JP-Tokyu

โตเกียว อากิบาฮาระ

posted on 26 Nov 2006 08:57 by itgroup  in JP-Tokyu

โตเกียว ..ฉันมาแล้ว

กลับจากเกียวโต วันรุ่งขึ้นก็เก็บข้าวเก็บของ เตรียมตัวไปโตเกียว
เมืองหลวงของญี่ปุ่น เมืองที่ครองสถิติโลกหลายๆ อย่าง
ผู้คนอยู่กันแออัดที่สุด ที่ดินแพงที่สุด ค่าเช่าห้องแพงที่สุด มีคนฆ่าตัวตายเยอะที่สุด เก็บภาษีได้มากที่สุด มีรถไฟมากที่สุด มีสาวเมดมากที่สุด ยอดมนุษย์เยอะที่สุด มีสัตว์ประหลาดบุกบ่อยที่สุด มีฐานทัพใต้ดินเยอะที่สุด


ก่อนไปผมได้คุยกันเยาวชนชาวเคนยา ที่มาพักด้วยกันที่โอซาก้า ชื่อนาซิส (สูงเกือบสองเมตร ล่ำสัน หน้าตาคล้ายๆ ชาคิล โอนิล ชอบถอดเสื้อโชวหุ่นสะท้านใจรีดผ้า)
เขาบอกว่า การมาญี่ปุ่นของเขาครั้งนี้ สิ่งที่เขาต้องการชมมากที่สุด คือต้องการไปโตเกียว เขาต้องการดูว่าเมืองที่มันเจริญรุ่งเรืองขนาดนี้มันเป็นยังไง
ซึ่งต่างจากผมเล็กน้อยที่ผมอยากดูอะไรที่มันเป็นศิลปวัฒณธรรม เช่น นินจา ซามูไร เกอิชา ปราสาทราชวัง
อาจจะเป็นเพราะว่า เคนยา และประเทศแถบแอฟริกาไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรที่เป็นมรดกเชิงวัฒณธรรมอย่างวัดเก่าวังเก่าของเรา เขาจึงไม่สนใจจะมาดูของชาติอื่น
สุดท้าย นาซิส ทิ้งท้ายด้วยคำพูดว่า Tokyu ..Here we come

ผมและคณะออกเดินทางด้วยซินคันเซนในวันรุ่งขึ้น เป็นรุ่นโนโซมิ ที่แพงที่สุดและเร็วที่สุด ค่าโดยสารเที่ยวละประมาณ 4000 บาทไทยต่อคน(ไจก้าออก) เป็นรถไฟที่เร็วที่สุดในโลกก็ว่าได้ เร็วกว่าเครื่องบินเพราะไม่เสียเวลาตอนเทคออฟและแลนด์ดิ้ง



โอซาก้าไปโตเกียวประมาณเกือบ 800 กม พอกะกทม ไปเชียงใหม่ ซินคันเซนวิ่ง 3 ชม ครึ่งความเร็วเฉลี่ย 250 กม /ชม
ก่อนออกมีการโฆษณาว่า ตั้งแต่เปิดให้บริการมา ยังไม่เคยมีอุบัติเหตุเลย ยกเว้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ และก็อตซิลล่าเท่านั้น

รถไฟนับเป็นเส้นเลือดสำคัญของการทำธุรกิจในญี่ปุ่น เป็นการขนส่งมวลชนที่ประหยัด รวดเร็ว ตรงเวลา และเป็นสาเหตุหนึ่งทีทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก้าวหน้า

ก่อนไปต้องซื้อข้าวกล่องไปกินในรถซะหน่อย

ข้าวกล่องปลาแซลมอนย่างเกลือ 800 เยน ชาเขียวอีก 150 เยน (ไจก้าออกให้)

เปิดออกมาเป็นยังงี้
มีปลาชิ้นนึง ไก่ทอด ลูกชิ้นเนื้อนกทอด ผักต้ม ผักผัด ผักดอง ที่จะขาดไม่ได้คือลูกบ๊วย แก้เลี่ยนดีมาก
ของหวานเป็นแปะก๊วย


