JP-Tokyu

ตอนนี้เป็นฝีมือของบัวซัง (ชื่อเต็ม ใบบัวซัง) นะครับ

ผมไม่ได้ไปชิบูย่าทั้งๆที่อยากไปใจจะขาด บัวซังเธอไปมาสองวันแนะ ดังนั้นผมจึงอ้อนให้เธอเขียนมาให้อ่านกันครับ ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะผมก็อยากอ่านน่ะ

============================================

=============================================

ลุย Shibuya-Harajuku

รับมอบภารกิจจากท่านพี่ต๊ะซังให้เล่าเรื่องตอนไป Shibuya กับ Harajuku อันเนื่องมาจากว่าสมาชิกร่วมทริปไม่มีใครได้ไปเยือนแหล่งดังทั้งสองแห่งนี้บ่อยเท่ากับบัวซัง สงสัยมัวแต่ไปหาร้าน sex shoppu กันอยู่ที่ไหนน้ออุอุ

อันว่าบัวซังมีเพื่อนเป็นคนไทยชื่อหนุ่ยซัง ซึ่งไปเรียนต่อโทที่ Waseda University และทำงานที่ญี่ปุ่นมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว เมื่อถึงมหานครโตเกียววันแรก จึงออกแรดไม่สนใจใครดิ่งไปหาเพื่อนทันที

ก่อนจะมา หนุ่ยซังอุตส่าห์เปิดเว็บหาแผนที่ JICA Tokyo จนทราบว่าอยู่ใกล้สถานี Ichigaya จึงนัดกันที่ที่เสียบตั๋วสถานี Ichigaya ประตูที่ใกล้บ้านบัวซังที่สุด (บ้านก็คือ JICA Tokyo นั่นแหละจ๊ะ)

บัวซังเดินขึ้นเขาและลงเขาเพื่อไปสถานี JR โดยเผื่อเวลาให้ไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อย ขอบอกว่าอยู่เมืองไทยไม่เป็นแบบนี้ ยืนรอหนุ่ยซังพร้อมคิดในใจว่า เจอกันครั้งแรกจะทำท่าอย่างไรดี...จะโผเข้ากอด คิสแก้มซ้ายขวา ก็ดูไม่เหมาะกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือจะชกมือ โย่ ว้อดซั่บแหมน ก็จะเท่เกินไป เวลาขณะนั้น 5 โมง 50 นาที

6.10 น. คนโตเกียวเดินเร็วมากๆ เข้าออกสถานีกันเป็นคลื่นๆ บอกไม่ถูก เหมือนวิชากิจกรรมเข้าจังหวะ เหมือนอะไรดำ วึ่บๆ ผ่านหน้าเราไป โดยเรากำลังเป็นวิญญาณกระเหรี่ยง ไม่มีคนสนใจ ที่เริ่มหาเศษเหรียญโทรศัพท์....พี่หนุ่ยซังกุอยู่ไหนเนี่ย บอกให้ใส่รองเท้าบูตมาโชว์ สงสัยไปซื้ออยู่

6.30 น. โทรศัพท์หาหนุ่ยซังไม่ได้ ฝากข้อความไว้ ทำไมไม่รับสักที ทำไมไม่รับสักที คนที่นี่ไม่เปิดโทรศัพท์มือถือในรถไฟนั้นเอง ถือว่าเป็นสถานที่สาธารณะและเสียมารยาทหากใช้โทรศัพท์ ตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่เมืองไทยให้ช่วยโทรอีกแรง และเริ่มสะกด Ichigaya ช้าๆ พร้อมกับสังเกตว่า โอ้ มันมีประตูทางออกหลายประตู และมันยังมี subway อีกด้วย!

6.50 น. พี่หนุ่ยมาโน่นแล้ว หนุ่ยซังหน้าเซ็งตูดมาก แน่นอน ชีไม่ได้เดินออกมาจากสถานีที่เรายืนรอ เพราะมันมีประตูทางออก 7 ที่ใกล้บ้านเราจริงๆ ด้วย ท่าที่คิดไว้ว่าจะเดินเข้าไปทักว่า kombanwa (good evening) จึงกลายเป็นหน้าตาขอโทษเลิกลั่กแทน ปรากฏว่าหนุ่ยซังมาถึงตั้งแต่ 5 โมงครึ่ง ยืนรออยู่ริมแม่น้ำมา 1 ชั่วโมง ดีนะไม่มีคนมาชวนไปถ่ายหนังโป๊

หนุ่ยซังใส่รองเท้าบูตมาจริงๆ ด้วย! บอกว่าจะพาไปกินข้าวแถว Shibuya ซื้อตั๋วรถไฟเดินตามหนุ่ยซังต้อยๆ ปวดหัวกับ Osaka มาแล้ว ยังไม่เท่ากับ รถไฟที่ Tokyo หากหนุ่ยซังหลอกไปขาย ก็คงจะยินยอมและคงบอกให้พากลับมาส่งที่หอด้วย ต่อรถไฟประมาณ 2 รอบก็มาถึง Shibuya จนได้

จุดแรกที่เห็นเป็นอนุสาวรีย์หมาตัวนึง อย่าถามชื่อจำไม่ได้ จำได้แต่ว่าหนุ่ยซังแอบเรียกว่า อนุสาวรีย์ย่าเหล่ (ฮะจิ หมายอดกตัญญูมั้ง : ต๊ะซัง) เป็นจุดนับพบของวัยรุ่นว่าต้องมาเจอกันตรงนี้ก่อนจะเดินแรดใน Shibuya กันต่อ มีเด็กวัยรุ่นนั่งมั่วสุมกันเพียบเลย หน้าตาจิ้มลี้มพริ้มเพราทั้งชายและหญิง บัวซังชอบมากๆๆๆ

