JP-Kyuto

ตระเวณเที่ยววัดในเกียวโต

โดยปกติ เยาวชนจะต้องเข้ารับการอบรมตั้งแต่ 9.00 ถึง 17.00 ทุกวัน บางวันก็เกินด้วยเลิก 1-2 ทุ่มจึงไม่สามารถจะไปที่ที่ไกลจาก JICA OSAKA นักได้ อย่างมากก็เดินทางไปหาอะไรกินแถวๆ ที่พักหรือไปซุปเปอร์มารเกตเท่านั้น จึงไม่มีโอกาสไปสถาณที่ท่องเที่ยวเปิดกลางวัน

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคมเป็นวันว่าง และเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เที่ยวเกียวโต


เกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นโทกุกาวะ อิเอยาสึ ย้ายเมืองหลวงจากเกียวโต มาที่เอโดะ ซึ่งภายหลังคือโตเกียว

เมืองนี้จึงมีลักษณะคล้ายอยุธยา มีปราสาทเก่า และวัดจำนวนมาก
โปรแกรมในวันนี้คือ

วัดคิโยมิสึ (วัดน้ำใส)
วัดกินคาคุจิ (วัดเงิน)
วันคินคาคุจิ (วัดทอง)
วัดริวอันคูจิ (วัดมังกร)

การไปของผมครั้งนี้บอกได้เลยว่า ไม่มั่นใจเป็นอันมาก ด้วยเหตุที่คณะใหญ่ก็ยกขบวนไปยูนิเวอรเซลสตูดิโอกันหมดดังนั้นจึงมีจำนวนไม่มากนักที่มาโตเกียว ตัวผมเองก็ไม่มีความชำนาญเรื่องเส้นทางรถไฟรถเมล์ทียุ่งยังกะเส้นโซบะแต่ว่า โบ๊ตโตะซัง เป็นผู้ช่วยให้การเดินทางลุยเมืองเก่าของเราครั้งนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น

คณะที่จะไปลุยเกียวโตกัน

โบ๊ตโตะซัง ชำนาญเส้นทางเป็นอย่างมาก เขารู้เส้นทางต่างๆ กระจ่างเหมือนกับเคยมาอยู่ญี่ปุ่นแล้วสัก 27 ปี และเขามีวิธีในการหาเส้นทางรถไฟหรือรถเมล์อย่างถูกต้องและง่ายดาย ต่างจากผมที่ต้องดูแผนที่แล้วดูแผนที่อีก

นั่งรถไฟ JR จากโอซาก้า ใช้เวลา 40 กว่านาที
เกียวโตไม่มีระบบรถไฟใต้ดิน การเดินทางจึงใช้รถเมลแทน
ค่ารถ 200 เยน ซื้อตั๋ววันราคา 500 เยนคุ้มโคตร

เกียวโตเทาเวอร์ ออกจากสถาณีรถไฟมาก็เจอะเลย

วัดคิโยมิสึ เดระ


ชื่อแปลตรงตัวว่าวัดน้ำใส ถ้าอยู่เมืองไทยอาจจะชื่อว่า วัดวารีพิสุทธ หรือวัด ธารากระจ่าง
วัดนี้อยู่บนเขาสูงโคตร เดินขึ้นไปครึ่งชั่วโมงกว่า สาวไทยใส่รองเท้าผ้าใบเดินกันงุ่มง่ามๆ สาวญี่ปุ่นใส่บูธส้นสูงก้าวขึ้นฉับๆ



วันที่ไปเป็นวันอาทิตย์ เด็กนักเรียนหญิง ม ต้น มาทัศนศึกษากันตรึม
ระหว่างทางเจอสาวญี่ปุ่นใส่กิโมโนเดินเป็นกลุ่มๆ ขึ้นมาด้วย สามสี่กลุ่มด้วยกัน ตอนแรกคิดว่าเป็นหน้าม้า มองไปมองมาไม่ใช่นี่หว่า เพราะถ่ายรูปกันไม่ยั้ง บางนางถือกล้องวีดีโอ แล้วซื้อของที่ระลึกด้วยและมีท่าทีเหมือนนัดกันว่า "วันอาทิตย์นี้ใส่กิโมโนไปไหว้พระกันไหม" อยากถามแต่ไม่รู้จะส่งภาษายังไง ได้แต่ขอถ่ายรูปมา ซึ่งคุณเธอก็กล้าๆ กลัวๆ

