JP-Shizuoka

หลังจากคืนแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒณธรรมผ่านไปแล้ววันรุ่งขึ้นเป็นการสัมมนาต่อช่วงบ่ายจะสรุปผลและนำเสนอผลการสัมมนาที่ใช้เวลาช่วงเช้าจากนั้นจึงเดินทางกลับโตเกียว

ช่วงการสรุปผลเป็นไปอย่างไม่เคร่งเครียดบางกลุ่มมีการนำเสนอในรูปแบบละครเราพบว่าชาวญี่ปุ่นแสดงละครได้เก่งมากๆผมเห็นว่าเนื้อหาของละครบางตอนนั้นเล่นให้น่าสนใจยากแต่เขาสามารถทำให้มันน่าสนใจได้ด้วยแอคติ้งและหน้าตาที่อาจจะพูดได้ว่าเป็น "โอเวอร์แอคชั่น" แต่ก็ทำให้สามารถสื่อความหมายได้ทั้งๆที่เขาพูดกันในภาษาญี่ปุ่น

กลุ่มหนึ่งๆจะประกอบด้วยคนไทยและญี่ปุ่นอย่างละพอๆกันการนำเสนอจึงเป็นสามภาษาคือไทยอังกฤษญี่ปุ่นตรงไหนที่พอจะพูดอังกฤษได้ก็พูดออกมาถ้าไม่ไหวก็ผ่านล่ามเอา

จบการนำเสนอก็เป็นพิธีปิดเก็บของกลับบ้านคุณทาเคโนะอุจิผู้จัดการออนเซ็นก็มากล่าวขอบคุณและบอกว่าเขาจะไปเมืองไทยปีหน้าชาวไทยก็เสนอตัวให้การรับรองเป็นการใหญ่ถ้าแกมาจริงๆผมจะให้แกทำซูชิปลาช่อนกับเทมปูระปูนาให้ดู

ในรถขากลับ ผมนั่งใกล้กับมิมิ ชาวเซ็นได และมากิ ชาวเกียวโต(คนนี้มอบยูกาตะให้ผมหนึ่งชุด เธอว่าเธอตัดเองด้วยผมปฏิเสธแต่เธอคะยั้นคะยอ ผมมอบเสื้อเหลืองให้หนึ่งตัวและสัญญาว่ากลับมาเมืองไทยจะส่งไหมไหทยให้พับหนึ่ง) คุยกันมาในรถตลอดทาง เรื่องที่คุยเป็นหลักคือเรื่องการ์ตูน คงเป้นไม่กี่เรื่องที่ไทยกับญี่ปุ่นรูเรื่องเหมือนกัน มิมิร้องเพลงการ์ตูนได้สารพัด ทั้งอิกคิวซัง อาราเล่ ดรากอนบอล จิบิมารุโกะซัง ส่วนโดราเอมอนนั้น คนญี่ปุ่นทุกคนคงร้องได้หมด

พอใกล้โตเกียวรถก็เริ่มติด เกือบสองทุ่มยังไม่ถึงชานเมืองโตเกียว คนรถจึงหยุดพักที่ที่พักริมทางเชิงฟูจิยามะ เห็นฟูจิซังเป็นเงาดำตัดกับขอบฟ้า ที่พักริมทางนี้ใหญ่มาก ห้องน้ำกว้างขนาดเล่นบาสได้ มีโถฉี่ห้าสิบกว่าโถ ด้านนอกมีร้านขายของเต็มไปหมด มีแผงขายของกินตั้งเรียงราย

หมึกย่างและลูกหมึกย่าง

ไส้กรอกที่แปลกตาคือม้วนเป็นอมยิ้มนี่แหละ

เนื้อแฮม กุ้ง หมึก อย่างใดอย่างหนึ่งสับแล้วคลุกกับมัน พันไม้แล้วทอด กินร้อนๆ อร่อยมาก ยูกิบอกชื่อมาแต่ผมจำไม่ได้