Shibuya เป็นแหล่งชอปปิ้งสำหรับเด็กมหาลัยจนถึงวัยทำงาน ไฮไลท์เด่นๆ คงจะเป็นสี่แยกที่มีจอใหญ่ๆ 3 จอบนตึกที่เราเห็นในฉากหนังฮอลลีวูดอย่าง Lost in Translation หรือเรื่อง About Love หรือแม้แต่ ad โฆษณาของทาทายัง ที่โปรโมทอัลบั้มในญี่ปุ่นโดยซื้อจอ 3 จอยักษ์นั่นเปิด MV ของตัวเอง อยากรู้จังว่า ทาทาจะเสียเงินค่า media เฉพาะตรงแยกนี้เท่าไหร่ เพราะมัน high impact มาก และสร้าง image ได้ดีทีเดียว

หนุ่ยซังพาเดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ ย่านนี้มีร้านอาหารดังๆ ที่เรารู้จักอยู่หลายร้าน หากไม่นับ McDonalds ก็คงเป็นร้าน Otoya ที่บ้านเราก็มี Shop แบรนด์ดังก็เยอะ เช่น รองเท้า Onitzuka Tiger, Gap, Apple (mac) เป็นต้น บัวซังแอบคิดว่า หาก Harajuku เป็นสยาม แถวนี้คงเหมือนทองหล่อบ้านเรา เก๋ๆ เริดๆ เชิดๆ นะยะ ไรงี้

แล้วเราก็มาถึงร้าน อย่าถามชื่อ แต่บัวซังก็แอบจำว่าเป็นร้านกระจกกุ เป็นร้านแบบ Japanese Italian FusionFood มื้อนั้นเป็นอาหารที่หรูหราหมาเห่าที่สุดตลอดทั้ง 23 วันที่ญี่ปุ่นเลยทีเดียว ราคาก็เอาเป็นว่าป๋าหนุ่ยซังออกให้ อาหาร อย่าถามชื่อ บัวซังแอบจำมาว่าหน้าตาเหมือน ปอเปี๊ยะสด ผัดคะน้าปลาเค็ม สปาเก็ตตี้แซลมอนรมควัน และข้าวซูชิญี่ปุ่นคลุกๆ อาหารอร่อยมากๆ (ลองไม่อร่อยสิจะขอเงินคืนทุกเศษเยน)

บรรยากาศร้านเป็นแบบเปิดเพลงฟัง มีวัยรุ่นญี่ปุ่นไปนั่งดูดและดื่มมากมาย เราก็เลยอยากทำตัวเป็นญี่ปุ่น สั่งคอกเทลมาชิบพอทำให้บทสนทนามีรสชาติขึ้น โอ้...มาการิต้าพีช แก้วละ 1200 เยนเอง ต่อให้ไม่เมาก็จะแกล้งเมาละวะเนี่ย

สังเกตว่า พนักงานที่นี่จะมี service minded มากๆ หนุ่ยซังบอกว่า เคยทำงานพิเศษตอนเรียนมหาลัย พนักงานจะต้องสังเกตลูกค้าตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้โต๊ะรก แถมยังอ่านใจว่าเราอยากได้อะไร แถมเคยอ่านเจอว่าญี่ปุ่นไม่มีธรรมเนียมทิป เพราะถือเป็นสิ่งที่ต้องให้บริการลูกค้าอยู่แล้ว

คุยกับหนุ่ยซังจนถึงเวลา 4 ทุ่ม กลับหอไม่ทันแน่แล้ว ใช้ความแรดให้เป็นประโยชน์ตั้งแต่ถึง Tokyo ตัดสินใจไปนอนค้างบ้านหนุ่ยซังที่ Ikebukero จึงยังพอมีเวลาเดินต่อไป Harajuku ได้

คงไม่ต้องบอกว่า Harajuku คืออะไร แหล่งรวมวัยรุ่นมัธยม สาวๆ ใส่เครื่องแบบนักเรียนสั้นๆ เหมือนการ์ตูนโป๊ญี่ปุ่น หนุ่มๆ ผมทอง แต่งคิ้ว กางเกงเป้าสูง ขาเดฟ ถูกใจป้าจริงๆ แต่วันที่ไป พวก Harajukian (แปลว่าเด็กๆ ใน Harajuku) คงโดนพ่อแม่โทรตามกลับบ้านหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม แถวนี้มีร้านขายเสื้อผ้า เครื่องประดับมากมาย เป็นร้านยี่ห้อ local brand เก๋ๆ ตกแต่งร้านไตล์ฮาโลวีน ที่กำลังจะมีในวันรุ่งขึ้น เดินมาจนถึงสถานี Harajuku เป็นสถานีเก่าๆ สถาปัตยกรรมเก๋ๆ นึกว่าจะทันสมัยตามประสาเด็กวัยรุ่นเสียอีก แต่ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็อาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่า หนุ่มสาวชาวยุ่นเค้าเป็นเยี่ยงไรกันบ้าง บัวซังเลยลงทุนไป Shibuya และ Harajuku อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น วัน Halloween

