JP-Osaka

ยิ่งดึก แสงสีของโดทอนบุรีก็ยิ่งงดงาม ยิ่งดึกยิ่งมีคนเยอะ ย่านนี้มีคนใช้จักรยานกันไม่น้อย คนญี่ปุ่นขี่จักรยานเก่งจริงๆ ผมเห็นสาว ม. ปลายใส่ชุดนักเรียนขี่จักรยานซิกแซกไปๆ มาๆ ท่ามกลางกลุ่มคนก่อนจะหยุดที่หน้าร้านขายไอศกรีมทอด ซื้อมาอันหนึ่งแล้วขี่ไปกินไปโดยที่แฮนด์ไม่ส่ายด้วย คุณลุงใส่สูทผูกไทขี่จักรยานก็ไม่น้อย

ร้านที่ยิ่งดึกยิ่งมีคนเข้าเยอะ คือร้านเกม ร้านขายอาหารที่มีเหล้า และร้านปาจิงโกะ ร้านเกมที่นี่แต่งหน้าร้านกันแบบสุดยอด

ร้านเกม ประตูมังกร ด้านในเป็นเกมเซ็นเตอร์

ป้ายหน้าร้าน โฆษณาเกมออกใหม่

ร้านเกมในย่านนี้เน้นหนักที่ปาจิงโกะกับสลอตแมชชีน สลอตที่กำลังนิยมตอนนี้คือ สลอตเจ็ดดาวเหนือ

สลอตเจ็ดดาวเหนือ ด้านบนจะเป็นจอ เหมือนกับว่าเคนชิโร่กำลังสู้กะศัตรู พอเราหยอดเหรียญคือเริ่มสู้ พอหมุนจะเริ่มชกกัน ผลการต่อสู้ขึ้นอยู่กับว่าสลอตของเราออกยังไง ถ้าออกเละเทะก็หมายความว่าเคนชิโร่โดนตึ๊บ แล้วกินตังเราไป ถ้าออกเลขตองก็แสดงว่าเคนชิโร่ชนะ ได้ตัง เป็นต้น

ปาจิงโกะ สุดยอดเกมของชาวญี่ปุ่น เล่นกันตั้งแต่หนุ่มยันแก่ คนตรึม เป็นร้านค้าที่มีจำนวนร้านมากที่สุด ไม่ว่าย่านไหนๆ
ย่านโดทอนบุรีนี่มีร้านปาจิงโกะเกือบร้อยร้าน

กติกาของปาจิงโกะไม่ยาก เอาตังไปซื้อลูกเหล็กมา แล้วเอาดีดเข้าไปในตู้ ที่มีหมุดตอกไว้เป็นรูปต่างๆ ถ้าลูกเหล็กเข้าช่องที่มีรางวัล ก็จะมีลูกเหล็กไหลออกมา ถ้าไม่งั้นก็โดนกิน พอได้ลูกเหล็กมากๆ ก็เอามาชั่งขายคืนร้าน

ทั้งสลอตและปาจิงโกะ ถูกกฎหมายในญี่ปุ่น ต้องเสียภาษีสรรพสามิตแต่ไม่มากเท่าไรนัก

ตู้ปาจิโกะมีสารพัดแบบ ตั้งแต่ตัวการ์ตูน นักร้องไอดอล หมาแมวน่ารัก นักกีฬา นักคาราเต้ จนถึงนักร้องลูกทุ่ง

นี่คือป้ายของร้านเกมแห่งหนึ่ง มีสารพัดอย่างตั้งแต่เกมคุณหนูถึงเกมคุณลุง

เกมจับตุ๊กตา ที่นี่เรียกว่า UFO CATCHER

นี่คือร้านที่ทั้งร้านมีแต่ตู้ UFO Catcher ขอข้างในมีตั้งแต่ลูกอม ตุ๊กตา นาฬิกา ลิบสติก พวงกุญแจ พลาสติกโมเดล มือถือ รองเท้า กระเป๋า สมุดดินสอ จนกระทั่งถุงยางอนามัย