ข้าวปั้นมีแผ่นสาหร่ายแปะทอดแล้วทาซอสกินอยู่ท้องดีนัก

หนวดหมึกย่างกินกันแต่หนวดไม่ยักกินตัว

อันนี้เหมือนลูกชิ้นลูกโตๆ เสียบไม้ทอด กินกับแผ่นแป้งพิซซ่า

ที่นี่มีตู้คาจาปองเต็มไปหมดแต่ไม่เห็นมีตู้หยอดของที่ระลึกและไม่มีตู้หยิบของที่น่ากลัวคือมีตู้คาจาปองที่หยอดทีละ 1000 เยนด้วยมีโอกาสได้ไอพอดมือถือน้ำหอมหรือไม้เทนนิสด้วยละ

ผมซื้อปลาหมึกแห้งขึ้นมาในรถสองห่อมาถึงก็แกะแจกกันกินญี่ปุ่นก็งงว่าเอไอ้คนไทยมันทำอะไรคือโดยปกติชาวญี่ปุ่นจะไม่ค่อยซื้อขนมแจกกันกินยังงี้ถ้าซื้อมาฝากกันละได้แต่ซื้อแล้วแจกกันกินนี่ไม่ค่อยทำเจอคนไทยเข้าไปก็แปลกใจกว่ารถจะมาถึงไจก้าโตเกียวก็เล่นเอาเกือบสี่ทุ่มไม่รู้ว่ามิมิจะจับรถซินคันเซ็นกลับเซ็นได้ทันหรือเปล่านะ

การล่ำลากันครั้งนี้ค่อนข้างจะเงียบต่างคนต่างไม่รู้จะพูดอะไรกันแล้วและทุกคนก็รู้ว่าจากกันครั้งนี้อาจจะไม่มีโอกาสพบกันอีกตลอดชีวิตคนไทยทุกคนคงมีความรู้สึกคล้ายๆผมคือเซ็งซึมและไม่รู้จะทำยังไงดีสุดท้ายผมก็พูดกับยูกิ "อิโรอิโรอาริกาโตะโกไซมัส" ขอบคุณสำหรับทุกอย่างแล้วก็ลากัน "มัตเตะอิมาโช" แล้วพบกันใหม่


edit @ 2006/11/29 21:26:58

สัมมนาไฮ อุน เซ็น คือการสัมนากับเยาวชนชาวญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายที่การแลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างมิตรภาพระหว่างเยาวชนไทยและญี่ปุ่น

เยาวชนไทย 26 คน จากกลุ่มสารสนเทศ สัมมนากับเยาวชนชาวญี่ปุ่น 18 คนที่เป็นอาสาสมัคร สถาณที่คือบ่อน้ำร้อน ซูเซ็นจิ จังหวัดชิสึโอกะ เป็นที่ที่ญี่ปุ่นชอบไปเที่ยวมากเพราะมีบ่อน้ำร้อนมากและไม่ไกลจากโตเกียวนัก

โดยส่วนตัวผม ฝันอยากจะไปบ่อน้ำร้อนมานานแล้ว ได้ดูจากหนัง การ์ตูน และรายการทีวีบ่อยๆ ว่าแช่น้ำร้อนแล้วสบายตัว ก็เลยอยากจะทดลองดู ด้วยความที่ไม่เคยแช่ ก็ทดลองแช่ที่ห้องน้ำในไจก้าก่อน ปรากฏว่าก็อุ่นดี แต่พอขึ้นมาก็รู้สึกหนาวๆร้อนๆ คันๆ ยังไงก็ไม่รู้ เอาว่ายังไม่เห็นว่าบ่อน้ำร้อนมันจะดีตรงไหนนั่นเอง

คราวนี้ไปบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ ที่น้ำเป็นน้ำแร่จริงๆ ไม่ใช่น้ำจากเครื่องทำน้ำร้อนและอยู่ในป่าในเขา ก็ตื่นเต้นและที่สำคัญจะเป็นการแก้ผ้าต่อหน้าคนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัวเราด้วย ที่สำคัญก็คือไปกับชาวญี่ปุ่น กินอยู่หลับนอนกับเขาสองวัน ผมก็รู้สึกเลยว่า ต้องสนุกแน่ๆ เลย