ในซินคันเซนสะดวกสบายมาก ยังกะเครื่องบินเฟริสคลาส รถวิ่งไวมากจนมองวิวไม่ค่อยจะได้ และบางครั้งที่ลงเนินก็ทำเอาหูอื้อ มาหลายครั้งที่วิ่งลอดอุโมงคทีละนานๆ
ระยะทางเกือบ 800 กท หยุดสถาณีโยโกฮามะที่เดียวเท่านั้น นอกนั้นควบตลอด พอผ่านชิสุโอกะ มองหาฟูจิซังกันแทบแย่ ก็ไม่เจอเพราะเมฆบัง
ล่ามบอกว่า ถ้าวันไหนอากาศหนาว ฟ้าจะใส จะเห็นชัดเจน ที่เรามานี่อากาศอุ่น เลยไม่เห็น

รถวิ่งไวมากจนมองวิวข้างทางได้ยาก

พนักงานบริการบนรถจ้า ยังกะแอร์โฮสเตส

มาถึงโตเกียวในที่สุด
ลงที่สถานีโตเกียว ที่นับเป็นสะดือของเมือง คนเยอะชิกไห มีรถไฟเป็นสิบสายบนดินมั่งใต้ดินมั่งกระจุกอยู่ที่นี่ พอออกมาแล้วเขาก็ต้อนไปขึ้นรถ
อากาศโตเกียวร้อนกว่าโอซาก้า รถไม่ค่อยมาก คงเป็นเพราะมาตอนบ่ายสองกว่าๆของวันจันทร์ จุดเด่นที่เห็นคือ เขาทำทางเดินได้ดีมาก ทางดีและมีระดับราบเรียบเสมอกันไม่ต้องขึ้นหรือลงเลย คิดว่าคงเพื่อสำหรับคนพิการปและคนแก่ที่ใช้รถเข็น ผมสามารถลากกระเป๋าของผมตั้งแต่รถไฟไปถึงรถบัสได้โดยไม่ต้องหยุดยกขึ้นหรือหย่อนลงเลย

นั่งรถบัสสัก ชม หนึ่งก็ถึงไจก้าโตเกียว ระหว่างทางผ่านวังจักรพรรดิ(รายละเอียดอ่านใน X พลังล้างโลก) ปราสาทเอโดะ (รายละเอียดอ่านในจอมคนขุนพลเงา) ประตูฮันโซมง(รายละเอียดอ่านในฮันโซ ยอดนินจา) โรงละครคาบูกิโจ(รายละเอียดอ่านในเรื่องอาจารย์เฮี้ยวเปรี๊ยวเซ็กซี่) อาคารนิฮงบุโดกัง (ที่คินนิคุแมนมาแข่ง) และมหาวิทยาลัยโตเกียว หรือโตไดด้วย (รายละเอียดอ่านในเลิฟฮินะ)


ถนนหนทางในโตเกียวนั้น ไม่กว้าง ย้ำว่าไม่กว้าง ไม่มีถนนไหนมีขนาดเท่าถนนราชดำเนินเลย ยิ่งตรอกซอกซอยและยิ่งแคบไปใหญ่ และมีเนิน มีสโลบอยู่ทั้งเมือง ล่ามบอกว่า โตเกียวมีเนินกว่า 200 เนินอยู่ทั่วไป
นี่ก็เป้นเรื่องที่ประหลาดมากสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นราบอย่างผม ที่โอซาก้าก็ว่าไปอย่าง นั่นมันเมืองภูเขา แต่นี่คือโตเกียว ยังมีเนินเยอะขนาดนี้

เช็คอินเรียบร้อย ต่อไปก็ออกเที่ยว เป้าหมายแรกเลยคือ อากิบาฮาระ เป็นเป้าหมายที่ผมล็อคไว้ก่อนออกเดินทางจากเมืองไทยแล้ว