ที่เห็นนี่คือตูขายของที่ระลึกของแต่ละเมือง มีทุกเมืองทั่วญี่ปุ่น ของในตู้ไม่ซ้ำกันเลย

ตูขายของลักษณะนี้เรียกว่า กาชาปอง ของอยู๋ในลูกกลมๆ หยอดตังแล้วจะไหลออกมามีหลายแบบและขายแบบแรนดอมนักท่องเที่ยวนิยมไปหยอดกันเยอะ ผมเสียตังไปกับเจ้าตู้พวกนี้ไม่น้อยเพราะไปตั้ง 5 เมือง

ร้านขายสินค้าแฟชั่น

มีเยอะแต่ไม่เท่าร้านเกมที่ตั้งกันเป็นโซนๆ ขายของหน้าตาคล้ายๆ สยามเซ็นเตอร์บ้านเราเพียงแต่ว่าแต่ละร้านจะจัดอย่างมีสไตล์ ขายอะไรก็ขายไอ้นั่นอย่างเดียว

ร้านขายแว่นตาแฟชั่น ไม่ใช่สายตาสั้นนะครับ แต่ใส่เพื่อให้น่ารัก

ร้าน บิ๊กคาเมร่า ขายกล้องดิจิตอล ไอพอด

ร้านนี้บูททั้งร้านเลยจ้า ตอนที่ไปนี่รองเท้าบูทส้นสูงเป็รเทรนด์หลักของสาวญี่ปุ่น ใส่สูทแล้วใส่บูทส้นสูงเดินฉับๆ น่ารักชะมัด

ร้านขายของผู้ใหญ่

หัวข้อนี้คิดว่าหลายๆท่านคงจะสนใจเป็นพิเศษ ใช่ครับ ที่นี่คือญี่ปุ่น ที่ที่ VDO โป๊และเซ็กซทอยขายกันได้อย่างถูกกฏหมาย ผมก็ไม่ยอมทิ้งโอกาสอันยากจะหาได้เช่นนี้ทำบันทึกภาพมา ซึ่งก็ทำไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น จริงๆนะ

ประเดิมด้วยร้านขายหนังก่อนครับ 60 นาที 1000 เยน หมายถึงอัตราเช่าดูในร้าน

ร้านนี้มีโชว์ด้วย

นี่เป็นร้านที่มีสาขาหลายที่ทั่วญี่ปุ่น

ร้านนี้ขายชุดคอสเพลย ข้างในเป็นของเล่นผู้ใหญ่



edit @ 2006/11/24 14:43:51
เยาวชนไทย 78 คน แบ่งเป็นสามกลุ่ม

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลา 6 ชม ถึงสนามบินนานาชาติคันไซ โดยเครื่องของ Japan Air Line ขับโดยกับตันอิโต้ ออกเที่ยงคืน ถึงเวลา 6 โมงเช้ากว่าๆ แล้วขึ้นรถบัสอีกเกือบสองชั่วโมง ถึง JICA โอซาก้า



สนามบินอยู่กลางทะเล กลางทะเลจริงๆ เป็นเกาะเลย ได้ข่าวว่าเอาขยะถมเอา กับตันอิโต้ก็โชว์เหนือ ดิ่งลงแลนด์ดิ้งมุมแคบ ล้อเครื่องแตะพื้นห่างจากน้ำไม่กี่ร้อยเมตร เล่นเอาหูอื้อเละเทะ กว่าจะหายเป็นชั่วโมง

คำพูดแรกที่ออกจากปากผมหลังออกจากเครื่องคือ "ถึงญี่ปุ่นแล้วเฟ้ย" และ "หนาวชิหายเลย" ขนาดใส่สูทอยู่ยังหนาว อากาศประมาณ 15 องศาได้