Halloween Night at Harajuku

จริงๆ แล้วคือ เพื่อนสาวชาวแอร์โฮสเตส นาเมวะ ตูนซัง ก็บังเอิญมีวันหยุดที่โตเกียว จึงได้นัดหมายกันไปตะลุยราตรีที่ Harajuku ด้วยกัน ตูนซังบอกว่า เดี๋ยวเราไปดูเด็กมันแต่งตัวบ้าๆ กันดีกว่า

คราวนี้บัวซังได้ชวนเพ็ตโตะซัง เพื่อนชาว JICA ไปดื่ม Biru หรือเบียร์อาซาฮีด้วยกันหน่อย

และก็เหมือนเดิมที่ต้องเสียเวลากับการนัดหมายเพราะบัวซังบอกว่าจะรออยู่ที่ Starbucks สถานี Ichigaya แต่ไอ้ตูนซังมันได้ยินว่าเป็นสถานี Ichimaya โชคดีที่หนุ่ยซังมอบมือถือมาให้ใช้ชั่วคราว ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน

ได้ยินว่ามือถือของหนุ่ยซังเป็นที่โจษจันไปทั่วเกาะญี่ปุ่นถึงโปรโมชั่นแรกเข้า ราคาจำไม่ได้ว่า 2 เยน หรือ 100 เยน แถม ipod 4 gb ให้เปล่าๆ และใช้โปรโมชั่นจ่ายขั้นต่ำ 1000 เยนต่อเดือนเท่านั้น ถูกอะไรอย่างนี้ สวยมากๆ ด้วย แต่จะต้องกำหนดระยะเวลาใช้เครื่อง 2 ปี เมืองไทยน่าจะมีโปรอะไรแบบนี้บ้างนะ

ครั้งนี้ขึ้นรถไฟตรงดิ่งไปยังสถานี Harajuku 3 สาวไทยเดินตามล่าหาผีตั้งแต่ปากทางออก ไปเรื่อยๆ ตามถนนจนมาถึงสี่แยกอย่าถามชื่อ แต่บัวเรียกว่า สี่แยก Gap จนมาถึงตรอก Harajuku มีวัยรุ่นมากมายกำลังเล่นตู้เกม ซึ่งไม่ได้แอ้มเงินของบัวซัง หากการเสีย 100 เยนไม่มีอะไรแลกเปลี่ยนเลย (บัวซังเลือกเล่นหมุนไข่มากกว่าฮ่ะ) เสื้อผ้าที่นี่แบ่งเป็นร้านผู้ชายกับร้านผู้หญิง แฟชั่นจ๋าแบบว่า mix and match จริงๆ เด็กๆ ที่นี่ถ้าแต่งตัวออกจากบ้านน้อยกว่า 3 ชิ้นถือว่าไม่ใช่เด็กญี่ปุ่น เพราะมันจะเริ่มจากเสื้อ กางเกง แล้วก็จะใส่กระโปรงทับกางเกง ถุงน่องทับกางเกง เสื้อแจกเก็ตทับเสื้อ เสื้อโค้ททับแจกเก็ต ดีนะที่หน้าตาดี...บัวซังให้อภัย

เอาจริงข้าวของส่วนมากก็คล้ายกับประตูน้ำหรือตลาดนัดข้างออฟฟิศบ้านเรานี่แล ราคาถูกสุดๆ ตกอยู่ประมาณตัวละ 1000 เยน รองเท้า 1500 เยน บัวซังดูแล้วว่าขืนซื้อมาใส่เมืองไทย มนุษย์โลกคงไม่เข้าใจเรา แถมยังอาจได้รับคำถามว่า ซื้อมาจากประตูน้ำเหรอวัยรุ่นเซ็ง

เรามาแวะถ่ายรูปกับตึก OIOI เพราะตูนซังบอกว่า ตอนมาทำงานญี่ปุ่นครั้งแรก รุ่นพี่บอกว่าต้องไปถ่ายรูปกับตึกนี้ให้ได้ สองข้างทาง ก็มีร้านอาหารและร้านเสื้อผ้าตกแต่งสไตล์ฮาโลวีน แต่ก็ยังไม่เจอผีสักตัว ในที่สุดเราก็มาเจอ Shibuya จนได้ ระยะทางที่เดินคงเหมือน สยาม-ชิดลม ไงงั้น แถมที่นี่ยังมีเด็กเยอะว่า Harajuku มาก ครั้งนี้ได้เห็นเด็กหัวทองทาตัวดำๆ แต่งหน้าขาวๆ เต็มไปหมดทั้งผู้ชายผู้หญิง ดูแล้วเหมือนเด็กเกเรไม่เรียนหนังสือ ยืนจับกลุ่มกันตามถนน ตูนซังบอกว่า พวกนี้เรียนจบม.ปลายก็ไม่เรียนหนังสือแล้ว ทำงานพิเศษ แล้วก็ใช้เงินฟุ่มเฟือย ดูเรื่อยเปื่อยไร้สาระ...เหมือนกุเลย -_-