เพื่อนๆที่ไปถามว่า ที่นั่นมีอะไร
ผมก็ตอบไม่อายว่า มีนาฬิกาและเครื่องไฟฟ้าราคาถูกที่สุด มีมือถือและไอพอดรุ่นใหม่ๆ เหล่าผองเพื่อนได้ยินก็หูผึ่งรีบชักชวนกันไป

ก็ใช่แหละครับ ถ้าผมบอกว่ามันเป็นย่านการ์ตูน โมเดล คาจาปอง คอสเพลย์ มีเมดคาเฟ่ ใครมันจะอยากไปกับผม

Akibahara

ขึ้นรถไฟ JR จากอิชิกายะ แปปเดียวก็ถึงอากิบาฮาระ มองจากบนสถาณีรถไฟที่ยกสูง ก็เห็นแสงสีและร้านโยโดบาฉิ อากิบะ อยู่ใกล้ๆ

ย่านอากิบาฮาระเป็นสุดยอดแห่งย่านขายคอมพิวเตอร์ เครื่องไฟฟ้า ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ และได้ผนวกความเป็นแหล่งรวมสินค้าการ์ตูน มังงะ อนิเมชั่น คอสเพลย์ เข้าไว้ด้วย

อันนี้ใช้ตึกกระจกเป็นจอฉายภาพโฆษณา เครื่องฉายอยู่บนยอดตึกตรงข้าม

ร้าน ลาออกซ์ สุดยอดร้านขายเครืองใช้ไฟฟ้า ไอพอด มือถือ และกล้องที่นี่ราคาถูกกว่าเมืองไทยอยู่ 30-40% ชาวไทยซื้อหากลับบ้านกันเป็นอันมาก ผู้นำในการซื้อไอพอดคือ รุ่งซัง รุ่งซังผู้นี้เป็นมือสรางสื่ออันดับหนึ่งของกลุ่ม แกสามารถจะตัดต่อภาพ สร้างภาพเคลื่อนไหว ใส่เพลงประกอบ ในเวลาอันน้อยนิดออกมาเป็นสไลด์โชว์ที่ดูหรูหราปาจิงโกะมาก เอาไปฉายในงานต่างๆ ทั้งไทยและญี่ปุ่นเรียกเสียงหัวเราะและน้ำตามานักต่อนักแล้ว

ร้านลาออกซ์ เจ็ดชั้นขายเครื่องไฟฟ้าเสียเกือบหมด ยกเว้นชั้นบนที่ขายของที่ระลึกราคาดูแล้วไม่แพง แต่ซื้อแล้วแบกกลับไปไม่ได้เท่านั้นเอง

ร้านขายดีวีดีหนังการ์ตูน และเกม ชั้นล่างเป็นหนังการ์ตูน ชั้นบนเป็นหนังผู้ใหญ่ห้าชั้นรวด

ร้านนี้ขายชุดคอสเพลย์ทั้งร้านห้าหกชั้นอีกเช่นกัน

ร้านเกมเมอร์ส แหล่งรวมความบันเทิงของวัยรุ่นญี่ปุ่น และแพร่ระบาดไปถึงเมืองไทยด้วย การ์ตูน เกม ของเล่น พลาสติกโมเดลรุ่นใหม่ที่สุดหาได้ที่นี่ ร้านนี้ได้ดีไซน์คาแรกเตอร์ "ดิจิคารัท" เป็นรูปสาวน้อยใส่ชุดเมดมีหูแมว เพื่อใช้โปรโปมทร้าน จนโด่งดังกลายเป็นการตูน อนิเมชั่น และเกมสามสี่ภาค

หน้าร้านครับ ในร้านห้ามถ่ายรูป บอกได้แต่ว่าของเยอะมากๆ

ขายทุกอย่างที่โอตาคุต้องการ

ของฝากจากอากิบาฮาระ "โอเด้งจัง" กระป๋องอาหารยังชีพสำหรับหนึ่งคน เปิดแล้วแปะลงไปบนข้าวให้สารอาหารและพลังงานเพียงพอสำหรับหนึ่งวันราคาสองร้อยห้าสิบเยน นับว่าถูกมากในโลกที่ราเม็งชามละ 500 เยน เหมาะมากสำหรับโอตาคุที่มีเวลาและงบกประมาณจำกัด