พอมาถึงก็เจอคนญี่ปุ่น คนแรก(ไม่นับแอร์) คือนายด่านศุลกากร เป็นคุณลุงหน้าตาเหมือนญี่ปุ่นมาก แกเอาพาสปอร์ตกับบอร์ดดิ้งพาสผมไปพลิกๆ ดูแล้วก็พยักหน้าให้ผ่าน

ออกมาก็มีพนักงานสาว แต่ไม่ค่อยจะสวยชาวญี่ปุ่นมารับ ถือธงเล็กๆ เขียนว่า JICA แบบในการ์ตูนเลย แน่นอนว่าพูดอังกฤษไม่ค่อยจะได้ พูดไทยได้สองคำคือ ซาหวัดดีค่า กับ รถบัส แค่นั้นก็พอ พาไปที่รถจนได้

จากสนามบินไปไจก้า นั่นรถนานพอดู ต้องข้ามสะพานยาวๆ มาที่แผ่นดินใหญ่ แล้วแล่นตัดผ่านเมืองโอซาก้า ประมาณจากรังสิตไปบางนา


มาถึงไจก้า รถพาขึ้นเขา เมืองนี้มีแต่ภูเขา เมืองสร้างกระแซะๆแถวช่องเขา กับที่ว่างฝั่งทะเล
ไจก้าโอซาก้าอยู่เกือบยอดเขา รถพาวนขึ้นไปตั้งนานอากาศหนาวไปอีกนิด 12 องศาได้ แล้วยังมีลมด้วย
อาคารไจก้าโอซาก้าใหญ่เบ้อเร่อ มีเก้าชั้น ชั้นล่างๆ เป็นห้องอาหาร ห้องสมุด ห้องประชุม ชั้นสามขึ้นไปเป็นห้องพัก ข้างในมีชาวผิวขาว ผิวดำ ผิวแดง ผิวเหลือง ผิวเนียน เดินกันเต็มไปหมด มีห้องสนุกเกอร์ ปิงปอง คาราโอเกะ ดิสโก้ แล้วมีบารเบียร์แบบหยอดเหรียญด้วย ที่เด็ดมากคือห้องทาทามิแบบญี่ปุ่น มีไว้นั่งเล่นนอนเล่น เยาวชนไทยหลายคนโดนปัญหานอนบนเครื่องไม่หลับ พอมาถึงห้องที่ว่านี่ก็กลิ้งไปกลิ้งมากันเป็นกองๆ



ปฐมนิเทศ มาถึงเช็คอินเข้าห้อง ห้องโคตรหรูดีกว่าโรงแรมชั้นหนึ่ง มีน้ำร้อนน้ำเย็น มีแอร์มีฮีตเตอร์


วิวที่มองจากห้องสวยงามมาก อยู่ท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้ มีเสียงนกร้อง(อีกา สาบานได้ว่าอีกาญี่ปุ่นร้องไม่เหมือนของไทย) จักจั่นเรไร ผสานกับเสียงไผ่ ประกอบกับอากาศที่เย็นเจี๊ยบทำให้น่านอนอย่างยิ่ง แต่ใครจะไปนอนละ เวลานอนมีอีกมากในเมืองไทย

ปฐมนิเทศ เช็คอินแล้วจะไปไหนก็ไป วันนี้เห็นว่ามาเหนื่อยๆยังไม่มีพิธีเปิด

โอซาก้านั้นเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากโตเกียว จะว่าไปก็เหมือนเชียงใหม่
เป้าหมายแรกคือโดทอนบุรี กาดสวนแก้วแห่งโอซาก้า

จากศูนย์ JICA นั่งรถเมล์ที่วิ่งประจำจากศูนย์ไปสถานีรถไฟ คนขับเป็นคุณลุงหน้าตาเหมือนประธานบริษัทอะไรสักอย่าง ใส่สูทผูกไทเสียด้วย นั่งไม่นาน15 นาทีก็ถึงสถานีอิบารากิ