ในที่สุดเราก็เลือกกินอาหารอิตาเลียนกันโดยดูจากโมเดลอาหารหน้าร้าน 1000 เยน จานใหญ่เชียว ในร้านมีอยู่โต๊ะหนึ่งเป็นวัยรุ่นญี่ปุ่นเกย์ๆ 2 คน และผู้ใหญ่อีก 1 คน เรดาร์ของเพ็ตโตะจับได้ว่า น่าจะเป็นเสี่ยเกย์เลี้ยงเด็กหนุ่มหน้ามน ตื่นเต้นพอเป็นพิธีก็ถึงเวลาสั่งอาหาร ความชำนาญในภาษาของพวกเราทำให้พวกเราเลือกดูรูปก่อน โอ้โห ชุดนี้มีเบียร์ สลัด และสปาเก็ตตี้เนื้อ ราคา 550 เยน ถูกจัง เพ็ตโตะชอบใจมาก ส่วนบัวซังและตูนซัง สั่งสปาเก็ตตี้ พิซซ่า โค้ก และสลัดอีกชุด

เด็กเสิร์ฟทยอยเอาอาหารมาให้เรื่อยๆ เบียร์แก้วเบ่อเริ่มถูกใจเพ็ตโตะซัง จนอาหารเสิร์ฟครบเหลือ สปาเก็ตตี้เนื้อของเพ็ตโตะ เราเลยเรียกเด็กเสิร์ฟมาถาม เอ่อ..ให้ตูนซังถามน่ะ

ตูนซังว่ายังขาดสปาเก็ตตี้เนื้อที่นึงจ้า เด็กเสิร์ฟว่า นี่ไงจ๊ะฉันเอามาแล้ว ตูนซังว่า นี่สั่งอีกจานไม่ใช่สปาเนื้อจ๊ะ เห็นไหมมันอยู่ในเซ็ทเบียร์รุ เด็กเสิร์ฟว่า ใช่ไงจ๊ะนี่ไง สั่งสปาเก็ตตี้อะไรก็ได้ 1 อย่าง ถ้าเพิ่ม เบียร์ สลัด จะจ่ายเพิ่มอีกเพียง 550 เยน....อ่อ กระเหรี่ยง 3 คนจึงเข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ของถูกไม่มีในญี่ปุ่น นอกจากเอ็งจะเข้าใจผิดเอง

เพ็ตโตะกินเบียร์แก้วนั้นจนหยดสุดท้ายจริงๆ แถมยังขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกในความโง่ เอ้ยความอร่อยของเบียร์อาซาฮีสดๆ ราคามื้อนั้นตกอยู่ประมาณ 6000 เยน เดินออกไปขึ้นรถไฟกลับถึงได้เห็นผี 3 ตัวยืนอยู่ที่เสาไฟ โอ้แม่เจ้า ยังอุตส่าห์ได้เห็น หนุ่ยซังโทรเข้ามือถือถามว่าเป็นไงบ้าง เราบอกว่ามาดูผีที่ฮาราจูกุไม่เห็นซักตัว หนุ่ยซังบอกว่า ใครเขามา Halloween กันที่นี่ เด็กๆ มันแต่งตัวกันล่วงหน้าตั้งแต่วันเสาร์แล้ว อ่าว นี่ฉันมาทำอะไรที่นี่

วันนั้นจึงกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า เดินขึ้นเขามาในซอยบ้าน เห็นผับเล็กๆ มีฟักทองวางอยู่ก็คิดในใจว่า กุจะถ่อไปทำไมเนี่ย...ว่าแล้ว ผีสาว 3 ตัวก็เดินเปลี้ยๆ กลับหอ

รปปงหงิ เป็นย่านที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดย่านพักผ่อน หย่อนใจของชาวญี่ปุ่น ผมอยากจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสักครั้ง แต่ว่า ติดที่เวลาและการเดินทางทำให้ผมไม่ได้ไป แต่ว่า กรุงโตเกียวยังไม่สิ้นคนดี ช้างซัง ผู้กล้าของเรา ได้เดินทางไปสัมผัสกับรปปงหงิด้วยตนเอง และมีชีวิตรอดกลับมาถ่ายทอดให้ฟังกัน

รปปงหงิฮิลล์ ศูนย์กลางของย่านนี้

รปปงหงิ นับเป็นย่านกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียว เต็มไปด้วยร้านรวงที่เปิดกลางคืน พิพิธภัณฑ์ ห้องแสดงงานศิลป และแน่นอน ร้านอาหาร ผับ บาร คลับ สถาณ บริการต่างๆ มีจำนวนมาก โดยทั่วไปสถาณบริการที่นี่จะเก็บค่าเข้าไม่น้อย และมีโชว์ให้ดูสารพัดอย่าง

เรื่องเล่าของคุณช้าง

เที่ยวรปปงหงิ คนเดียวโด่เด่

รปปงหงิ เป็นย่านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานจะมีลักษณะเป็นอาคารสูง ชั้นล่าง เป็นร้านขายของ มีทั้ง อาหาร ซุปเปอร์มาเก็ต และร้านโชวห่วยแบบบ้านเรา
ส่วนชั้นใต้ดินก็จะเป็น ทั้ง ร้านขายอาหาร ร้านเหล้า Pub Bar และอื่นๆ สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดก็คือ Pub และ Bar

ผม อยากรู้ว่า การที่คนญี่ปุ่นทำงานหนัก แต่เที่ยวเก่ง ดื่มเก่งนั้น ที่ที่พวกเขาใช้ผ่อนคลาย มีลักษณะอย่าง ไร และมีอะไรไว้เป็นเครื่องผ่อนคลายบ้าง