หน้าร้านขายหนังผู้ใหญ่และเซ็กชอบปุในอากิบาฮาระ

ร้านขายหนังแบบให้เช่าดูในร้าน มีทั้งหนังปกติ หนังชนโรง วีดีโอคอนเสริต ละครทีวีและหนังผู้ใหญ่ เป็นห้องเล็กๆ มีโซฟาให้นั่งดูในร้าน เครื่องเสียงอย่างดี ค่าใช้บริการก็ไม่แพง สองชม. พันเยนหยิบหนังด้านล่างไปลงทะเบียนแล้วหิ้วขึ้นไปที่ห้อง ขาลงมาจ่ายค่าห้องแล้วเช็คหนังคืนก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง

จบวันแรกในโตเกียวที่ร้านแถวๆ หน้าไจก้าโตเกียว ทงคัทสึอุด้งราคา 550 เยนกินแล้วหูตาสว่างอบอุ่นไปทั้งตัว ซื้อด้วยการหยอดเหรียญ ร้านนี้เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงเช่นกัน

วัดอาซาคุสะ

31 ตค วันที่สองที่โตเกียว ตื่นเช้ามาไปดูงานที่กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม ของญี่ปุ่น เรียกย่อว่า METI หัวข้อคือ นโยบายสารสนเทศของญี่ปุ่น
รายละเอียดการดูงานขอละไว้ ใครอยากได้รายงานมาบอก

ระหว่างทางผ่านตึกรัฐสภาญี่ปุ่นด้วย มีคนถามว่า ข้างบนยอดสุดนั่นเป็นอะไร คำตอบคือ เป็นห้องให้จักรพรรดิขึ้นไปประทับเมื่อมีการประชุมสภา


จักรพรรดิญี่ปุ่นอยู่ในสถาณะเป็นสัญญลักษณ์ ไม่ยุ่งกับการเมืองอย่างเด็ดขาด ตรงนี้เขียนไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ชาวญี่ปุ่นรู้ว่ามีจักรพรรดิ แต่ไม่สนใจเท่าไร และสื่อมวลชนก็ให้ข่าวราชวงศ์ในทางที่ไม่ค่อยดี
ชาวญี่ปุ่นตกใจมากที่ เห็นชาวไทยใส่เสื้อเหลือง ในเหรียญมีรูปในหลวง เวลาจะแสดงศิลปวัฒณธรรม เปิดด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ ก่อนฟันดาบมีการถวายบังคม และเมื่อซักถามแนวทางแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ในประเทศไทยทางใด ก็จะมีในหลวง (โอ ซาม่า) มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ


ตอนบ่าย ดูงานที่บริษัท JR ย่อว่า Japan Railway เป็นบริษัทที่เดินรถไฟทั่วภาคตะวันตกของญี่ปุ่น มีพนักงงานกว่าสองแสนคน มีรายได้แต่ละปีมากกว่างบประมาณของประเทศไทย
หัวข้อคือ E Money
บรรยายเรื่องการใช้บัตรรถไฟที่รวมเอาเครดิตการ์ด บัตรโทรศัพท์ และอีกหลายๆ อย่างไว้ด้วยกัน ใช้ระบบเติมตังตามร้านสะดวกซื้อ
วิทยากรเลิกเร็วมาก คงกลัวไม่ทันรถไฟ

ดังนั้นเป็นโอกาสอันดีของเยาวชนไทยใจกล้า ที่จะไปลุย อาซาคุสะ เดระ วัดนี้มีตำนานเก่าแก่มากมาย (รายละเอียดอ่านในชาแมนคิง)