วันที่ไปเป็นวันศุกร์และลองวีคเอนด์ของญี่ปุ่น วันศุกร์เป็นวันหยุดเนื่องในวันวัฒณธรรม นัยว่าเหมาะสมมากที่จะแลกเปลี่ยนวัฒณธรรมกัน

พอลงมา ปรากฏว่าชาวญี่ปุ่นมาตั้งขบวนรออยู่หน้าไจก้าแล้ว หญิงเยอะกว่าชาย และคนน่ารักเยอะด้วย เอาๆ ขึ้นรถๆ

พอขึ้นรถ ล่ามอธิบายว่า จะพาไปแวะพักที่ที่พักริมทาง จากนั้นไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ แล้วเข้าที่พัก วันเสาร์เป็นสัมมนา บ่ายเล่นกีฬา แล้วพาเที่ยวรอบๆ เย็นแลกเปลี่ยนวัฒณธรรม วันรอาทิตย์พรีเซ็นต์ผลงานสัมมนา แล้วแยกย้ายกลับ

โปรแกรมแน่นเอี๊ยดเช่นนี้ จะมีเวลาคุยกะสาวญี่ปุ่นเรอะ

ผมขึ้นรถค่อนข้างจะเป้นคนท้ายๆ เพราะว่ามัวแต่ช่วยขนกระเป๋าของพี่ที่นั่งวิลแชร์ ปรากฏว่าขึ้นไปที่เกือบเต็มแล้วทั้งไทยและญี่ปุ่น แต่ท้ายรถมีเบาะว่างอยู่คู่หนึ่ง ผมรีบไปนั่งริมหน้าต่าง แล้วรอว่าจะมีใครนั่งมาด้วย คิดในใจว่าถ้าเป็นคนไทยก็เห็นจะน่าเบื่อสักหน่อยเพราะอยากคุยกะญี่ปุ่นผลบุญกุศลช่วยคนที่มานั่งคู่คือยูกิโกะ อิมาอิ สาวญี่ปุ่นหน้าตากลมบ๊อกที่ไปเข้าห้องน้ำมา

คุยกันได้ความว่าเธอเป็นนางพยาบาล อยุ่ในจังหวัดใกล้ๆ โตเกียว และเคยมาสัมมนาอย่างนี้หลายครั้งแล้ว เธอชอบ สนุกดี ได้คุยกับคนชาติอื่นๆ และนี่เป้นครั้งแรกที่เธอเจอคนไทย เธอให้ผมเรียกเธอว่า "ยูกิซัง"

รถออกได้สักพักก็เจอรถติดเละเทะ ผมถามยูกิว่า นี่เรื่องปกติไหม เธอว่า ปกติของวันหยุดยาว

สองชั่วโมงผ่านไป รถแวะพักที่ที่พักกลางทางด่วนซึ่งตอนนี้ไม่ด่วนเลย อยู่กลางหุบเขารอบๆ ไม่มีอะไรเลย คนญี่ปุ่นมาพักเข้าห้องน้ำกันบานเบอะ มีของกินขายเพียบ และที่น่าสนใจคือพนังานทุกคนใส่ชุดญี่ปุ่นเป็นเครื่องแบบ มีการขายชาเขียวขวดโดยการเอามาอุ่นให้ร้อนในน้ำร้อนด้วย จะเอาร้อนเอาเย็นบอกได้

คนญี่ปุ่นเข้าแถวเข้าส้วมกันมากมาย แถวยาวมากทังชายหญิง ลุงที่ใส่หมวกนิรภัยที่หันหลังให้ คือ "ผู้รักษาระเบียบในการเข้าห้องน้ำ"

ไอศกรีมทอด ร้อนๆ เย็นๆ อร่อยดี อันละสองร้อยห้าสิบเยน ชายอ้วนขาวมุมขวาล่าง ทุกท่านคงจำได้ว่าคือรุ่งซัง ที่เหลือรอไปก่อน จะค่อยๆ แนะนำทีละคน

