JP-unseen

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับความสัมพันธ์ ไทย ญี่ปุ่น 

  

 

วันที่ 12 มิถุนายน เวลา 14.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น เสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต พร้อมสมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และผู้แทนพระประมุขจากพระราชวงศ์ 25 ประเทศทั่วโลก ในการถวายพระพรชัยมงคล แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

  
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยนั้น เป็นที่เลื่องชื่อไปทั่วโลก ว่าทรงมีพระอัจฉริยภาพในหลายด้านๆ ทั้งด้านดนตรี และทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ผู้อุทิศตนเพื่อปวงชนชาวไทย


เมื่อเทียบกันแล้ว ระบบกษัตริย์ของไทยและญี่ปุ่นนั้น ไม่แตกต่างกันมากในเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง เป็นที่เทิดทูนและเป็นสัญลักษณ์สูงสุด  แต่ว่า ในทางปฏิบัติแล้ว พระมหากษัตริย์ของไทยนั้น ทรงมีอำนาจในใจของประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศมากมายนัก


ตอนผมไปญี่ปุ่นครั้งแรก ไปในทุนของรัฐบาล และจะได้รับการต้อนรับโดยหน่วยราชการของญี่ปุ่น

คำถามที่ง่ายๆ ที่น่าจะถูกถาม  คือ “ทำไมพวกคุณถึงรักกษัตริย์ของคุณมากนัก” 

 

เครื่องแบบที่พวกเราเลือกใช้เป็นชุดลำลองคือเสื้อสีเหลือง

การแสดงที่พวกเราเตรียมไปแสดงให้ชาวญี่ปุ่นชมก็มีการขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ สายฝน  (เล่นเปียโนและขับร้องโดยหมอย้ง : ไปดู Entry เก่าๆ) และมีการฉายสไลด์ความสัมพันธระหว่างราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ด้วย  แถมของที่ระลึกที่เราเตรียมไปก็คือ พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง เมื่อมีพระราชปฏิสันฐาน (จับมือ) กับสมเด็จพระจักรพรรด์อากิฮิโตของญี่ปุ่นอีกด้วย

เราจบการแสดงด้วยการถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


พูดง่ายๆคือว่า พวกเราเทิดพระเกียรติในหลวงกันเต็มที่ และชาวญี่ปุ่นย่อมจะสงสัยไม่น้อย ว่า “ทำไมเราถึงรักกษัตริย์กันขนาดนั้น” 

คำตอบที่พวกผมตอบอย่างฉะฉานก็คือ “Our King devote his private life  for happiness of Thai prople”  หรือ ในหลวง ทรงอุทิศชีวิตของพระองค์เพื่อความสุขสมบูรณ์ของปวงชนชาวไทย  เพียงเท่านี้ก็เป็นคำตอบที่สมบูรณ์แล้ว


ส่วนรายละเอียดของพระราชกรณียกิจนั้น เราได้บอกให้ชาวญี่ปุ่นทราบทุกครั้งเมือได้พูดคุยกันในแง่ของการพัฒนา โดยเฉพาะในเรื่องของการเกษตร และการชลประทาน ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราชาวไทยภาคภูมิใจเมื่อได้พูดถึง King Phumipol , Our  Beloved King.


เมื่อมีการพูดถึงพระเจ้าอยู่หัว สิ่งที่อดไมได้คือการควักเอาธนบัตร และเหรียญของไทยออกมา เพื่อชี้ให้เพื่อนชาวญี่ปุ่นดูภาพในหลวง และพระราชกรณียกิจในธนบัตร  (ธนบัตรของญี่ปุ่นเป็นรูปบุคคลสำคัญ แต่ไม่ใช่กษัตริย์)


ในสายตาของชาวญี่ปุ่น กษัตริย์ของญี่ปุ่นมีบทบาทไม่มากนัก โดยเฉพาะในแง่ของการพัฒนา  ซึ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นรู้สึกประหลาดใจในแง่ที่ว่า พระมหากษัตริย์ของไทย มีบทบาทมากขนาดนั้น  และประหลาดใจเมื่อทราบว่า พระองค์ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ที่มีบารมีมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย


ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กษัตริย์ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน พระจักรพรรดิอากิฮิโตเมื่อยังดำรงตำแหน่งมกุฏราชกุมาร ก็เสด็จมาประเทศไทยเสมอๆ และทรงเป็นผู้นำพันธ์ปลานิลมาเพาะพันธ์ในประเทศไทย

 

 แม้แต่ในปัจจุบันนี้เจ้าชายของญี่ปุ่นก็เสด็จมาประเทศไทยบ่อยๆ พระองค์มีโครงการวิจัยไก่พื้นเมืองอยู่ที่ ม. แม่ฟ้าหลวง  เชียงราย