ร้านส่วนใหญ่จะเปิดประมาณ 6-7 pm
บางร้านมีแต่ ภาษาญี่ปุ่น บางร้านมีภาษาอังกฤษด้วย ร้านที่มีภาษาอังกฤษมักจะเขียนว่าถ้าเป็นสมาชิก เสียค่าเข้า 5000 เยน ถ้าไม่ใช่สมาชิก เสียค่าเข้า 10000 เยน บางร้านก็เขียนว่าไม่มีการชาร์จ (คิดราคาแพง) มีโชว์แบบเซ็กซี่สุดๆ (ไม่รู้ว่าสุดๆแค่ไหน) ประมาณนี้เป็นต้น


บางร้านก็มีการแจก แคตตาล็อก โชว์รูปสาวๆกันเลยทีเดียว ชื่อร้านว่า Baddly Girl ความจริงต้องมี D แค่ตัวเดียว แต่ร้านนี้เขาใช้สองตัว
หลังจากที่ผมเดินเที่ยวเพื่อรอเวลาจนเหนี่อย จึงหาร้านนั่งพัก ไปเจอร้านหนึ่ง
อาหารเป็นจานๆ ไม่ต้องหยอดเหรียญ ลักษณะการสั่งแบบบ้านเราเลย ราคาก็ไม่แพง จาน ละ 200-300 เยน
ผมจึง
สั่งเบียรุมาดื่ม สองแก้ว และของแกล้มอาทิ หมู เนื้อ ปลาหมึก ขอบอกว่า สุดยอดมากๆ หลังจาก
หายเหน็ดเหนี่อย และกลึ่มๆ หันดูนาฬิกาได้เวลาพอดี เกือบจะทุ่มแล้ว ร้านที่เล็งๆไว้คืนนี้เป็นอันได้เห็นดีกัน มุ่งตรงสู่ร้านในทันที

โหย โครตโมโห ไปร้านไหน ร้านไหน คนเฝ้าหน้าร้าน (เป็นชายหน้าตาดี หุ่นดี แต่งตัวส่วนใหญ่จะชุดดำ) มักจะบอกผมว่า Japan Only ไม่ให้เซ็งได้ไงละครับ
เหมือนหมาที่เห็นปลากระป๋องอยู่ตรงหน้าแต่ไม่มีปัญญาเปิดกิน
ผมเลยต้องเปลี่ยนแผนการไปหาซื้อของแทนที่ ชินจุกุ

ขอบคุณครับ

ช้าง

สุรานารี คือ ปรัชญาของชีวิต

ภาพจากเวปนะครับ ผับในรปปงหงิที่ชาวต่างชาตินิยมเที่ยวมาก

ข้อมูลเกี่ยวกับรปปงหงิเท่าที่ผมจะหาเจอ ใช้วิจารณญาณในการรับชมครับ

http://japundit.com/archives/2006/01/10/1849/

ก็ได้รับชมบันทึกอันน่าหวาดเสียวของคุณช้างกันแล้วนะครับ นับเป็นบันทึกเรื่องของรปปงหงิอันเดียวที่เราสามารถหามาได้ ถ้ามีโอกาสไปอีกครั้ง และเวลาเซฟๆ หน่อย ผมจะพาคุณช้างไปลุยอีกที หาคนญี่ปุ่นนำเข้าไปด้วยเลยเอ้า

นี่เป็นบันทึกย้อนหลังที่โตเกียว ก่อนจะไปชิสึโอกะนะครับ

สรุปโปรแกรมที่ผ่านมา

25 ตค ออกจากเมืองไทย

26 ตค ถึงโอซาก้า ---โดทอมบิริ http://itgroup.exteen.com/20061123/entry

27 ตค อบรมในศูนย์ ---ไปห้างแถวนั้น

28 ตค ฝึกนอกสถาณที่ --- โอซาก้าโจ http://itgroup.exteen.com/20061124/entry-1

29ตค เกียวโต (มีอีกกลุ่มไปยูนิเวอร์เซลสตูดิโอ)http://itgroup.exteen.com/20061124/entry-2

30 ตค. ออกจากโอซาก้า มาถึงโตเกียว --อากิบาฮาระ http://itgroup.exteen.com/20061126/entry

31 ตค. กระทรวงพาณิยช์/ บ.Japanese Railway --- วัดอาซาคุสะ /ชินจูกุ http://itgroup.exteen.com/20061127/entry

1พย.รร มัธยมปลายฮิโรโระ / มิไรกัง ----ชินจูกุ http://itgroup.exteen.com/20061128/entry(ใบบัวํซังไปชิบูย่า ไว้จะอ้อนให้เขียนให้อ่าน)

2พย.ที่ว่าการโตเกียว คาสิโอ ---อากิบาฮาระ (คุณช้างไปรปปงหงิ ไว้จะขอให้แกเขียนให้อ่านอีก)

3พย. เดินทางไปชิสึโอกะ http://itgroup.exteen.com/20061129/entry

4พย. อยู่ที่ออนเซ็น

5พย. อยู่ที่ออนเซ็น กลับโตเกียวดึกๆ

6พย ดิสนียแลนด์ http://itgroup.exteen.com/20061130/entry

7พย เดินทางไปฮิโรชิมา

อันนี้เป็นการย้อนมาเขียนของผมนะครับ เพราะตามลำดับเวลาแล้ว ไปดิสนีย์แลนด์ วันรุ่งขึ้นก็ออกจากโตเกียวไปเลยผมขอเก็บโปรแกรมโตเกียวให้ครบก่อนจะเริ่มโปรแกรมที่ฮิโรชิมา