แตงกวาดอง หวาน เค็มๆ ฉ่ำๆ ไม่หนักท้อง แก้ง่วงดีแท้

ออกมาจากที่พักริมทางสักชั่วโมงหนึ่ง ก้เข้าเขตภูเขา ไกด์บอกว่า จะผ่านฟูจิ
ซังแล้ว ทุกคนรีบหันไปดู คงจำกันได้ว่าเราเคยผ่านฟุจิซังมาทีนึงด้วยซินคันเซ็นแต่มองไม่เห็น วันนี้ปรากฏว่าสำเร็จ เราเห็นฟูจิซังเป็นเงา สูงกว่าภูเขาอื่นๆ สองเท่า มีทรงแหลมเกือบจะเป็นสามเหลี่ยม

พ้นเขตภูเขา ทะเลของชิสึโอกะก็ปรากกตรงหน้า ไกด์บรรยายว่า ทะเลนี้เต็มไปด้วยปลา และปูขายาว ซึ่งเป็นสินค้าเด่นของที่นี้

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชิสึโอกะซีเวิร์ลอยู่ติดทะเล มีสัตว์ไม่มากนัก เรียกว่าบางแสนดีกว่าบาน แต่จุดเด่นจริงๆของที่นี่คือแมวน้ำ สิงโตทะเล และโชว์ปลาวาฬเพชฌฆาต(ชาจี้) ปลาโลมา (อิรุกะ)

เสร็จจากดูโชว์วาฬกะโชว์โลมา เราเดินทางไปที่ออนเซ็น ชูเซ็นจิ รถพาวนขึ้นเขาเรื่อยๆ วิวข้างทางสวยงามสุดๆ เห็นแม่น้ำสายเล็ก คดเคี้ยวไปทั่ว คลองเล็กคลองน้อยแตกสาขาจากแม่น้ำที่ว่า ชาวประมงหาปลาในน้ำติ้นแค่แข้ง และนาข้าวซุกตัวอยุ่ในระหว่าคลองซอยเล็กๆ

ถึงโรงแรมที่พัก เป็นโรงแรมเล็กๆ ตั้งบนยอดเขา ยอดเขาจริงๆ เลยนะครับนอกจากบริเวณโรงแรมแล้วรอบข้างเป็นเหวล้วนๆ มีทางขึ้นลงทางเดียว

เมื่อมาถึงที่พักก็เริ่มเปิดการสัมมนา มีการกล่าวเปิดทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่น ทางเราก็เอา Report ที่เตรียมมาจากเมืองไทยไปรายงานสภาพทางไอทีของเราให้ญี่ปุ่นฟัง ดำเนินรายการโดยปูซัง

พอเสร็จแล้วก็แบ่งกลุ่มทำงาน เพื่อพรีเซนต์วันอาทิตย์ แล้วก็ให้แยกไปอาบน้ำ

นี่แหละคือจุดไคลแมกซ์ของการมาออนเซ็นแล้วครับคือ การแช่น้ำร้อนรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยไม่นิยม ผมบอกยูกิซังว่า ผมไม่เคยแก้ผ้าอาบน้ำกับคนอื่นเลยตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่ แกสงสัย และถามว่าได้ยินว่าเมืองไทยก็มีบ่อน้ำร้อนนี่ คนไทยไม่ชอบออนเซ็นกันเหรอชาวญี่ปุ่นชอบมาก ผมบอกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า"ไทยแลนด์ โนะ โต๊ะเตะโมะ อาซซุย" แปลได้ความว่า "เมืองไทยร้อนชิหายเลยครับ"เธอจึงถึงบางอ้อ

