักกุ(บุก)ผัด ไข่ต้ม ผักต้ม และสาลี่

ยังมีผักดองสามรสมาอีกชุดนึง คือบ๊วยดอง (เปรี้ยว)กระเทียมดอง(เผ็ด) แตงกวาดอง(เค็ม) ผักดองนี้เป็นจานกลาง คุณย่าแกยกมาทุกมื้อ ไม่เสียเพราะอากาศเหมือนในตู้เย็นบ้านเรา

ถามถึงหลวงพ่อ ภรรยาและตัวแก แกบอกว่า เด็กๆ กินแล้ว แต่หลวงพ่อ ภรรยา และตัวแกนี่ไม่ต้องห่วง ผมและปูซังก็งงๆ ว่า ทำไมไม่กินกัน สักพักก็เข้าใจว่าทำไม เมื่อ หลวพ่อเข้ามาแล้วบอกโปรแกรมวันนี้ ตอนเช้าจะพาไปงานแข่งโซบะ (Soba Festival)และตอนบ่ายจะพาไปดูการแสดงกลองไทโกะ (Drum Concert)

ผมและปูซังร้องอ๋อ ว่าทำไมแกไม่กินกัน เพราะเตรียมไปลุยงานแข่งโซบะกันนี่เอง (แล้วทำไมไม่บอกตรูวะ จะได้บอกเขาไม่ต้องทำกับข้าว)

เอาละ เก้าโมง หลวงพ่อก็ขับรถพาเราสองคนไปงานแข่งโซบะมีคุณย่ากับคุณยายโตโยต้า เพื่อนซี้คุณย่าติดไปด้วย ภรรยาหลวงพ่อกับลูกสาวตามมาอีกคัน ระห่างทางหลวงพ่อบอกว่างานนี้ ร้านโซบะดังๆ ทั่วโซบาระมารวมตัวกัน หลวงพ่อเป็น Vice President ก็คงหมายถึงกรรมการจัดงานนั่นเอง

จ้าวยุทธจักรโซบะ

ผมอ่านการ์ตูนทำอาหารของญี่ปุ่นมาหลายเรื่อง (จอมโหดกระทะเหล็ก ซุปเปอร์กุ๊กกระตุกต่อมอร่อย จ้าวยุทธจักรราเม็ง พยัคฆ์ร้ายโรงครัว ยอดเชพครัวท่านฑูต โซ้ยแหลก เซ็ยนบะหมี่สีรุ้ง เซียนบะหมี่รถเข็น ๆลๆ ) และดูทีวีแชมเปี้ยนมาหลานตอน แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่ามาญี่ปุ่นจะได้มางานแบบนี้ พอหลวงพ่อบอกว่าจะไปงานแข่งโซบะ ก็ดีใจเป็นหนักหนา

มาถึงงาน ใครต่อใครก็มาทักหลวงพ่อกันใหญ่ แกก็พาผมกะปูซังไปแนะนำให้แต่ละร้าน และกรรมการคนอื่นๆรู้จัก ว่านี่คือคนไทย มาโฮมสเตย์บ้านแแก

งานแข่งนี้ใช้สถานที่ของร้านเหล้าแถวๆ นั้นเป็นที่แข่ง ทำข้างนอก นั่งกินข้างใน

วิธีแข่งก็ไม่ยากไม่เย็น เข้างานซื้อตั๋วคนละใบ ใบละ 500 เยน ตั๋วหนึ่งใบแลกโซบะได้หนึ่งชาม ร้านไหนก็ได้ พอจบงานร้านไหนมีตั๋วเยอะสุด ก็ได้คะแนนไป คะแนนอีกส่วนหนึ่งมาจากการตัดสินของกรรมการพิเศษ มี 10 คน ซึ่งหลวงพ่อก็เป็นหนึ่งในนั้น

หลวงพ่อซื้อตั๋วมากำหนึ่ง ให้ผมกะปูซังคนละใบ ส่งให้คุณย่าสองใบ แล้วแกก็บอกว่าไม่พอเอาใหม่ได้ (คุณยายโตโยต้าควักตังกินเอง ญี่ปุ่นคงไม่มีธรรมเนียมเลี้ยงกัน)

แต่ละร้านนี่มาถึงก็จัดการนวดแป้ง ทำเส้นกันสดๆ ที่นั่น คนมากินก็นั่งดูว่าร้านไหนทำเส้นเซียนกว่ากัน แล้วค่อยไปซื้อตั๋วเลือกร้าน เออ แปลกดี

หลวงพ่อมาถึงก็ซัดไป 6 ชาม ร้านละชาม ร้อนสลับเย็น คงเพราะต้องตัดสินเลยกินหมดทุกร้าน

ผมกะปูซังซัดไปคนละชาม ตอนนั้นอากาศหนาวมาก 10 องศาได้ ผมอยากได้ร้อนๆ แต่พอยื่นไปที่ร้านหนึ่งกลับได้โซบะเย็น เอาก็เอาวะ

ที่ได้มาคือ อาคิโมมิจิโซบะ (โซบะฤดูใบไม้ร่วง) ของร้านอะไรก็ไม่รู้ จำชื่อไม่ได้แต่คนขายสวย เป็นโซบะเย็น น้ำซุปปลาคัทสึโอะ เครื่องพิเศษคือ ยามะอิโมะ (มันภูเขาขูด) ปกติเราจะใช้ไดโกะ (หัวไชเท้า) แต่ร้านนี้บอกว่าเอามันขูดนี่แหลเะใส่ลงไป ผมลองกินแล้ว มันลื่นๆและหอมกว่าหัวไชเท้า แต่ขาดความเผ็ดร้อนไป ว่าง่ายๆ คือจืดอะ ไม่มีโชยุเติมด้วยสิ จะกินอีกชามก็ยัดไม่ลงแล้ว เมื่อเช้ากินมาเยอะ