โตเกียวยามเช้า

2 พย ผมตื่นเช้ามาจ๊อกกิ้งอันนี้เป็นไปตามคำแนะนำของรุ่นพี่ครับที่ให้ตื่นเช้าๆมาวิ่งเพื่อดูบ้านเมืองของเขาก็ได้เห็นอะไรแปลกๆเยอะ

หกโมงเช้าที่ญี่ปุ่นสว่างยังกะแปดโมงบ้านเราอากาศหนาวแต่ไม่เท่าไรอาศัยว่าได้ออกแรงผมลุกจากเตียงเปิดหน้าต่างตะโกนว่า "โอฮายโย" =อรุณสวัสดิ์ทีนึงแล้วรีบปิดหน้าต่าง(กลัวคนตื่นมาเห็น) แล้วล้างหน้าล้างตาจัดการธุระส่วนตัวแล้วใส่รองเท้าวิ่งคว้ากล้องกระเป๋าตังพาสปอรต์ใบ SOSของไจก้าและถุงใส่เหรียญได้ก็ออกมาจากห้องแล้วต้องวิ่งกลับมาเพราะลืมนาฬิกา

ผมมีเวลา 3 ชมที่จะวิ่งไปวิ่งกลับอาบน้ำกินข้าวแต่งตัวแล้วลงไปรอรถบัสเวลาเก้าโมง

ผมลงมาหน้าศูนย์ไจก้า แวะตะโกน "โอฮายโย" กับยามประตู แล้วบอกให้เขาช่วยเปิดประตูให้ (เปิดเจ็ดโมงปิดห้าทุ่ม ถ้าจะออกไปก่อนต้องเซ็นชื่อ) แล้วโอฮายโยกับยามข้างนอกอีกที จากนั้นก็วิ่งออกสู่ยามเช้าแห่งมหานครโตเกียว

ออกจากซอยไจก้า ก็เจอถนนเล็กๆ สองข้างทางดูเหมือนจะเป็นเขตร้านค้า และมีซอยลึกเข้าไปเป็นอพารทเมนต์ หอพักสามสี่ชั้น มองไม่เห็นคอนโดสูงๆ ที่น่าจะมี เข้าใจว่าจะอยู่ในเขตควบคุมความสูงของตึก

วิ่งไปเรื่อยๆดูสองข้างทางไป ชาวญี่ปุ่นเริ่มออกมาทำความสะอาดหน้าบ้าน เอาขยะอกมากอง ขยะที่นี่ผูกมัดเรียบร้อย หนังสือมัดเป็นตั้งๆ หนังสือพิมพ์ก็เหมือนกัน กระดาษลังและกล่องก็พับเรียบร้อย ขยะสดใส่ถุงดำสองชั้น ผมสอบถามล่ามในภายหลัง ได้ความว่า ถ้าไม่ทำเช่นนี้ จะถูกปรับ ถือว่าทิ้งขยะไม่เรียบร้อย คนเก็บจะถ่ายรูปเป็นหลักฐานไว้แล้วส่งบิลมาเก็บค่าปรับ

ข้างทางเป็นร้านอาหารประเภทราคาประหยัด ร้านพวกข้าวหน้าและอาหารชุดก็มาก มีร้านซูชิสลับอยู่ด้วย และร้านต่างๆ ที่คาดหายได้ว่าจะเจอในเขจที่พักอาศัยของมนุษย์ ได้แก่ ร้านซักรีดร้านเสริมสวย ร้านขายอุปกรณ์ทำสวน ร้านฮารทแวร์ ร้านขายเหล้าและข้าวสาร ร้านกิฟชอปที่ผมไม่เห็นเลยก็คือ ร้านเนต คงเพราะมีคอมกันทุกบ้านนั่นเอง

ร้านวัสดุก่อสร้าง เวลาหกโมงครึ่ง ประตูเล้กข้างขวานั่นคือทางขึ้นชั้นสอง ตอนผมไปเพิ่งเห็นเถ้าแก่ออกมาเปิดหน้าร้าน รถน้ำต้นไม้แล้วหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นไปนั่งอ่าน ไม่กลัวขโมยเลยเพราะไม่ค่อยจะมี

ร้านเสิรมสวยสำหรับ อินุซัง หรือคุณสุนัข หรือหมานั่นเอง

ตู้นี้ตั้งอยู่หน้าบริษัทแห่งหนึ่งเลยครับ ท่าจะขายดีด้วย

พอสุดถนน พบสี่แยก และป้ายบอกทาง แจ๋วละสิ ผมพบป้ายบอกตำแหน่งตัวเอง ว่าอยู่ห่างจากเครื่องหมายสวัสดิกะไม่มากนัก ผมทราบว่า เครื่องหมายสวัสดิกะ หมายถึงวัด หรือสิ่งก่อสร้างทางศาสนา เอาละวะ ผมเปลี่ยนเส้นทางข้ามสี่แยกไป เลี้ยงซ้ายเลี้ยวขวานิดหน่อย เจอจริงๆด้วย

เป็นวัดชินโต ชื่อถ้าผมสะกดไม่ผิดจะอ่านได้ว่าชูเทนโนจิอาณาบริเวณไม่มาก แต่ถ้าคิดว่านี่อยู่กลางเมืองโตเกียว ก็ต้องถือว่ากว้างไม่น้อย

นี่ก็อีกแห่งหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นวัดเซ็นครับ ดูจากหน้าตาหลวงพ่อนะ