เอาละ อาบน้ำๆ บนห้อง(นอนรวมสี่คน) มีชุดยูกาตะวางไว้ให้ ผ้าเช็ดตัวหนึ่งผืน และผ้าขนหนูผืนเล็กๆ อีกหนึ่ง ผมก็จัดแจงเปลียนเป็นยูกาตะทันที แล้วเดินแบบเบาสบายไม่มีอะไรขวางกั้นมาที่บ่อ ที่บ่อฝั่งชาย ผมเห็นชาวไทยสามคน คือโต้งซัง เอ้ซัง และเปี๊ยกซัง ยืนคุมเชิงอยู่ ยังไม่กล้าเข้าไป หมูหยองซังกับตี๋ซังซึ่งเป็นหัวหน้าคณะก็เข้ามา พอพวกมาก คนไทยหกคนก็รวบรวมความกล้าเดินเข้าไป แน่นอนว่าบางคนแก้ผ้าหมดแล้ว บางคนยังมีกุงเกงในติดอยู่ นี่แหละครับคือสิ่งที่เรียกว่าเส้นบางๆของความเขินอาย บางคนก็จะไม่อาบ บางคนก็จะใส่กกนเข้าไป ผมก็เริ่มด้วยการปราศรัยว่า "โบราณว่า Whenyou are inJapan ,do Like aJapanese do ดังนั้นเรามาแก้ผ้ากันเถิดไม่ต้องกลัวว่ามันจะหดหรอก ของแบบนี้ยิ่งโดนมองยิ่งแข็งแรง" แล้วก็เริ่มแก้ผ้าเป็นคนแรก เปี๊ยกซังกับเอ้ซังแก้ตามทันที โต้งซังก็แก้ตามบ้างแต่พระคุณช่วย แกลืมถอดเสื้อยืด กลายเป็นเหมือนพวกโรคจิตมส่เสื้อยืดตัวเดียว ก็เท่ไปอีกแบบ จากนั้นหมูหยองซังกับตี๋ซังก็ดามมา ตี๋ซังยังไม่ยอม เดินเข้ามามือถือผ้าปิดตรงนั้นไว้อยู่

มาถึงก็อาบน้ำ ผมศึกษามาว่า ต้องอาบให้สะอาดเอี่ยมก่อนแล้วค่อยลงไปแช่ ห้ามไปถูสบู่ในบ่อเด็ดขาด ก็เลยบอกให้ทุกคนทราบ ทุกคนเลยอาบกันคนละสองสามรอบ ดูรูปข้างล่างจะเห็นโต๊ะพลาสติกเล็กๆที่เขาเอาไว้นั่นอาบ ดีไซนได้เหมาะมาก ความสูงพอดี และนั่งลงไปก็บังไอ้นั่นได้พอดี

บ่อน้ำร้อน ถึงจะดูเหมือนอ่างน้ำธรรมดาแต่ น้ำในอ่างเป็นน้ำแร่

ที่นั่งอาบน้ำ อาบให้สะอาดแล้วจึงไปลงบ่อด้านหลัง

อาบกันเสร็จแล้วลงแช่ ตอนแรกๆก็ร้อนเด้งกลับกันหลายคน พอทำใจได้อีกทีพรวดลงไปเลย ก็รู้สึกสบายถึงกับต้องถอนหายใจกัน จากนั้นก็เริ่มสนทนากันในสภาพเปลือย ได้อรรถรสอีกแบบหนึ่ง (หมายเหตุ ตี๋ซังทิ้งผ้าขนหนูแล้ว แต่ยังหนีบขาไว้อยู่ดี) น้ำในบ่อเป้นน้ไร่ มีกลิ่นกำมะถันและรู้สึกต่างจากน้ำต้มธรรมดา น้ำร้อนขึ้นเรื่อยๆ เพราะน้ำร้อนไหลเข้ามาตลอดเวลา แช่สักพักทนไม่ไหวก็ขึ้นมาเอาน้ำเย็นราดตัว แล้วลงไปใหม่ๆ ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้ พออกมาก็รู้สึกเหมือนลอยได้ เบาหวิวไปทั้งตัว บางคนบอกอยากดื่มเบียรเป็นนักหนา

ฝั่งผู้หญิงบ้างละ พอออกมาจากห้องฝั่งชาย สิ่งที่เห็นคือ สาวไทยนั่งเข้าคิวกันอาบ เข้าไปทีละคน อาบในห้องน้ำที่กว้างขวางพียงเดียวดาย และได้ค้นพบความลับที่ว่า อ่างที่แช่กันนั้น มันกั้นจากฝั่งหญิงด้วยผนังบางๆ เองนี่นา