ร้านที่สอง ร้านนี้ขายแบบร้อน ใส่นารุโตะ(ลูกชิ้นปลา) กับหน่อไม้

ร้านที่สามเป็นร้านเก่าแก่ประจำเมือง ในภาพนี่คุณพ่อกับคุณลูกกำลังช่วยกันลวกเส้น

ร้านที่สี่ ร้าน ซารุโซบะ เล่นคำว่า ซารุ (ลิง) ร้านนี้เป็นแบบเย็น

ร้านที่ห้า ตัวแทนจากเมืองข้างๆ ร้านนี้ขายแบบร้อนใส่เต้าหู้

ร้านสุดท้าย แบบเย็นเช่นกัน

คุณยายซัดไปสอง แบบร้อนทั้งนั้น แล้วบอกว่าอร่อยดี ไม่ค่อยได้กินข้าวนอกบ้าน

ไม่นาน ซุยกะและยูอิกะก็มากับคุณแม่ หลวงพ่อแจกตั๋วให้คนละใบ คุณแม่สองใบ เป็นเด็กๆ คู่เดียวที่มางานนี้กระมัง คนอื่นๆ เป็นผู้ใหญ่กับวัยรุ่นทั้งนั้น

ซุยกะสู้กลองตลอด ยูอิกะก็อายม้วนตลอด ด้านหลังทางซ้ายจะเห็นถังเหล้าสาเกแบบญี่ปุ่น

กินเสร็จ เขาบอกว่าจะพาเด็กๆ ไปห้องสมุด ซุยกะและยูอิกะชอบอ่านหนังสือ

หลวงพ่อพาไปพักที่บ้าน บ่ายสองจะพาไปดูกลอง

จ้าวยุทธจักรกลองไทโกะ

คงรู้จักกลองญี่ปุ่นกันนะครับ กลองอันโตๆ ที่ตีตรงกลางงานวัด วันนี้เราจะไปดูศิลปปินกลองไทโกะกัน

ศิลปินกลองไทโกะคนนี้ ชื่อ ฮายาชิ อีเท็ตสึ เป็นศิลปินระดับชื่อก้องโลก มีเวปไซต์ด้วย http://www.eitetsu.net/

ผมก็สงสัยว่า ทำไมคนชื่อดังอย่างนี้ถึงมาเล่นในเมืองเล็กๆ อย่างนี้ พอมาดูประวัติ อ๋อ แกเป็นชาวฮิโรชิม่านั่นเอง หลวงพ่อว่าผมโชคดีมากที่ได้มาดู เพราะปกติอีเท็ตสึจะแสดงในงานใหญ่ๆ และค่าบัตรแพงๆ เท่านั้น

สถาณที่แสดงคล้ายกับโรงละครประจำจังหวัด ดูท่าจะมีการแสดงดนตรี ศิลปะต่างๆวนเวียนกันทั้งปี รอบที่อีเท็ตสึมานี้ ตั๋วขายหมดตั้งแต่วันแรก หลวงพ่อจองไว้ห้าที่ สำหรับตัวแก คุณยายทั้งสอง และชาวไทยอีกสอง

ในโรงละครห้ามถ่ายรูป การแสดงสรุปได้ว่า มันผสมง่วง เพราะเป็นเครื่องเคาะไม่มีเสียงคนร้อง จะมีบางช่วงที่เพลงฟังดูเรื่อยๆ และช่วงที่อึกทึก ช่วงแรกนี่เรื่อยๆ และผลัดกันโซโล เลยหลับไปนิดนึง (หลวงพ่อก็หลับ)

ช่วงหลังนี่ อีเท็ตสึและศิษย์ 4 คน โชว์การประสานกลองห้าตัวเข้าด้วยกัน มันชะมัดยาด ท้ายสุด อิเท็ตสิโชวเดี่ยวกลอง กลองตัวเดียวตีได้ไม่รู้กี่เสียง ตีขอบบ้าง กลางบ้าง เปลี่ยนไม้บ้าง เอามือตีมั่ง

เสร็จจากการแสดงกลอง ก็เป็นคราวของเราละที่จะต้องทำกับข้าวให้ชาวญี่ปุ่นกิน หลวงพ่อถามว่าทำได้ไหม เขาอยากลองกินอาหารไทย ทางเราก็เตรียมการมาอยู่แล้ว เลยตอบรับว่า "ไฮ้"

จอมโหดกระทะเหล็ก

ปูซัง จะโชวอาหารของชาวเชียงใหม่ แกงฮังเล และไข่เจียว ผมใช้ท่าไม้ตายของชาวไทย ต้มยำกุ้ง และผัดเปรี้ยวหวาน

ผมมีปัญหาในการหา มะนาว ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก และน้ำปลา ของพวกนี้ไม่มีขายทั่วไป

มะนาว ไปได้มะนาวพิลิปปินส์มา ไม่ค่อยเปรี้ยวเท่ามะนาวไทย ไม่อยากใช้เลมอน

ตะไคร้ ที่นี่เรียกว่า เลมอนกราส ใส่ขวดเหมือนเครื่องยา

ใบมะกรูด มีแบบแพค เป็นใบมะกรูดแห้ง 300 เยน มีไม่กี่ใบ

น้ำปลา บอกว่า Fish Sauce ไม่มีใครรู้จัก บอกว่า นำปุลา (เวียดนาม) ถึงจะรู้ เค็มไม่เท่าทิพรส ต้องใส่เยอะๆ

พริก เจอแบบแพค 300 เยนเหมือนกัน

กุ้งกับเห็ด ญี่ปุ่นมีเยอะ เห็ดถูกด้วย

สรุปว่า เครื่องปรุงที่นั่นรสอ่อนหมดเลย ต้องใส่เยอะๆ ใครจะไปทำให้คนญี่ปุ่นกิน อย่ากะเอานะ ต้องชิมเรื่อยๆ