ชื่อวัดเป็นตัวคันจิอ่านไม่ออก อ่านออกคำเดียวคือ วัด

อันนี้น่าจะเป็นศาลเจ้าที่ ชินโตเช่นกันครับ อยู่เกือบถึงไจก้าขากลับ

อันนี้บ้านคนครับ ท่าทางจะเป็นบ้านคนมีสตางค์ หรือไม่ก็เป็นบ้านอาจารย์ด้านศิลปะที่เปิดให้คนอื่นชมด้วย

หอสื่อสารทางการทหาร อยู่ใกล้ไจก้า ถ้าหลงใช้เป็นที่สังเกตได้เลย

ร้านนมสด สดจริงๆครับ มันแผลบเลย กินดีมากๆ ราคาร้อยเยน เคยกินที่สถาณีรถไฟ

ผมอยากกินแต่กลั้นใจมากินของฟรีที่ไจก้าดีกว่า ไม่ค่อยสดหรอก ออกจากกล่อง แต่มันฟรี

อ้อมเป็นวงกลับมาถึงไจก้าเวลาสักแปดโมงสิบเห็นจะได้ เอาละเหลือห้าสิบนาที ผมไปนั่งหอบแฮ่กๆ ในโรงอาหาร ดูเพื่อนๆ ที่แต่งตัวเสร็จแล้วลงมากินข้าวกัน บางคนก็เพิ่งตื่นเพราะเมื่อคืนหนักไปหน่อยเช่นช้างซัง เพชรซังเป็นต้นแล้วรีบกินรีบแก้ผ้าอาบน้ำแล้วแต่งตัวลงมา ทันเก้าโมงพอดี

ที่ว่าการโตเกียว

วันนี้ ตามโปรแกรมช่วงเช้าจะไปที่ว่าการโตเกียว เป็นตึกแฝดอยู่ในย่านชินจูกุ สูงมากครับ สูงกว่าใบหยกซะมั้ง เป็นตึกที่คุ้นตามาก ในการ์ตุนหรือหนังมักจะถูกระเบิดหรือถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายยึดบ่อยๆ

หัวข้อในวันนี้คือ "ระบบการร้องเรียน และยื่นเอกสารออนไลน์"

รายละเอียดจะไม่ขอกล่าวมากความ โดยสรุปคือ ประชาชนสามารถทำเรื่องต่างๆ ของราชการ ผ่านทางเนตได้ และข้าราชการที่ที่ว่าการก็สามารถจะโต้ตอบกับประชาชนทางเนตได้ เขาเอาคอมมาให้เราลองทำเรื่องดู ผมเป็นคนทำเรื่องเอง แต่นอกจากพิมพ์เรื่องแล้วต้องให้เจ้าหน้าที่ของเขากดให้ตลอดเพราะอ่านเมนูไม่ออก

ผมคุยกับติ๊กซังที่ทำงานด้านนี้โดยตรง เขาว่าเมืองไทยก็มีระบบเช่นนี้ แต่เสียอย่างเดียวคือ ประชาชนและข้าราชการไทย ใช้คอมกันไม่ค่อยจะเป็น และไม่มีคอมจะใช้กันด้วย

ด้านล่างตึกนี้เป็นสวนเล็กๆ มีรูปปั้นประดับอยู่รอบๆในภาพ เพชรซัง ถ่ายภาพกับรูปั้นสาวงาม

มื้อกลางวัน เขาพาไปทางอาหารจีน โอ้พระเจ้าจอรจ อาหารจีน จะบ้าเรอะ ที่นี่คือญี่ปุ่นนะเว้ย อาหารญี่ปุ่นสิ แต่เอาก็เอา ร้านอาหารก็หรูดี เป็นโต๊ะกลม พอคนใส่สูทนั่งลงไปเยอะๆ ดูบรรยากาศยังกะหนังฮ่องกง เอาละ ผมก็เริ่มแอคชั่น

ผมเริ่ม "วันนี้ เรามาประชุมกันเรื่อง แก๊งมังกรเขียว มันมาหากินในเขตของเรา" แล้วก็ยกน้ำชา ชวนให้ดื่ม

โต้งซังรับมุข "แล้วจะทำไงดีครับ ไทผิง"

ผมว่า "ต้องสั่งสอนมันให้หลาบจำ อาเปี๊ยก เห็นเป็นอย่างไร"

อาเปี๊ยก "ถ้ามันกำเริบนัก ก็อัดมันให้เละคาชินจูกุไปเลย" (เริ่มสนุก)

ผมหันไปหาช้างซัง "อาช้าง ต้องรบกวนแล้วพี่ลงมือแล้ว"

ช้างซังมองหน้าคนนู้นที คนนีที "ได้เลย ต๊ะซัง" แล้วก็หัวเราะ ผมหัวเราะตาม แล้วทุกคนในโต๊ะก็หัวเราะ คนอื่นๆ หันมามองกันพรึบ แล้วพวกเราก็เลิกบ้า ลงมือกินก๋วยเตี๋ยวเซียงไฮ้ผัดเละๆ กับไก่ทอดเย็นๆ (ใครสั่งฟะเมนูนี้)ดีที่ร้านนี้มีแต่พวกเรา เลยไม่อายชาวญี่ปุ่น

บริษัท CASIO

กินแล้ว เข้าห้องน้ำแล้ว ก็ได้เวลาไปบริษัทคาสิโอ ญี่ปุ่นออกเสียงว่า คาชิโอะ ผมก็นึกว่าญี่ปุ่นเรียกเพี้ยน ที่ไหนได้ เมื่อเข้าไปฟังการบรรยาจึงทราบว่า ชื่อเดิมคือคาชิโอะ CASHIOแต่ตอนหลังจะทำให้อินเตอร์ และคล้ายกับชื่อดาว CASIOPIA จึงตัด H ออกอย่างจงใจ