เป็นโชคหรือเคราะห์ก็ไม่รู้ที่ตอนที่เรามาอาบน้ำกันนั้น ชาวญี่ปุ่นรวมตัวกันซ้อมการแสดง เลยไม่ได้มาอาบร่วมกับเราเลย

คืนนั้น ชาวไทยชุมนุมกันในวงเหล้า สนทนากันโดยปราศจากชาวญี่ปุ่น ทำไมกัน ชาวญี่ปุ่นหายไปไหนหมด จนหลังเที่ยวคืน ชาวไทยเข้านอนโดยที่ชาวญี่ปุ่นยังไม่มาที่ห้อง (หมายเหตุ นอนรวมห้องละสี่คน ไทยสองญี่ปุ่นสอง) คาดว่าชาวญี่ปุ่นทุกคนเพิ่งจากมาพบกันวันนี้เช่นกัน ก็ต้องมีการประชุมเรื่องโปรแกรมเสาร์อาทิตย์ ซึ่งต่างจากคนไทยที่อยู่ร่วมกันมาสองอาทิตย์แล้ว

วันรุ่งขึ้น ตื่นมาตอนเช้ากับความหนาวที่ไม่ปราณีใคร บางคนวิ่งไปแช่น้ำตอนเช้าคลายหนาว โปรแกรมสัมมนาวันนี้เริ่มต้นด้วยการแบ่งกลุ่ม แล้วถกกันในหัวข้อที่ได้รับเป็นประเด็นเกี่ยวกับด้านไอทีในไทยและญี่ปุ่น รายละเอียดตรงนี้ผมจะขอละไว้ เดี่ยวท่านจะอ่านไม่สนุกเสียเปล่าๆ

ตกบ่าย ไปที่โรงเรียนมัธยมแถวๆนั้น (ขออภัยลืมชื่อ) เพื่อแข่งกีฬากระชับมิตร ประกอบด้วย การวิ่งวิบากแบบญี่ปุ่น เริ่มจากงับขนมปัง เลี้ยงลูกปิงปอง เอาหน้าหนีบบอลวิ่ง และวิ่งสามขา จบด้วยการปิดตาหาบอล สรางความเฮฮาได้เป็นอันมาก

ปล.โรงยิมโคตรหรู ข้างนอกมีเด็กซ้อมเบสบอลกันด้วย

ในภาพนี้เป็นชาวญี่ปุ่นทั้งหมดครับ คนตรงกลางคืออาราโตะซัง ล่ามของเรา

ช่วงเย็นหลังจากเล่นกีฬา พาไปเที่ยวบริเวณน้ำร้อนอื่นๆ ในละแวกนั้น ซึ่งเรียกว่าเขตซูเซ็นจิเช่นกัน มีการตกแต่งอย่างสวยงาม หมายเหตุ :ภาพในช่วงหลังๆ นี้เป็นฝีมือการถ่ายของติ๊กซังครับ

บริเวณที่พัก ที่นี่มีออนเซ็นหลายๆที่มาอยู่ด้วยกันต่างจากที่ที่เราไปพักซึงแยกเป็นเอกเทศบนเขา เหมาะกับการมีผีหรือคดีฆาตกรรมปริศนาอย่างมาก

เรียวกังหรือโรงแรมแบบญี่ปุ่น ตรงกลางคือบ่อน้ำร้อนสำหรับแช่เท้า เล่นกีฬามาเหนื่อยๆแช่แล้วสบายเท้าดีจัง

สาวๆ มาแช่เท้ากันเยอะ

ติ๊กซังกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่บ่อน้ำร้อน ยูกิซังคงรู้สึกสบายเท้าเลยเคลิ้มไปเลย

เสร็จจากแช่เท้าก็พากลับที่พัก คืนนี้จะเป็นคืนแห่งการแลกเปลี่ยวัฒนธรรมกัน ชาวญี่ปุ่นจะมีการแสดงเป็นการต้อนรับ และชาวไทยก็จะมีการแสดงแลกเปลี่ยนกัน