ผัดเปรี้ยวหวานไม่มีปัญหา ขอแค่มีสัปปะรดก็พอ

ปูซังยิ่งง่าย เครื่องฮังเลทำมาจากบ้าน หั่นเนื้อใส่อย่างเดียว

เอาละครับ หลวงพ่อบอกว่า จะมีแขกมากินข้าวด้วย คือ คุณตาโตโยต้ากับคุณยายโตโยต้า ผมก็ยิ่งเกร็งสิ

เริ่มมาแล้วครับ ปูซังเริ่มตั้งเครื่องแกงฮังเล กลิ่นขจรไปทั่วบ้าน เด็กๆ มาแอบดูที่ประตู แล้วร้องว่า "คาเร คาเร" (แกงกะหรี่น่ะแหละ เด็กญี่ปุ่นคงชอบ)

พอถึงตาผม น้ำเดือด ใส่ซุปก้อน ข่าตะไคร้ใบมะกรูดสเด็จลงไป มะนาวมีเท่าไรใส่หมด กลิ่นฟุ้งเต็มบ้าน หลวงพ่อถึงกับมายืนดม (ชาวญี่ปุ่น เวลาดม จะเอามือโบกควันเข้าหาตัว)

รายละเอียดอื่นๆในการทำครัวไม่ขอกล่าว สรุปได้ว่า มั่วมาก

อาหารเสร็จจนได้ ปูซัง บอกว่า ."แย่แล้ว กะเครื่องแกงผิด ใส่มากไป" ผมชิมดูแล้วก็บอกกับตัวเองว่า ตายห่ะ มันเผ็ดขนาดนี้ แต่ก็คิดว่าโอเค ก็ตักน้อยๆ แล้วกัน

คุณแม่มาช่วย แกถามว่า "แกงนี้ กินกับข้าวหรือเปล่า" ผมก็พาซื่อตอบว่า "ใช่" โดยลืมวัฒณธรรมการกินของชาวญี่ปุ่นไป

ถ้าเป็นคนไทย ก็ตักน้อยๆ ได้นะครับ แต่นี่ชาวญี่ปุ่น เขาจะตักเป็นของใครของมัน ดังนั้น แกงมหาเผ็ดของเรา จึงไปอยู่ในจานข้าวของทุกคนไม่เว้นเด็กๆ โดยที่ผมและปูซังห้ามไม่ทัน พอยกของออกมาจากครัว เห็นแกราดไปเรียบร้อยสวยงามแล้ว ได้แต่มองหน้ากันทำตาปริบๆ

เอ้า ถึงขั้นนี้ก็ต้องกินละวะ ไม่ทันไร ได้ยินเสียงยูอิกะร้องว่า ฮอตโตะ (เผ็ด) แล้วไปเอานมมากินด้วย ซุยกะก็แก้มแดงยังกะแอปเปิล พอยูอิกะซดต้มยำกุ้งเข้าไป ก็หน้าเบ้เพราะมันเปรี้ยวมากเมื่อเทียบกับลิ้นคนญี่ปุ่น ...ขอโทษน้า

ในโต๊ะกินข้าวนอกจากเรา และครอบครัวหลวงพ่อ ยังมีคุณตาและคุณยายโตโยต้า หลวงพ่อแนะนำตัว พวกเรา เราก็ทักทายอย่างเป็นทางการ นั่งลงคำนับกัน ผมแถมไหว้แบบไทยไปด้วย

คุณตาโตโยต้า ปีนี้อายุ 85 ปี อาชีพชาวสวนแอปเปิลและปลูกดอกไม้ในเรือนกระจก มือยังไม่สั่น หูตายังดี ฟันอยู่เต็มปากเคี้ยวเนื้อสบายๆ

แต่ก่อนแกเคยเป็นทหารไปรบในเมืองจีน และถูกจับเป็นเชลยอยู่ที่นานกิงหนึ่งปี แกเล่าให้ฟังว่า ลำบากมาก ต้องทำงานหนัก อาหารไม่พอ กินน้ำสกปรก แต่แกไม่เคยป่วย(ตรงนี้ภูมิใจมาก) สุดท้ายกองทหารญี่ปุ่นบุกเข้าค่ายเชลย ช่วยแกออกมาได้ แกรับใช้ชาติอยู่อีกสองปีจนสงครามเลิก จึงปลดประจำการ กลับมาทำสวนอยู่ที่นี่

คุณตาโตโยต้าซัดแกงเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อย แล้วบอกว่า "อาหารที่เมืองจีนเผ็ดกว่านี้" กินเบียรแกล้มไปหลายกระป๋อง คุณย่ามิจิเอะกับคุณยายโตโยต้าก็กินไปคุยวิจารณ์อาหารกันหนุกหนาน

จากนั้นก็เป็นการสนทนากันระหว่างคุณตาโตโยต้า กับผมและปูซัง หลวงพ่อเป็นล่ามตามเคย บทสนทนาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเกษตร

===========================================

คุณตา :พวกเจ้าหน้าตาเหมือนคนญี่ปุ่นเลยนิ

ผม : บังเอิญมั้งครับ (ไม่กล้าบอกว่ามีเชื้อจีน กลัวสะกิดแผลเก่า)

คุณตา : อาหารพวกนี้เหมือนอาหารจีนเลยนิ

ผม :เมืองไทยมีคนจีนอพยพอยู่มากครับ

คุณตา : ตอนที่ข้าอยู่เมืองจีน ก็เห็นว่าการเพาะปลูกที่นั่นไม่ค่อยดี คงอพยพไปหาที่ทำกินละสิ