ประตูหน้าวัด ใช้เวลาเดินเกือบครึ่งชั่วโมงจึงมาถึงตรงนี้

โบสถด้านหน้าวัด และที่เก็บตังค่าเข้าคนละ 600 เยน มุมซ้ายเป็นที่แขวนแผ่นไม้อฐิษฐาน ถ้าเขียนความต้องการใส่แผ่นไม้และนำไปแขวนจะเป็นความจริง ราคาแผ่นละ 800 เยน

เอบิสึ เทพแห่งความร่ำรวย อยู่ตรงด้านหน้าวัด หลังจากเสียตังแล้วข้างในเป็นพระประธานของวัด ไม่รู้ว่าเป็นเทพองค์ไหนเพราะไม่ได้เข้าไปดู


สาเหตุที่เรียกว่าวัดน้ำใส เพื่อบนยอดเขามีสายน้ำธรรมชาติไหลลงมา 3 สาย ว่ากันว่าใครกินเข้าไปจะมีโชคเรื่องการงาน ความรัก สุขภาพ (รายละเอียดไปหาอ่านเอาในการตูนเรื่องเนกิมะ)จะมีกระบวยวางให้ตักกิน ถ้าใครจะเอากลับบ้านสามารถเอาขวดไปรองได้ ถ้าไม่อยากตัก ทางวัดมีจำหน่ายขวดละ 500 เยน

มีวัดก็ต้องมีพระ พระองค์นี้ยืนตรงมุมที่จะขึ้นไปโบสถหลัก เท่มากๆ สวดมนต์ได้ด้วยนะ

ร้านอาหารที่ยอดเขา ตกแต่งได้น่ารักมาก แต่ราคาอาหารน่ากลัวมาก แต่ด้วยความหิวก็ซัดกันคนละชาม มาเจออาหารที่ไม่เคยกินที่นี่ คือเต้าหู้แช่น้ำร้อน ผมเคยแต่ดูในทีวี พอสั่งจะยกถังน้ำร้อนที่มีเต้าหู้ขาวใหม่ๆ แช่อยู๋มา แล้วช้อนเต้าหู้ขึ้นมากินกับเครื่อง ผมชวนลองแต่คนไทยไม่กล้าลอง ก็ซัดอุด้งกันไป

เกอิชา พบตอนที่เดินกลับลงจากวัด สอบถามได้ความว่ารอบเชิงเขามีหมู่บ้านโบราณอยู่ มีการโชวการดำรงชิวิตแบบโบราณ มีซามูไรเดินไปเดินมาด้วย แต่ผมโชคไม่ดีไม่พบซามูไร พบแต่เกอิชา


ลงจากวัดคิโยมิสึ ก็รีบไปขึ้นรถเมล์ที่จะพาไปวัดเงิน ขึ้นรถไม่ไกล 5 ป้ายก็ถึง คงเพราะวันที่ไปเป็นวันอาทิตย์ รถเลยติดเละเทะ ถนนหนทางที่นี้ก็แคบ ไม่เกินสองเลน บางทีก็เลนเดียว

อยู่บนรถร่วมชั่วโมงก็มาถึงวัดเงิน

กินคาคุจิ

กินคาคูจิ หรือวัดเงิน
วัดไม่ใหญ่ อยู่บนเขาเหมือนกันแต่ไม่สูงมากเจดีย์ไม่ค่อยงดงามเท่าไร ค่อนข้างเก่าขาดการบูรณะ ส่วนที่เป็นเงินคือหงส์ที่ยอดเจดีย์

ทางเข้าเป็นรั้วต้นไม้ซอกแซกไปมา เหมือนพยายามจะกั้นตัววัดออกจากภายนอก สุดทางเป็นประตูวัด มีสวนหินเล็กๆ และจุดขายตั๋ว ราคาประมาณ 500 เยน ตีตั๋วเข้าไปจะพบสวนทราย

ข้างในโบสถมีภาพเขียนที่งดงามมาก และห้องน้ำชาที่โชกุนเคยมาใช้ แต่ไม่ได้เข้าไปดู เพราะต้องเสียตังอีกครั้ง