ทุกคนขึ้นห้องไปเปลี่ยนชุดประจำชาติ ทางเรามีทั้งชุดราชประแตน ชุดนักรบ ชุดหม้อห้อม และชุดไทยภาคต่างๆ ทางญี่ปุ่นก็ทั้งกิโมโน ยูกาตะ และเสื้อคลุมที่เรียกว่า ฮาปิ เยาวชนไทยถูกให้ไปรวมตัวในห้องโถง เราถือโอกาสนี้ซ้อมการแสดงเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อถึงเวลา ล่ามก็มาบอกให้เราเข้าไนห้องอาหาร ในห้องนั้นชาวญี่ปุ่นในชุดญี่ปุ่นเรียงแถวกันปรบมือต้อนรับชาวไทย คัมปาย และเชิญให้กินอาหาร

อาหารมื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่น ทั้งในแง่ของความอบอุ่น และรสชาติอาหาร คุณทาเคโนะอุจิ ผู้จัดการโรงแรมแห่งนี้มีฝีมือในการทำอาหารสุดยอดมาก วัตถุดิบก็ของดีๆ ทั้งนั้น

พอกินข้าวเสร็จ ก็เริ่มการแสดงละ ชาวญี่ปุ่นเริ่มก่อนด้วยการเต้นะบำ "โดสึโค่ย" ความหมายตรงตัวคือ "มาจอยกัน" เป็นการเต้นที่มันมากๆ ดูเหมือนท่าเหวี่ยงแห ท่าลากอวนเอามาประยุกต์ พูดไม่ถูก แต่สนุกมาก เขาบอกว่าเดิมเป็นการเต้นของชาวประมงแถบโอกินาว่า เนื้อร้องเป็นการขอความอุดมสมบูรณ์จากทะเล และแสดงพลังสามัคคีของตน

ต่อไปคนไทยก็เอาบ้าง โดยการแสดงของชาวไทยคือ IT The Musical โดยแบ่งเป็น 3 องค์ดังนี้

องก์ที่ 1 "เทอดไท้จอมราชันย์" การแสดงจะเริ่มจากการบรรเลงเปียโนพร้อมร้องเพลงพระราชนิพนธ์"สายฝน" ครับโดย ... เพื่อนำเข้าสู่ Slide Multimedia ภาพของกษัตริย์ไทยและญี่ปุ่น ซึ่งพี่รุ่งได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับสวยมากกกก เพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 2 พระองค์ (แต่เน้นในหลวงของพวกเรามากกว่า)

องก์ที่ 2 "อลังก์ศิลปะป้องกันชาติ" เป็นการแสดงศิลปะประจำชาติคือการฟันดาบ เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการตั้งรับอริศัตรู แม้นในยามที่บ้านเมืองสงบสุขครับ

องก์ที่ 3 "งามวิลาศ เต้น รำ ร้อง" เป็นการแสดงเซิ้งกะลา หรือที่กลุ่มเราเรียก เซิ้งกะโป๋ ครับ ซึ่งเป็นการแสดงที่เน้นความสนุกสนาน เพื่อสะท้อนถึงนิสัยและวัฒนธรรมของคนไทย ในยามที่บ้านเมืองสงบปราศจากศึกสงครามใดๆ

องก์ที่ 4 "แผ่นดินทองแสนอุดม" จัดว่าเป็นองกที่ Climax ที่สุด และเป็นองก์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้อง ๆทุกท่านในกลุ่มครับ เป็นองก์ที่พวกเราทุกคนจะต้องร่วมกันขับร้องเพลงแผ่นดินทอง (เป็นเพลงประกอบละครเวที ทวิภพ The musical )พร้อมกับการรำแนวประยุกต์ประกอบเพลงนี้ครับ ซึ่งเนื้อหาของเพลงสะท้อนถึงความเป็นไทยได้ดีมาก

องก์ที่ 5 (FINALE) "ถวายบังคม "ทรงพระเจริญ" " เป็นการจบการแสดงของพวกเราลงโดยการฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงขึ้นมา แล้วพวกเราทุกคนก็ถวายความเคารพ โดยพร้อมเพรียงกันค้างไว้ แล้วไฟก็จะดับลง ม่านก็จะปิดลงอย่างสวยงามครับ (เวอร์ดีไหม)