ขึ้นรถจากสถาณีอิชิกายะ ลงสถานีอาซาคุสะ



วัดอาซาคุสะ ที่เป็นวัดใหญ่ใจกลางเมืองของเอโดะ ประตูหน้าอันเลื่องลือชื่อว่า คามินาริมอน หรือ ประตูเทพสายฟ้า
หน้าประตุมีโคมขนาดโคตรใหญ่ ขนาบด้วยอสนีเทพและวายุเทพ
ด้านหลังมีเทวรูปหน้าตาแปลกๆ ที่ผมยังไม่รู้ว่าคืออะไร


วัดใหญ่สุดๆ จากคามินาริมอน เดินเข้าไปเป็นกิโลกว่าจะถึงประตูใน ที่นำไปสู่โบสถ ระหว่างทางมีร้านขายของฝากสไตล์ญี่ปุ่นอยู่มากมาย ผมว่าจะซื้อดาบซามูไรมาสักเล่ม พอลองหยิบจับดูส่วนใหญ่จะเป็นดาบตั้งโชว์ ชักไม่ออก หรือชักมาไม่มีคม เลยไม่ได้เอามา

จุดเด่นี่เห็นคือแต่ละร้านจะไม่ขายปนเปกัน ขายอะไรก็ขายไอ้นั่นไปเลย

ร้านนี้ขายโคมจ้า

ขนมเซมเบ้ ทำใหม่ๆ กินกรอบๆ ดี

หน้ากากจ้า ว่าจะเอาหน้าเทนงูกลับมา แต่ดูราคาแล้วเลิกคิด


ขายขนมของฝากจ้า นี่ก็เป็นจุดที่ญี่ปุ่นมีไม่เหมือนที่อื่น ทุกที่ต้องมีของฝากประจำที่ เป็นขนม มันจุบ้าง โมจิบ้าง ขนมเหนียวๆ ที่ทำจากแป้งบ้าง ใส่กล่องสวยงาม

กิโมโน สวยมากและแพงมาก ผมเปลี่ยนใจไปซื้อยูกาตะแทน ตอนนี้คุณน้าของผมใส่เดินอวดชาวบ้านเกือบทุกวัน "หลานมันซื้อมาให้จากญี่ปุ่น"

โคมมากมายบริเวณหน้าทางเข้าโบสถหลัก

ริวโอ หรือเทพเจ้ามังกร หนึ่งในสี่ผู้พิทักษ์วัดภายนอก ภายในวัด ประดิษฐานองค์เทพคันนอน หรือ เจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง ผมไปตอนเย็น วัดปิดแล้วจึงไม่ได้เข้าไปสักการะ เดินได้รอบหนึ่งยังไม่ทันจะทั่วัดก็ต้องไปเพราะมืดแล้ว มองไม่เห็นทาง และเพื่อนๆ อยากไปชินจูกุกันแล้ว

ชินจูกุ

เสร็จจากเยี่ยมชมวัดอาซาคุสะ ก็ตรงไปย่านชินจูกุ เป็นย่านที่รวมแหล่งชอปปิ้ง ร้านเหล้า และความบันเทิงสารพัดสารพันของคนญี่ปุ่นวัยทำงานเข้าไว้ด้วยกัน


เป้าหมายแรกคือร้านบิ๊กคาเมรา ที่คนไทยชอบไปซื้อกล้องถ่ายรูป
คนไทยที่มาร้านนี้แบ่งเป็นสองจำพวก พวกแรกเรียกว่าศึกษาข้อมูลมาอย่างดี มาถึงก็ตรงไปที่รุ่นที่เล็งไว้ สอบถามสเป็คเช็คราคาแล้วก็จ่ายตังซื้อ อีกพวกไม่ได้ศึกษาอะไรมาเลย มาถึงก็เดินดูกล้อง ดูไอ้นู่นไอ้นี่ไปเรื่อยๆ ราคากล้องที่นี่ถูกกว่าเมืองไทย 30-40% และยังมีรุ่นใหม่ๆที่เมืองไทยไม่มี