ในมหาวโรกาสฉลองครบรอบ 60 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระจักร พรรดิอากิฮิโตแห่งญี่ปุ่นพร้อมด้วย สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะได้ทรงตอบรับและเสด็จมาร่วมในพระราชพิธีครั้งนี้ด้วย

 

 

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2549 เวลา 13.35 น. สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี แห่งญี่ปุ่น เสด็จพระราชดำเนินถึงประเทศไทย โดยเครื่องบินพระที่นั่งเพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสองราชวงศ์ไทย – ญี่ปุ่น แน่นแฟ้นมาเป็นเวลานาน และน่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไป 

เมื่อเพื่อนชาวญี่ปุ่นมาเยี่ยมประเทศไทยตามคำเชิญชวนของเรา  ชาวญี่ปุ่นก็ตกใจกับสีเหลืองเต็ม กทม.  วันจันทร์ทุกคนใส่เสื้อเหลือง และพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงเต็มไปหมดทุกถนน และหน่วยราชการ

  ญี่ปุ่นกับไทยมีความสัมพันธ์กันมา ช้านานกว่า 600 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอยุธยาและในปี 2550 จะเป็นปีครบรอบ 120 ปี ของ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นกับไทย อย่างเป็นทางการ 

 

ในโอกาสนี้ ผม ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้ ในหลวงของเรานั้น มีพระราชพลานามัยสมบูรณ์ เป็นมิ่งขวัญของชนชาวไทยตลอดไป สมดังคำที่ในหลวงท่านตรัสไว้ในครั้งที่ทรงครองราชย์ครบ 60 พรรษาว่า 

 “พระมหากษัตริย์ ในยุคโลกาภิวัฒณ์ จะต้องครองราชย์ให้ได้หนึ่งร้อยยี่สิบปี”

  และขอให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองราชวงศ์ แน่นแฟ้นตลอดไป 


ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ

 

 

****************************

สุดท้ายครับ ผมจะขอยกบทสนทนาท่อนหนึ่งของผม กับคุณตาโตโยต้า  ชาวสวนแอปเปิลแห่งเมืองโชบาระ ฮิโรชิมา อายุ 80 ปี ให้ฟัง  ผมได้ไปโฮมสเตย์ในวัดมหายาน ชื่อไซเนนจิ คุณตาเป็นแขกของเจ้าอาวาสมาเยี่ยม และกินข้าวด้วยกัน เมื่อกินเสร็จก็สนทนากัน 

คุณตา : อากาศเมืองไทยร้อน พืชผักคงโตไวนิ

ผม : ไวมาก ผักของเราปลูกสองเดือนก็กินได้ ทำนาได้ปีละสามครั้ง

คุณตา : (ตกใจ กระซิบกับคุณยาย) ทำได้ปีละสามครั้งเลยเหรอ ที่นี่ปีละครั้งเดียว แต่ข้าวที่ได้ก็พอกินไปทั้งปีนิ ว่าแต่ว่า อากาศร้อนอย่างนั้น ปลูกแอปเปิลได้ไหม

ผม : มีการปลูกผลไม้เมืองหนาวพวกแอปเปิล พลับ บนภูเขา เป็นโครงการของพระเจ้าอยู่หัว

หลวงพ่อ : พวกเขารักโอซามา (พระเจ้าอยู่หัว) มาก

คุณตา :(ยิ้ม) ข้าก็รักพระจักรพรรดิมากเหมือนกัน

****************************

รายละเอียดอื่นๆ เชิญดูที่นี่ได้ครับ

ความสัมพันธ์สองราชวงศ์

http://www.th.emb-japan.go.jp/th/jis/publ/pub3_49/pub1.htm

 

เรื่องของโฮมสเตย์

http://itgroup.exteen.com/category/JP-Homestay

สัมมนาที่บ่อน้ำร้อน และการแสดงของเยาวชนไทย

http://itgroup.exteen.com/category/JP-Shizuoka

edit @ 5 Dec 2007 00:46:46 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเทศกาลเป็นอันมาก

เทศกาลที่รับมาจากต่างประเทศ เช่นวันวาเลนไทน์ นี้ชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะวัยรุ่นก็ให้ความสำคัญไม่น้อย

อย่างที่กล่าวมาแล้วในเทศกาลปีใหม่ ว่าชาวญี่ปุ่นมีขั้นตอนอะไรเยอะแยะเต็มไปหมดเมื่อฉลองปีใหม่กัน