เดินทางด้วยรถไฟ JR จากสถานีอิบารากิ มาต่อรถใต้ดินที่สถานีโอซาก้า ไปลงสถานีนัมบะ เดินต่ออีกนิดก็ถึงโดทอนบุรี


โดทอนบุรี ย่านการค้าของโอซาก้า ร้านรวงที่นี้แต่งหน้าร้านกันแบบบ้าพลังสุดๆ

โรงละครคาบูกิ คาบูกิโจ คุณลุงคุณป้าใส่ชุดกิโมโนมาดูกันเต็มไปหมด มีสาววัยรุ่นใส่ชุดนักเรียนมาดูด้วยละเออ

ร้านในย่านโดทอนบุรี

ร้านขายของในย่านโดทอนบุรีมีหลักๆ สี่อย่าง คื

ร้านอาหาร

ร้านขายเสื้อผ้า ของประดับตัวและประดับบ้าน

ร้านเกม หมายรวมถึงปาจิงโกะ เกมตู้ เกมหยอดเหรียญ

และสุดท้ายคือบาร์ คลับ และเซ็กชอปปุ

ร้านอาหารในย่านนี้จะขายอาหารญี่ปุ่นแนวดั้งเดมแต่ตกแต่งอย่างสวยงามร้านขายอาหารตะวันตกเช่น ร้านขนมปัง ร้านแฮมเบอร์เกอร์ หาไม่มีเลย มีแต่ร้านพวกยากิโทริ โอโคโนมิยากิ ราเมง ทาโกะยากิ ซูชิโดยเฉพาะร้านสุกี้ปูมีหลายร้าน เข้าใจว่าเป็นการรักษาคอนเซ็ปตของย่านนี้ด้วย

ร้านนี้ใช้ระบบหยอดเหรียญ จะกินอะไรก็ดูรูปแล้วหยอด จะมีตั๋วไหลออกมา เราก็ฉีกหางตั๋วไว้ แล้วเอาตั๋วยื่นให้คนทำ เอาหางตั๋ววางไว้ที่โต๊ะให้เห็นง่ายๆ คนทำก็จะทำแล้วยกมาให้ที่โต๊ะ

ร้านทาโกะยากิ

ร้านขายปู ปูเป็นปู

โรงหนัง หนังที่เข้าโรงคือหนังเกาหลี และเดธโนตภาคสอง ยุทธการใต้สมุทร


ราเมงที่ญี่ปุ่น เป็นอาหารมื้อที่สองที่กินที่ญี่ปุ่น และเป็นมื้อแรกที่หากินเอง ราคา 600 เยน

(มื้อเช้ากินบนเครื่อง มื้อกลางวันกินที่ศูนย์ไจก้า-ฟรี) เป็นชาชูราเมง ซื้อโดยการหยอดตู้ ผมก็ตกใจว่า 600 เยน แพงชิหาย บะหมี่ชามเดียวนี่นะแต่มาคิดว่าที่นี่มันญี่ปุ่นนี่หวา ค่าข้าว JICA ก็ออกให้ ไหนๆก็ไหนๆ (Where Where is Where Where) ก็กิน ไม่งั้นไม่มีแรงเดินต่อ

หมายเหตุ ในภาพกินไปหลายคำแล้ว ค่อยนึกได้ว่าต้องถ่าย ผมกินแล้วซดน้ำหมดจนเห็นก้นชาม เขียวอักษร"เล้ง"(มังกร) เหมือนในการ์ตูนญี่ปุ่นหลายๆ เรื่องที่บอกว่า ถ้าราเมงอร่อยจริง คนกินจะต้องซดจนเห็นก้นชาม

ร้านราเมงที่ว่า

ยังมีต่อจ้า

edit @ 2006/11/24 12:10:37
edit @ 2006/11/24 12:49:45
edit @ 2006/11/24 12:50:07
edit @ 2006/11/24 16:11:33
edit @ 2006/11/24 21:53:10