ในห้างเดียวกับที่มร้านบิ๊กคาเมรา มีร้านขายเกมและพลาสติกโมเดลขนาดมหึมา

เครื่องเล่นเกมยูกิรุ่นใหม่

โมเดลลดราคาครับ ขายกับแบบไม่ต้องขึ้นชั้น วางกะพื้นเลย

ร้านนี้อยู่ด้านหลังห้างที่มีบิ๊กคาเมรา ร้านอะไรคงเข้าใจเนอะ

ของกินย่านชินจูกุจะเป็นร้านเล็กๆ เพราะที่แพงไม่มีโต๊ะนั่ง มีเป็นเคานเตอร์ ขึ้นไปนั่งบนม้ายาวบ้าง สตูลบ้าง ขายตามปกติจำพวกโซบะ อุด้ง ยากิโทริ อาหารชุด ราคาพอไปได้ ร้านนี้ผมเห็นว่า 200 เยนเลยลองเข้าไปดู พบว่า 200 เยนก็ได้แค่เส้นกะน้ำซุบเท่านั้น

เทมปุระอุด้ง ราคา 380 เยน

กินเสร็จก็เตรียมการจะไปอาคารโยโดบาฉิ ที่เป็นตึกที่ขายนาฬิกาอย่างเดียว แต่ด้วยความที่ดูกล้องกันนานไปนิด เวลาเลยหมดก่อน ก็เล่ยต้องกลับที่พักกัน

โตเกียว ฮิโรโระไฮสคูลและมิไรกัง

ช่วงเช้า ตื่นมาหกโมงออกวิ่ง จากศูนย์ไจก้าออกไปสองซอย เจอศาลเจ้าพ่อเสืออยู่กลางซอยเลย แวะเข้าไปดูสักหน่อย

ป้ายไม้ กระดาษขอพรเพียบ

กลับมากินข้าวตอนแปดโมงกว่าๆ แก้ผ้าอาบน้ำแต่งตัว ลงมาทันเก้าโมงพอดีแป๊ะ โปรแกรมวันนี้คือเยี่ยมโรงเรียนมัธยมปลายฮิโรโกะ และ พิพิธภัณฑ์สถาณธรรมชาติและเทคโนโลยี มิไรกัง


โรงเรียนฮิโรโกะมีนักเรียนไม่มาก เป็นโรงเรียนเอกชน ค่อนข้างจะเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนที่หรูมากในมาตรฐานของคนไทย (ของญี่ปุ่นไม่รู้ อาจจะธรรมดา)
เริ่มด้วยการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนถึงเรื่องราวของโรงเรียนคร่าวๆ จากนั้นก็เยี่มชมการเรียนการสอน วิชาโปรแกรมมิ่ง หัวข้อทีสอนคือเรื่องการจัดส่งข้อมูลแบบแพคเกจ
เขาสมมุติให้นักเรียนแต่ละคนเป็นพีซีที่ต่อเนตเวิรคกันอยู่ แล้วให้แต่ละคนทำสลากสี่ชิ้น ที่เขียนชื่อตัวเองไว้แล้วจ่าหน้าถึงเพื่อนคนอื่นสี่คน จากนั้นครูก็จะเก็บสลากแต่ละอันยำๆ ใส่กระป๋อง แล้วแจกสุ่มให้นักเรียน แล้วให้ส่งสลากผ่านไปตามแถว ไปที่เป้าหมายที่จ่าหน้า จากนั้นให้ส่งคืนที่เจ้าของ เป็นการอธิบายการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม

มีการพูดคุยเกี่ยวกับ วิชาสารสนเทศในญี่ปุ่น เขาบอกว่า ไม่ต้องสอนไมโครซอฟเวิรดและโปรแกรมจำพวกที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เนตเพราะศึกษาเองได้ทุกคน ที่สอนคือระบบการทำงานขอเนตเวิรตและการเขียนโปรแกรม



หมายเหตุ นร.ที่นี่ไม่มีเครื่องแบบ อยากจะแต่งอะไรก็แต่งมา แต่เท่าที่เห็นมีส่วนน้อยที่ใส่ไปรเวท โดยมากจะเอาเครื่องแบบของ รร ใด รร หนึ่งมาใส่ ก็ดูแปลกไปอีกแบบ และที่สำคัญคือ นร หญิงนุ่งสั้นมากทั้งๆ ที่อากาศเย็น