ผม :ครับ เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ มีน้ำมาก มีที่ราบกว้างมาก ภูเขาน้อย เลยมีที่เพาะปลูกเยอะ

คุณตา : ไม่มีภูเขา แล้วน้ำมาจากไหน (ตรงนี้คุณยายมิจิเอะ มาสะกิดคุณตา แล้วช่วยบอกแทนเรา ขอบคุณค้าบ)

หลวงพ่อแปลให้ฟัง

ผม : เมืองไทย นี่มีแม่น้ำใหญ่ๆ และมีปลาใหญ่ๆ มากครับ

คุณตา : ข้าเคยกินปลาขนาดใหญ่ที่เมืองจีน รสชาตมันไม่ได้เรื่องเลยนิ

===========================================

คุณตา : เมืองไทย ปลูกอะไรกันบ้างนิ

ปูซัง : ข้าว เป็นหลัก

คุณตา: ผลไม้ละ

ปูซัง : เมืองไทยมีผลไม้เยอะมาก ในหนึ่งเดือนเราจะมีผลไม้กินหลายอย่างไม่ซ้ำกัน มีบางอย่างมีกินทั้งปีด้วย

คุณตา : ที่นี่มีริงโกะ(แอปเปิล) เกรฟฟุ(องุ่น) คาคิ(พลับ) ที่มีทั้งปี สวนของข้ามีแอปเปิลดีๆ เยอะเลย

ผม : ที่เมืองไทยมีทั้งปี คือกล้วย และมะม่วง กล้วยเมืองไทยส่งมาที่ญีปุ่นด้วย

คุณตา : กล้วยที่เมืองจีนก็เยอะเหมือนกัน อากาศที่นั่นคงคล้ายไทย

ผม : คนไทยกินดอกของกล้วยด้วยนะ ดอกกล้วยใหญ่มาก เอามาทำกับข้าวได้

(หลวงพ่อแปลให้ฟัง ทุกคนทำหน้าตาตื่น คงไม่มีใครรู้จักหัวปลี)

========================================

ผม : ตอนนี้สวนของคุณตาเป็นยังไงบ้าง

คุณตา : ปีนี้อากาศดี แอปเปิลออกผลดี แต่พวกสัตว์ป่ามากินไปเยอะ ก็พวกทานุกิ ชาวสวนไทยเจอปัญหานี้ไหม

ผม : มีครับ เมืองไทยมีสัตว์เยอะมาก และที่เป็นปัญหาต่อการเกษตรก็มาก เอาตั้งแต่ตัวใหญ่ คือช้าง

คุณตา : ช้างนี่นะ

ผม : ครับ ช้างป่าที่ขาดอาหารจะบุกไร่ข้าวโพด ทุกอย่างจะถูกทำลาย ไม่มีใครหยุดมันได้

คุณตา อืมมๆ น่ากลัวนิ (แกคงนึกภาพช้างกำลังลุยสวนแอปเปิล) แล้วมีอะไรอีก

ผม : พวกสัตว์เล็กก็มากครับ กระรอก หนู มีมาก งูก็เป็นปัญหากับบ่อปลามาก

คุณตา : ได้ทำตาข่ายกั้นมันหรือเปล่า

ผม : ได้ผลกับบางชนิดเท่านั้นครับ บางตัวเช่น ค้างคาว(bat) และตัวเงินตัวทอง(moniter) นี่กันมันไม่ได้เลย

คุณตางง แกไม่รู้จักทั้งสองตัว หลวงพ่อ แปลค้างคาวว่า โคโมริ ส่วนตัวเงินตัวทองนี่หลวงพ่อก็ไม่รู้จัก

คุณตา : ค้างคาวมันมาจากบนฟ้านี่นะ คงต้องยิงมันอย่างเดียว (เมืองไทยวางเบ็ดกันครับ ผมอธิบายไม่ถูก)

หลวงพ่อ :ในโบสถวัดนี้มีค้างคาวอยู่สองสามตัว แต่ไม่เคยรู้ว่ามันกินผลไม้ด้วย

คุณตา : แต่อีกตัวนี่ละ

ผมก็พยายามอธิบายว่าตัวเงินตัวทองหน้าตาเป็นยังไง บอกว่าเหมือนอีกัวน่าก็ไม่รู้จัก สุดท้ายต้องบอกว่าเหมือนจระเข้ขนาดเล็ก แกก็อ๋อ เพราะเคยเจอที่เมืองจีน

=======================================

ผม : หน้าฝนเมืองไทยฝนตกเยอะมาก และมีน้ำท่วม ตอนนี้บ้านของผมกำลังถูกน้ำท่วมอยู่

คุณตา : ที่นี่ก็มีน้ำท่วม แถวนี้อยู่ที่สูงคงไม่ท่วม แต่ที่นาต่ำๆ ท่วมกันมาก มีดินถล่มและเรามีคลื่นสึนามิ มีไต้ฝุ่น มีแผ่นดินไหวด้วย คนญี่ปุ่นต้องพบกับภัยธรรมชาติพวกนี้มาก(ผมคิด ญี่ปุ่นนี่สารพัดภัยเลยนี่หว่า ดินน้ำลมไฟครบหมด )

คุณตา :ตอนข้าอยู่เมืองจีน คนจีน ทำอาหารกันนอกบ้าน

ผม : คนไทยก็ทำเหมือนกัน ครัวของเราส่วนใหญ่จะเปิดโล่งเพราะอากาศร้อน

คุณตา : อากาศเมืองไทยร้อน พืชผักคงโตไวนิ

ผม : ไวมาก ผักของเราปลูกสองเดือนก็กินได้ ทำนาได้ปีละสามครั้ง

คุณตา : (ตกใจ กระซิบกับคุณยาย) ทำได้ปีละสามครั้งเลยเหรอ ที่นี่ปีละครั้งเดียว แต่ข้าวที่ได้ก็พอกินไปทั้งปีนิ ว่าแต่ว่า อากาศร้อนอย่างนั้น ปลูกแอปเปิลได้ไหม