จุดเด่นที่ของวัดนี้คืหลังวัดเป็นสวนแบบเซ็น ปลูกหญ้ามอส ตะใคร่น้ำ งดงามมาก เป็นทางเดินยาวเหยียดขึ้นสู่ยอดเขา เข้าไปเดินแล้วรู้สึกตัดจากโลกภายนอก ถ้าไม่มีคุณป้าชาวไต้หวันขากเสลดอยู่ข้างหลัง มองจากยอดเขาลงมาเห็นเมืองเกียวโตสวยงามมาก เราออกจากวัดเงินหลังจากเดินในวัดมารอบหนึ่ง เพราะต้องไปอีกสองวัด

คินคาคุจิ

คินคาคุจิ หรือวัดทอง
เป็นวัดคู่แฝดกับวัดเงิน
หน้าตาคล้ายๆ กัน แต่อยู่ในที่ราบบริเวณตอนเหนือของเมือง หลังวัดเป็นเขาเตี้ยๆ บริเวณจึงกว้างขวางกว่ามาก ทางเข้ากว้าง และไกลจากตัววัดมาก บริเวณภายในกว้างขวาง เป็นเหมือนอุทยาน มีเก๋งน้ำชา ทะเลสาบ ทางเดินลัดเลาะขึ้นเขา


วัดนี้เป็นวัดที่อิกคิวซังพำนักอยู่ด้วย ชื่อเดิมของวัดนี้คิอ อังคาคุจิ ภายหลังโชกุนสร้างเจดีย์ทอง จึงเปลี่ยนเป็นคินคาคุจิ

พอเข้ามาถึงก็ตะลึงกับเจดีย์สีทองอร่าม อยุ๋อีกด้านของทะเลสาบใสหงส์สีทองบนยอดเป็นประกาย
ข้างในมีโพธิสัตว์ไดนิจิเนียวราย และจตุโลกบาลทั้งสี่ โซโจเทน จิก๊กกุเทน บิชามอนเทน ไทชาคุเทน ทั้งหมดเป็นทองคำอีกเหมือนกัน จะเปิดให้ชมเฉพาะฤดูใบไม้ผลิ และเมื่อมีเทศกาล ผมไปเลยอดดู

เจดีย์หลักของวัดทอง สวยมาก ออกแนวอลังการ ในขณะที่วัดเงินออกแนวสงบสันติ

โบสถหลักของวัดทอง เป็นโบสถไม้แบบโบราณ คงกลัวไฟไหม้มากจึงให้กระถางธูปตั้งอยู่ห่างตัวโบสถ และมีเครื่องดับเพลิงวางอยู่หน้าโบสถ ไม่ให้เข้าไปจึงไร้ว่ารุปสักการะข้างในเป็นอะไร ดูไกลๆ คาดว่าเป็นฟุโดเมียวโอ ได้แต่ไหว้และตีระฆังโดยการสั่นเชือกยาวๆ ที่เห็น

ข้างๆ มีตู้เซียมซีหยอดเหรียญ เครื่องรางหยอดเหรียญ และแผ่นไม้มงคลหยอดเหรียญด้วย

ศาลเจ้าเล็กๆ สไตลชินโต อยู่ทางลงจากวัด เข้าใจว่าเป็นศาลพระภูมิ

พอจบจากวัดทอง เราก็มุ่งตรงไปที่เป้าหมายสุดท้าย วัดมังกร ที่ได้ข่าวว่ามีสวนหินน่าชม แต่ว่าเราช้าเกินไป เมื่อไปถึงพบว่าวัดมังกรหมดเวลาเข้าชมแล้ว ก็ได้แต่เดินคอตก ปวดขานั่งรถกลับมาสถานีเกียวโต เข้าร้านอาหารชุดเกี๋ยวซ่า ด้วยความหิวเลยซัดกันจนเต็มที่ อาหารร้านนี้ถูกด้วยอร่อยด้วย คนแนะนำมาคือ ใบบัวซัง ซึ่งไม่ได้มาด้วยกัน(เธอไปดูสไปเดอร์แมนที่ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ) ใบบัวซังเคยมาเกียวโตแล้วกับอาสาสมัครชาวญี่ปุ่น จึงรู้จักร้านนี้

อาหารชุด ราเมงควบเกี๊ยวซ่า หรือข้าวผัดควบเกี๋ยวซ่า อร่อยสุดๆ แถมถูกด้วย


edit @ 2006/11/26 02:05:40
edit @ 2006/11/26 02:06:22