CASIO ถ้าบอกชื่อนี้ คงรูจักกันทุกคน เครื่องคิดเลข ปาลม กล้อง มือถือ เป็นยี่ห้อหนึ่งที่คุ้นตาคนไทยมากๆ เขาบรรยายความเป้นมาของบริษัทเขา ก่อตั้งโดย ทาดาโอะ คาชิโอะ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว มีรุปปั้นอยู่ตรงทางเข้า) เขาให้ดูหนังประวัติ ผมนึกว่าจะเป็นเชิงสารคดี ที่ไหนได้ ยังกะหนังแอคชั่นการนำเสนอของเขาเร้าใลดูสนุกดี ยกตัวอย่างเช่น

ในภาวะเศรษฐกิจทีฝืดเคืองหลังสงครามเช่นนี้ (ภาพบ้านเมืองพัง) วิศวกรหนุ่ม ยังไม่ท้อถอย (พระเอก ซึ่งแสดงเป็นคุณทาดาโอะ คาชิโอะตอนหนุ่ม กำลังยืนเชื่อมเหล็กทำชิ้นส่วนเครื่องจักรอยู่) เขาพยายามทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสิ่งที่เขามุ่งหวัง (ดวงอาทิตย์ตกผ่านหน้าต่างเป็นแบคกราวน์ วิศวกรปาดเหงื่อมองไปที่ช่องประตู มีเงาคนโผล่มา) สิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นให้เขาสามารถสูต่อไปได้คือ (นางเอกโผล่มา ยิ้มหวานถือตะกร้ามาด้วย วิศวกรละงาน เดินออกไปหานางเอกท่ามกลางอาทิตย์อัสดง) เสียดายที่ไม่ให้ดูจนจบขอมาก็ไม่ให้

หลังจากนั้น เป็นการบรรยายเรื่องของบริษัท บริศัทนี้ตั้งตัวได้จากการผลิตเครื่องคิดเลข เชิงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าแรกของโลก (ตัวเท่าโต๊ะเขียนหนังสือ)จากนั้นพัฒนาเป้นรุ่นใหม่ๆ มาเรื่อยๆ สินค้าที่เป็นตัวเด่นคือ เครื่องคิดเลขพกพา และนาฬิกาจีชอค แล้วก็เป็นหนังอีกตอน พูดถึงว่าวิศวกรคนนั้นค้นหาแนวคิดการลดแรงกระแทกได้อย่างไร ดูไปเพลินดี บรรยายทีไรหลับทุกที และเพิ่งจะรู้ว่า โรงงานของคาสิโออยู่เมืองไทย ที่อยุธยานี่เองมีพนังงาน 500 กว่าคน ไทย 500 ญี่ปุ่น 7 ทุกคนขยันทำงานดีเครื่องคิดเลขที่ขายทั่วโลกจะผลิตที่นี่ ในญี่ปุ่นผลิตเฉพาะของทดลองและของที่ใช้เทคโนโลยีสูงๆ เท่านั้น (มิน่า เครื่องคิดเลขคาสิโอเลยเกลื่อนตลาดนัด มาจากนี้นี่เอง ท่านที่ซื้อเครื่องคิดเลขตลาดนัดไม่ต้องกลัวของปลอม ของจริงทั้งนั้นแต่ไม่ผ่านคิวซีมั่ง ขโมยออกมามั่งเท่านั้น)

จบการบรรยาย ผู้บริหารพาเราไปดูห้องโชว์สินค้า

ซ้ายอาราโตะซัง ล่ามของเรา ขวา หัวหน้าฝ่ายการตลาดของคาสิโอ

ซ้าย น้องชายของคุณทาดาโอะ ขวาหัวหน้าฝ่ายวิจัย

หมอ Y เห็นคียบอร์ดคาสิโอแล้วคันมือ ต้องนั่งเล่น (ด้วยจรรยาแพทย์ ไม่อาจให้เห็นใบหน้าได้)

เครื่องคิดเลขเชิงอุตสาหกรรมเครื่องแรกของโลก ผลิตโดยคาสิโอ ไม่มีหน้าจอใช้ไฟกระพริบเอา

รุ่นที่สอง เป้นรุ่นที่คาสิโอขายไปเยอะมาก ทำให้มีทุนตั้งตัว

ดูเสร็จก็ลากลับ วันนี้ขากลับรถติดมาด เพราะมากลางเมืองด้วย (บ คาสิโออยู่ชิบูยะ) ก็วางแผนว่าจะมาเดินชิบูยะกัน แต่ด้วยความผิดพลาด ล่าช้าบางประการ เลยไปได้แค่ชินจูกุก็ต้องกลับแล้ว แย่เนอะ

ก่อนจาก ผู้บริหารบอกว่า ขอบคุณที่มา แต่น่าเสียดายที่กล้องดิจิตอลที่พวกเราใช้เป็นยี่ห้ออื่น ไม่ใช่กล้องคาสิโอ เราก็ได้แต่ยิ้มแหะๆ แล้วบอกว่า ตลาดกล้องเมืองไทยแข่งขันสูงมากฮับ (คาสิโอสู้เจ้าอื่นไม่ได้โว้ย)