ปูซัง : มีการปลูกผลไม้เมืองหนาวพวกแอปเปิล พลับ บนภูเขา เป็นโครงการของพระเจ้าอยู่หัว

หลวงพ่อ : พวกเขารักโอซามา (กษัตริย์)มาก

คุณตา :(ยิ้ม) ข้าก็รักพระจักรพรรดิมากเหมือนกัน

======================================

สี่ทุ่ม คุณตาลากลับ หลวงพ่อบอกว่า พรุ่งนี้ไม่มีโปรแกรมไปไหน เพราะแกมีกิจนิมนต์ เขาจะให้ซูยกะและยุอิกะพาผมไปเที่ยวแถวๆนี้

คืนนั้นฝนตกหนัก น้ำไหลเป็นสายจากชายคา หยดลงอ่างน้ำหน้าโบสถ เสียงตัวอะไรบินอยู่ในโบสถ ค้างคาวที่หลวงพ่อว่าแน่แล้วฝนตกหนักมันคงออกไปจับแมลงกินไม่ได้

กบเขียดออกมาร้องก้องวัดไม่รู้ว่าผมอุปปาทานไปหรือเปล่า ว่ากบที่ญี่ปุ่นมันร้อง เคโระ เคโระ และมีเขียด ร้องแหลมๆ ว่า กิโระ กิโระ

===========================================

สามวันในวัดไซเนนจิ วันที่สาม /หนูน้อยพาเที่ยว -งานศาลเจ้าชินโต

ตอนเช้า ละอองฝนยังโปรยปรายอยู่บนฟ้า

หนาว หนาวมากครับ แทบไม่อยากจะออกจากห้องนอนเลย

บ้านคนญี่ปุ่นเป็นเหมือนกล่อง ที่เอาประตูโซอุฉิ(ประตูไม้โปร่งปิดกระดาษ) มากั้นไว้ เมื่อปิดจะกั้นลมได้ทั้งหมด เมื่อเปิดออกมาก็เหมือนกับรับลมเข้ามาเต็มๆ

นอกจากความหนาว ความชื้นจากสวนที่มีต้นไม้รอบๆ และละอองฝน ทำให้พื้นไม้กระดานเย็นเจี๊ยบ ผมเข้าใจเลยว่าทำไมชาวญี่ปุ่นต้องใส่ถุงเท้ากันตลอดเวลา

ผมลุกขึนมาล้างหน้าล้างตา แล้วเดินไปที่ระเบียงหน้าโบสถ นั่งบนพรมที่หน้าโบสถ มองไปที่หอระฆังข้างหน้า

เม็ดฝนหยดจากหลังคาลงกระถางรับน้ำหน้าโบสถ ตึ๋ง ตึ๋ง

เสียงน้ำไหลในร่องน้ำข้างบ้าน จ๊อกจ๊อก ทำให้รู้บรรยากาศในวัดน่ารื่นรมยขึ้นอีกเป็นกอง

ใจผมคิดว่า ขาดไม้กระดกป๊อก ป๊อก อีกชิ้นเดียวก็เปอร์เฟคแล้ว เอ้อ เสียงนกร้องด้วย วัดนี้อยู่บนเขา แต่ผมยังไม่ได้ยินเสียงนกร้องสักตัว มันคงอพยพหนีหนาวกันแล้ว

คุณย่าเปิดประตูออกมาดู ก่อนจะร้องอรุณสวัสดิ์ แล้วถามว่านอนหลับสบายไหม จากนั้นคุณย่าพูดมาเร็วจี๋ ผมฟังไม่รู้เรื่องแน่ นอกจากคำว่า ซาคะนะ (ปลา) กับตัวเลขเจ็ด (แกแบมือขวา เอามือซ้ายชูมาสองนิ้วแปะไปบนมือข้างที่แบ) จากนั้นพูดอีกประโยค มีคำว่าโคโดโมะ (เด็ก) และทำมือวนไปรอบๆ เอาละ คุณย่าบอกว่าอะไรกันนะ

หมายเหตุ -ชาวญี่ปุ่นมีวิธีบอกตัวเลขคือ ถ้าเลขหนึ่งถึงห้าก็ใช้มือเดียวเหมือนเรา ถ้าหกจะแบหนึ่งมือ แล้วมืออีกข้างกำ โผล่นิ้วชี้แล้วเอานิ้วแปะไปบนมือข้างที่แบ ถ้าเจ็ดก็สองนิ้ว

คำถาม ถ้ามีคำว่า ปลา เลขเจ็ด เด็ก และรอบๆ จะหมายความถึงอะไรได้บ้าง

ก. เด็กๆ ไปจับปลาแถวๆ นี้ มาได้เจ็ดตัว

ข. เด็กๆ เจ็ดคน จะพาไปตกปลาแถวๆ นี้

ค.เจ็ดโมงเช้าแถวๆ นี้จะมีงานขายปลา เด็กๆ จะไปเที่ยวงาน

ง. เจ็ดโมงเช้า มากินปลาแล้วพวกเด็กๆ จะพาไปเที่ยวแถวๆนี้

ผมคิดว่าข้อสี่แน่ๆ เลย ดังนั้นจึงออกกำลังกายแก้หนาวสักนิด จากนั้นก็ไปกินข้าว อาหารเช้ามีปลาต้มกับอิโมะ(มัน) ปลาเล็ก คอนยัคกุ(บุก)ผัดกับสาหร่าย มิโซะซุบ และข้าว วันนี้คุณย่าเปิดกระป๋องสาหร่ายแผ่นส่งให้ด้วย สงสัยกลัวไม่อิ่ม