ภาพที่เราเห็นจนชินตาตามการ์ตูน คือ การที่สาวๆ ให้ชอตโกแลตหนุ่มๆ ในวันวาเลนไทน์ แต่ทำไมต้องช็อกโกแลต ? มันเป็นมุขคำพ้องเสียงของญี่ปุ่นอีกหรือเปล่า

ที่จริงแล้ว การให้ชอกโกแลตนี้ มีสาเหตุมาจากการโฆษณาของบริษัทขายขนมเท่านั้นเอง แต่ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้รับความนิยมสูง จนเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมายาวนาน

ปี 1938 บริษัทชอกโกแลตชื่อ Morozoff คิดเคมเปญในการขายชอกโกแลต โดยทำเอาธรรมเนียมการส่งของขวัญในวันวาเลนไทน์มาเผยแพร่ โดยโฆษณาว่า วันวาเลนไทน์ เป็นวันแห่งความรัก ควรจะมอบของขวัญให้แก่คนรัก และออกแคมเปญให้มอบชอกโกแลตเป็นของขวัญ ในขั้นนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าควร สินค้าที่ขายดีเป็นเพียงชอกโกแลตชั้นเล็ก ราคา 3 ชิ้น 50 เยน

http://www.morozoff.co.jp/valentine/2007/index.html เวปของบริษัทนี้จ้า

หลังจากนั้นในปี 1958 ร้าน Mary's Chocolate นำแคมเปญนี้มาใช้อีกครั้ง และโฆษณาว่า ให้สาวๆ มอบชอกโกแลตเป็นของขวัญให้ผู้ชายกันเถอะ เหตุผลที่โปรโมทว่าให้ผู้หญิงเป็นผู้มอบชอกโกแลตนั้น เพราะว่าแคมเปญจัดที่ห้างอิเซตัน ลูกค้าส่วนใหญ่ของห้างนี้เป็นผู้หญิง ในงานนี้มีการผลิตชอกโกแลตรูปหัวใจ และรูปอื่นๆ ที่สวยงามเหมาะกับการให้เป็นของขวัญ แคมเปญนี้จัดขึ้นทุกปี จนบริษัทอื่นๆทำตาม

ในปี 1970 สมาคมชอกโกแลตและโกโก้ของญี่ปุ่น (ญี่ปุ่นชอบรวมตัวกันเป็นสมาคมเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองครับ มีสมาคมอาชีพต่างๆ เป็นพันๆ สมาคม สมาคมท้องถิ่นเป็นหมื่น) ได้ประกาศให้วันที่ 14 กพ ของทุกปี เป็นวันแห่งชอกโกแลต

โดยสรุป ประเพณีให้ชอกโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น มีกำเนิดมาจากกลยุทธการตลาดของบริษัทขนมนั่นเอง

สาเหตุที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องยาวนานก็คงเป็นเพราะว่าชาวญี่ปุ่นชอบการให้และรับของขวัญอยู่แล้ว และชอบมากที่จะมีอาหารพิเศษในเทศกาลต่างๆ ดังนั้น แคมเปญนี้เรียกว่าจัดได้เหมาพสมกับสภาพแวดล้อมและวัฒณธรรมของญี่ปุ่นก็ว่าได้ ถ้าจัดเมืองไทยคงยากครับ ร้อนก็ร้อน และคนไทยไม่ค่อยมีประเพณีให้ของขวัญกันเท่าไรนัก

ประเด็นที่ผมสนใจคือ วันวาเลนไทน์ เป็นวันที่ผู้หญิง มีโอกาส สารภาพรักกับผู้ชายได้โดยไม่เคอะเขิน โดยสังคมของญี่ปุ่นนั้น ผู้หญิงจะมีสิทธิเสียงน้อยเมื่อเทียบกับสังคมบ้านเรา วาเลนไทน์ในปี 1958 เป็นโอกาสแรกที่ให้ผู้หญิงทำการเชิงรุกกับชายได้ ดังนั้นจึงได้รับความนิยมต่อเนื่องจนกลายเป็นธรรมเนียม

แต่ในเมื่อต้นตอมาจากการโฆษณา ดังนั้นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมานั้นก็เปลี่ยนแปลงได้ตามความพึงพอใจ จากเดิมที่มีการให้ชอกโกแลตกับคนรักอย่างเดียว ก็ปรับรูปแบบเป็นดังนี้

ในวันวาเลนไทน์ สาวๆ ญี่ปุ่นมีภาระต้องหาชอกโกแลตให้บุคคลต่อไปนี้

1.คนรัก หรือแฟน มักจะเป็นชอกโกแลตที่ทำเอง (ทำเองแต่ให้ช