ทั้งหมดนี้เขียนและกำกับโดย หมอY ครับ(ด้วยจรรยาแพทยไม่อาจเปิดเผยชื่อได้)

หมอ Y ผู้นี้ มีส่วนต่อการแสดงและการเฮฮาปาร์ตี้ของพวกเรามาก ทั้งการออกแบบ การดีไซน์ และการเล่น แกเล่นดนตรีและร้องนำในองก์ที่หนึ่ง เต้นเซิ้งกระโป๋ในองก์ที่สาม คิดท่าและรำในองกที่สี่และห้า ถ้าฟันดาบเป็นอีกอย่างแกคงเล่นแม่มทุกองก์แล้ว

แกแบกกีตาร์ไปญี่ปุ่น (ผมนึกว่าแกจะทิ้งไว้แล้วแลกเอาซามิเซ็นกลับมาเสียอีก)เล่นในรถทุกครั้งที่เดินทางไกล แล้วเป็นคนที่เห็นเปียโนไม่ได้ ต้องไปนั่งเล่นทุกครั้ง เวลาผ่านร้านขายเปียโนต้องคอยดึงๆ แกไว้ไม่ให้ไปเล่น เรื่องของหมอ Y มีอีกเยอะครับ ไว้จะมาเล่าต่อ ตอนนี้แกกลับไปผ่าตัดมะเร็งเต้านมที่ รพ อยุธยาแล้ว ผมแนะนำให้แกเปลี่ยนอาชีพหรือไม่ก็เล่นการเมืองซะ

ออกนอกเรื่องไปนิด สรุปว่าหลังจากเรามีการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒณธรรมกันแล้ว ก็มีการเล่นเกม และร้องเพลงร่วมกัน ชาวญี่ปุ่นใช้เพลงอะไรผมจำไมได้ ไว้ค้นเจอจะเอามาบอก ส่วนชาวไทยใช้สามัคคีชุมนุม ปรากฏว่าญี่ปุ่นก็ร้องเพลงนี้ได้เนื้อญี่ปุ่นก็จับมือโยกกันไป พอจบแล้วก็เป็นการแลกเปลี่ยนชุดกันใส่ เราจะเห็นหน้าตี๋ใสยูกาตะ หน้าลาวใส่กิโมโน และญี่ปุ่นใส่ราชประเตน สาวญี่ปุ่นใส่สไปเฉียง ดูดีไปอีกแบบ

จากซ้ายไปขวา คนใต้ คนเหนือ คนเกียวโต คนเซ็นได คนกรุงเทพ

จบการแลกเปลี่ยนวัฒณธรรมจนดึก ก็ไปอาบน้ำกัน ทีนี้ฃะ ทางชายไม่มีปัญหาเพราะแก้กันแล้ว จะมีญี่ปุ่นแก้มาอาบด้วยก็ไม่มีปัญหาอะไร ทางหญิงนี่ได้ข่าวว่าถูกญี่ปุ่นบุก คือเข้าคิวอาบอยู่ดีๆ สาวญี่ปุ่นก็แก้ผ้ายกพวกเข้าไปเลย ทำเอาแทบจะกระโดดบ่อน้ำร้อนหนี

ชาวไทยบางคนก็ขี้อายครับ แอบไปอาบคนเดียวตอนตีสามบ้าง ใส่กุงเกงในอาบบ้างรายหลังสุดญี่ปุ่นมองกันใหญ่ แล้วเอาไปนินทาด้วยละเออ เป็นเรื่องขำกลิ้งของเขาเลยละ

ดึกแล้ว ชาวไทยและชาวญี่ปุ่นคุยกันไม่ยั้งกลางวงสุรา สายญี่ปุ่นจิบเบียรบ้าง สาเกบ้างทุกคน เขาคงไม่คิดว่าการกินเหล้าเป็นเรื่องผิดอะไรในประเทศนี้