กินกันสองคนเหมือนเคย ตอนเช้าคงเป็นเวลาของครอบครัว

พอกินเสร็จ ผมถามคุณย่า แกว่าเด็กๆ กำลังกิน ส่วนหลวงพ่อกินเสร็จแล้ว กำลังจะออกไปข้างนอก ผมและปูซังไปลาแก แกว่าเที่ยงกลับมา

ผมกลับมานั่งคุยกันสักครู่ คุณย่าเข้ามาอีก พูดเร็วจี๋อีก มีคำว่า ริงโกะ(แอปเปิล) และ โตโยต้า และในมือมีถุงใส่แอปเปิลสี่ลูก ส่งให้เรา นี่ต้องเป็นแอปเปิลจากสวนคุณตาโตโยต้าแน่นอน

กินข้าวเสร็จแล้ว ปูซังบอกว่าหนาวขออยู่ในห้องดีกว่า ผมออกไปเดินหาแดดเจอแดดอ่อนๆหน้าโบสถ ผม ผมนั่งดูไม้กระดานแผ่นโตๆ ขื่อวัดไม้เก่า ต้นแปะก๊วยสีเหลือง ต้นโมมิจิสีแดง ต้นไม้อื่นสีเขียว ตัดกันสามสี และพื้นสนามหน้าโบสถที่ตอนนี้เหลืองอร่ามเป็นพรมทองด้วยใบแปะก๊วยที่ร่วงหล่นจากฝนเมื่อคืน

ยูอิกะ วิ่งเข้ามาหา ส่ง นสพ เจแปนไทมส์ให้ บอกว่า "ต๊ะซัง ชิมบุ้ง(หนังสือพิมพ์)" แล้วก็วิ่งจู๊ดๆ ไป แล้วแอบมอง ผมก็แกล้งอ่านสนองเจตนารมย์ของเด็กน้อย

จากหน้าโบสถ เห็นยูอิกะ กับซุยกะวิ่งเล่นกันหน้าบ้าน เริ่มจากเล่นใบพัดไม้ไผ่ ก็เปลี่ยนเป็นจานร่อน โยนกันไปโยนกันมา ผมนึกสนุกก็เข้าไปโยนด้วย พยายามโยนให้เข้ามือยูอิกะ แกก็ชอบใจที่รับได้

โยนกันสักพัก คุณแม่ออกมาเรียกลูกสาวสองคนเข้าไป สั่งอะไรอยู่สักครู่หนึ่ง ก็เดินมาบอกผมว่า จะให้เด็กทั้งสองคนพาไปเที่ยวแถวๆ นี้ ตัวแกจะทำสวน ถอนหญ้า และดูแลดอกไม้ในวัด

มีวัดก็ต้องมีสุสาน สุสานนี้อยู่หน้าวัดพอดิบพอดี ได้รับการดูแลอย่างดี เข้าใจว่าเป็นสุสานประจำตระกูลคุริฮาระของหลวงพ่อ

เอาละ ผมว่าจะไปตามปูซัง ซุยกะเสนอว่าจะไปตามเอง แล้วพูดออกมาว่า "ปูซัง โนะ โคทาสึ" คงหมายความว่าปูซังซุกอยู่ในโต๊ะโคทาสึ

เอาละ ออกเดินทางกันได้ ที่แรกคือเด็กทั้งสองพาไปโรงเรียนของแก

โรงเรียนแห่งนี้ ชื่ออะไรไม่รู้ ผมถามซุยกะแล้วแต่จำไม่ได้(ใครอ่านออกโพสบอกที) มีนักเรียนรวมหกชั้นปี เพียง 19 คน คุณแม่ก็บ่นว่า หนุ่มสาวเข้าเมืองกันหมด ไม่มีใครอยากเป็นเกษตรกร ชนบทมีเด็กน้อยมาก ยูอิกะมีเพื่อนร่วมชั้นเพียงคนเดียว เธอจะไม่คุ้นเคยกับคน (ผมบอกว่าผมเรียนในห้องที่มีเด็ก 50 คน คุณแม่ก็บอกว่า เยอะไปมั้ง)

โรงเรียนแห่งนี้เดิน 10 นาทีจากวัด เป็นตึกสองชั้นรั้วรอบขอบชิด มีสนามหน้าโรงเรียนกว้างขวาง ชั้นบนมีตาข่ายกันตก ซุยกะชี้บอกว่าตรงไหนคือห้องของเธอ ตรงไหนเป็นอะไร ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องก็ชมไปตามเรื่อง

หลังจากนั้นก็พาไปดูสวนแอปเปิล ป่าไผ่ ทักทายกับคนปลูกผักปลูกผลไม้แถวนี้ ชี้ให้ดูคอกวัว เล้าหมู และฟาร์มไก่ พาไปดูถังเก็บน้ำของชาวบ้าน ระหว่างทางก็ร้องทักทายชาวบ้านเสียงดัง คิดว่าคนแถวนี้คงรู้จักเด็กสองคนนี้กันหมดเพราะเป็นลูกของเจ้าวัด

รอบข้างเป็นสวนผลไม้สลับนาแปลงเล็กๆ ผมนึกถึงอนิเมชั่นเรื่อง โทโทโระ ยิ่งมากับเด็กสองคนด้วย ต่างจากโทโทโระที่ผู้ร่วมทางอีกคนคือปูซัง ไม่ใช่เจ้าตัวขน