ปูซัง ซึ่งเป็นอาจารย์เช่นกัน ได้กล่าวชมเชยอาจารย์ที่โรงเรียนี้ว่า มีวิธีการอธิบายเรื่องที่มองไม่เห็นให้เข้าใจอย่างเป็นรูปธรรมดีมาก และอาจารย์ที่นี่มีความอดทนสูงมาก ถ้าเป็นเขามาสอน เขาสอนไม่ไหวแน่เพราะ นร นุ่งสั้นมาก เขาคงไม่มีสมาธิสอน

โปรดสังเกตคอเสื้อของ นร หญิงครับสีไม่ซ้ำกันเลย ต่างคนต่างไปหาเครื่องแบบที่ตนเองชอบมาแล้วใส่มาเรียน ไม่ยักแต่งไปรเวทมา นร ชายก็ใส่ชุด นร บ้างไปรเวทบ้าง

ช่วงบ่าย ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและเทคโนโลยี หรือมิไรกัง
อยู่ในเขตพื้นที่ถมใหม่ ที่นี่มีอาคารทรงแปลกๆ อยู่มากมาย

ที่มิไรกังเป็นที่แสดงนวัตกรรมใหม่ๆของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องหุ่นยนต์ นาโนเทคโนโลยี และเรืองการประหยัดพลังงงานที่เป็นทอปิคที่โลกกำลังให้ความสำคัญอยู่

อาคารบิ๊กไซส์ เป็นที่จัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย ที่ผมรู้จักคือเป็นที่จัดงานคอมิคเฟสติวัล และงานการ์ตูนหลายงาน

อาคารของสถานีโทรทัศน NHK

พิพิฑภัณฑ์ทางทะเลของญี่ปุ่น มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินเรือตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

นี่แหละคือมิไรกัง

ที่นี่เป็นที่อยู่ของหุ่นยนต์ชื่อก้องโลก อาชิโม่ ตอนไปก็หมายมั่นว่าจะดูอาชิโม่โชว นึกว่าจะทำอะไร ก็มาเดินๆพูดๆ คุยๆ แปปเดียวก็กลับไปนอน ไม่เห็นวิ่งหรือกระโดดถีบเด็กให้ดูเลย แง่ง

หุ่นรูปแมวน้ำ สามารถตอบโต้กับคนได้ เกาคางแล้วอ้อนได้

หุ่นยนต์ตอบโต้ สามารถตอบโต้บทสนทนาได้ (ภาษาญี่ปุ่น)

ห้องจำลองสภาพภายในสถานีอวกาศ

ที่มิไรกังนี้มีคุณลุงเป็นอาสาสมัครจำนวนมาก สอบถามได้ความว่าบางคนเป็นคนที่ทำงานในด้านอวกาศ หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องที่เกษียนแล้ว และใช้เวลาว่างมาเป็นอาสาสมัครนำชมพิพิธภัณฑ์ ทุกคนกระตือรือร้นที่จะบรรยายมาก

คุณลุงอดีตเจ้าหน้าที่โครงการอวกาศ กำลังบรรยายการใช้ห้องน้ำของนักบินอวกาศ

รถยนต์ไฟฟ้า ประหยัดพลังงานมาก

สเปคของรถ อ่านๆ ดูไม่น่าเชื่อยังไงไม่รู้ ชารจชม เดียววิ่งได้สามร้อยโล ไม่รู้ว่าใช้อะไรชารจ คงไม่ใช่เสียบไฟบ้านแน่

ที่มิไรกังนี้ เราพบว่าลักษณะการบริหารพิพิธภัณฑ์ที่นี่เป็นไปอย่างดี มีการจัดแสดงของอย่างน่าสนใจ และพนักงานทุกคนมีความกระตือรือร้นในการนำชมมากๆ