ขากลับผมพยายามคุยกับเด็กๆ โดยการเปิดตำราพูด และช่วยกันเดาความหมายที่เด็กพูดมา

บอกว่าเมืองไทยร้อนมาก มีนกมาก คนไทยชอบไปทะเล ๆลๆ ก็พอจะรู้เรื่องกันได้ ซุยกะชอบวิ่งมาราธอน ยูอิกะชอบขี่จักรยาน เธอขี่จักรยานล้อเดียวเก่งมาก และขี่จักรยานสองล้อได้ไวมาก แล้วผมก็ชวนมาเที่ยวเมืองไทย เด็กๆ บอกว่าไม่ชอบอากาศร้อน ผมว่าไม่อยากเห็นช้างเหรอ ไทยมีช้างเยอะ เดินตามถนนเลย

พอกลับไปที่บ้าน เด็กๆ ไปเล่นกันผมกับปูซังไปห้อง พอเที่ยงก็มาที่ห้องกินข้าว เป็นส่วนที่ครอบครัวของเขากินข้าวกัน หลวงพ่อกลับมาแล้ว คุณยายไปกินข้าวที่บ้านคุณยายโตโยต้า คุณแม่บอกว่า วันนี้กินสปาเกตตี้กันนะ เด็กๆ ก็ร้องเย แต่เห็นยูอิกะซึม ไม่รู้เพราะอะไร คนพี่ชวนเล่นก็ไม่เล่น สะบัดฮึดฮัด

หลวงพ่อบอกว่า เดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะให้ไปดูงานเทศกาลที่ศาลเจ้าชินโต ตัวหลวงพ่อไม่อาจพาไปได้เพราะเป็นเจ้าวัดมหายาน เขาจะให้เด็กๆ พาไป คุณแม่ก็อธิบายว่า ถ้าไปร่วมงานน่ะไม่ได้ แต่ถ้าไปดูเฉยๆ ละได้เพื่อนๆ ของยูอิกะ หลายคนได้แต่งตัวและเต้นรำในงานนี้ แต่ยูอิกะไม่ได้เต้น เพราะเป็นลูกเจ้าอาวาสวัดมหายาน นี่เองเป็นสาเหตุที่เธองอแง

กินสปาเกตตี้ที่ใส่ผักเยอะเนื้อน้อยหมดแล้ว (เด็กๆใช้ส้อมส่วนตัวกิน) คุณแม่ก็บอกให้ไปได้ ยูอิกะแทบจะวิ่งนำหน้าออกไปเลย

เวลาบ่ายสองโมงได้ แต่ลมแรงและฝนลงเม็ด เด็กสองคนใส่หมวกใส่เสื้อกันหนาวตัวเดียววิ่งนำไป ผมกับปูซังเดินตามสั่นงั่กๆ เจ็บทั้งหู เจ็บมือเท้าไปหมด

เดินลงจากภูเขา อ้อมมาด้านหลังวัด ถึงถนนใหญ่ มีซุปเปอร์มารเก็ตตั้งอยู่ในที่โล่ง คงเป็นร้านประจำหมู่บ้านแถวนี้ ได้ยินเสียงกลองกับฉาบดังมา เห็นกลุ่มคนใส่ชุดสีฟ้า เดินเป็นขบวน หัวขบวนมีคนใส่เสื้อแดง และตรงกลางขบวนมีคนแบกอะไรสักอย่างมีลักษณะเหมือนผ้ายาวๆ

พอเดินเข้าไปใกล้ ขบวนที่ว่าก็เริ่มออกเดินผ่านทุ่งนาไปที่ประตูศาลเจ้าที่เห็นลิบๆ เคาะฉาบตีกลองไปด้วย เราไปถึงทางขึ้นศาลเจ้าก่อนขบวนไปถึงไม่นาน ก็เห็นว่า ตัวสีแเดงๆที่นำขบวน คือเทนงุ ผ้ายาวๆ ที่แบกกันมา คือสิงโตนั่นเอง นี่คือการแห่เจ้าแบบญี่ปุ่น

ไม่นาน สิงโตจากแต่ละหมู่บ้านก็มา มีทั้งหมดสามตัวด้วยกัน อีกหมู่บ้านหนึ่งไม่มีสิงโตแต่มีเด็กๆ แต่ชุดสีสดฟ้อนรำ อีกหมู่บ้านหนึ่งยกกลองชุดมาสิบกว่าใบ

ผู้เฒ่าของห้าหมู่บ้านมารวมกันที่หน้าบันได ร้องให้สัญญาณแล้วขึ้นบันไดไปพร้อมกัน

ขบวนทั้งหมดหยุดลงที่ลานก่อนถึงยอดเขา เป็นลานโล่ง กวาดไว้เรียบร้อย มีข้าวเปลือกโรยไว้กองหนึ่ง ผู้เฒ่าเดินขึ้นไปข้างบนยอด สิงโต นางรำ และกลองก็เริ่มบรรเลงในลาน ผู้ชมมาเยอะขึ้นเรื่อยๆคุณแม่เอาเสื้อกันหนาวตามมา แต่เด็กๆ ไม่สนใจเพราะกำลังเฮอากับเพื่อน

ข้างบน นักบวชชินโตสวมหมวกทรงสูง กำลังอ่านโองการ หยิบธนูกับไม้ปัดรังควาญมากวัดแกว่ง นักบวชรูปอื่นสวดมนต์กระหึ่ม มิโกะสี่นางออกมาฟ้อนรำ นักบวชสวมหมวกทรงสูงเดินเข้าไปคำนับด้านในสุด แล้วอ่านโองการยืดยาว

ผมถือโอกาสนั้นเดินตามเด็กๆ ดูรอบๆ เด็กทั้งสองกับคุณแม่ เพิ่งจะได้มางานนี้เป็นครั้งแรก งานนี้มีทุกปีแต่ไม่เคยได้มา ปีนี้ ที่ได้มาเข้าใจว่าเป็นเพราะต้องการพาผมมาดูด้วย

ข้างหลังศาล มีมิโคชิ(เกี้ยวเจ้า) หลังหนึ่งตั้งอยู่ มีร่องรอยว่าเตรียมการหามลงไป มีข้าวสารโปรยอยู่รอบๆ

กรรมการศาลเจ้าเริ่มประกาศ ให้ผู้ร่วมงานขึ้นมาจับสลาก รางวัลที่ออกมีผ้าเช็ดตัว ทิชชู ขนมปังและสายไหม ผมมั่วไปล้วงกะเขาด้วย ได้สายไหมมาถุงนึง แทะกินกะปูซัง (ไม่กล้าเอาให้ลูกเขากินอะ)

นักบวชยังสวดมนต์เรื่อยๆสิงโตก็เต้นวนไปมาบนลาน คนเต้นสิงโตล้วนอายุมากๆ ทั้งนั้น คนที่เป็นหัวขบวนสูงอายุมากจนผมตกใจว่าเต้นเข้าไปได้ยังไง

คนเต้นสิงโตอีกคนหนึ่ง มาทักคุณแม่ คนนี้คือคุณตามินาคาวะ อายุ79 ปี พอคุณแม่แนะนำตัวว่า ผมและปูซังเป็นคนไทย แกก็บอกว่าแกเคยไปเมืองไทย ผมก็ดีใจถามว่าชอบเมืองไทยไหม แกว่า ตอนนั้นไปในหน้าที่ แกเป็นทหาร ไปคุมงานสร้างทางรถไฟ (อุยโย จะมีสายไหนนอกจากที่กาญจนบุรี) ผมก็หัวเราะแหะๆ คุณแม่แนะนำว่า ตอนนี้เขาเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินมากมาย ปลูกผลไม้ ดอกไม้ เลี้ยงวัว ไก่ เยอะ

สักพัก ผู้เฒ่าของหมู่บ้านลงมาข้างล่าง สิงโตหยุดเต้น ฆ้องกลองหยุดประโคม เกี้ยวมิโคชิถูกหามลงมาจากเขา วนไปรอบหมู่บ้าน ขบวนสิงโตตามไปด้วย มาถึงตรงนี้คุณแม่ก็ชวนกลับบ้าน เพราะถ้าไปเดินกับเขาด้วยจะไม่เหมาะแล้ว

ระหว่างทางเดินกลับ ยูอิกะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เล่นกับพี่สาวเสียงดังตลอดเวลา ผมกับปูซังเดินหนาวงั่กๆ กลับวัด อุณหภูมิ 4 องศา ปูซังเป็นหวัดทันที

ถึงวัดก็บ่ายสี่โมง ใกล้จะได้เวลาที่ต้องกลับแล้ว

ผมไปกราบลาคุณย่า แกบอกว่า ไม่เป็นไร เห็นผมกะปูซังเหมือนลูกเหมือนหลาน แกจะไปเมืองไทยเร็วๆ นี้ ปีที่แล้วคนมาเลเชียมาโฮมสเตย์ ปีนี้แกไปเที่ยวมาเลเชีย ปีหน้าแกจะไปเที่ยวเมืองไทย ผมและปูซังก็ตอบรับด้วยความยินดี

หลวงพ่อแต่งตัวเต็มยศ มาชวนเราออกไปถ่ายรูป แล้วก็ออกไปธุระข้างนอก บอกให้คุณแม่ไปส่งพวกเรา แล้วตัวแกจะไปส่งอีกทีในงานเลี้ยงอำลา ก่อนไปแกให้ของขวัญ เป็นธูปและเทียน ยี่ห้อ "ไซเนนจิ"

ผมก็ไปบ๊ายบายซุยกะยูอิกะ ยูอิกะยังอายตามเคย บอกเธอว่า จะเขียนจดหมายมาหานะ (ตอนนี้เพิ่งส่งโปสการ์ดไปใบเดียว)

คุณย่า บอกว่า ให้ไปสวดมนต์ แกก็พาไปสวดมนต์ ทำนองว่าลาพระกลับบ้าน ตอนเข้ามาก็สวดทีนึง คล้ายๆ งี้แหละ คุณย่านำสวดด้วยเสียงต่ำๆ ฟังดูเศร้าพิกล

จากนั้นคุณย่าคว้ากล้องถ่ายรูปส่วนตัวของแกออกมา ชวนผมและปุซังไปถ่ายคู่กับแก และแกคว้านาฬิกามาดูเวลา ห้าโมงเย็นแล้ว ชวนเราออกไปตีระฆัง แกว่าซัดแรงๆ ผมก็อัดเต็มที่ เสียงคงกังวานไปไกล ก่อนออกมาผมเก็บใบแปะก๊วยใส่ในหนังสือมาใบหนึ่ง คุณย่าส่งกล่องให้ เป็นตุ๊กตาดินเผาสิบสองนักษัตร ทำด้วยมือช่างแถวๆนี้

คุณแม่มาส่งที่โรงแรมตอนหกโมง เราอำลาแก ขอบคุณในทุกอย่าง แล้วชวนไปเที่ยวเมืองไทย แกบอกว่า ไม่ต่องห่วง เมื่อคุณย่าพูดอย่างนั้น คงจะได้ไปแน่ แกส่งภาพดอกไม้ปักไหมพรมทำเองให้เราคนละดอกแล้วก็ขับรถออกไป

ภาคผนวก

ผมลากเท้าเดินเข้าห้องพัก เอาอีกแล้ว ความรู้สึกนี้อีกแล้ว การลาจากกันทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมวางห่อแอปเปิล กับถุงธูปลง ช้างซังนั่นเอง เพิ่งกลับจากโฮมสเตย์เช่นกัน เขาจะมาเล่าเรื่องของเขาให้เราฟังบ้าง