JPII

ชินจูกุ : ทำงาน กิน ดื่ม เที่ยว ชอปปิ้ง

ถ้าถามว่า ชินจูกุ คืออะไร
เมื่อเทียบโตเกียวกับ กทมๆ ชินจูกุก็คล้ายกับสีลม  กล่าวคือ เป็นแหล่งออฟฟิต  ย่านคนทำงาน ตึกระฟ้าจำนวนมากอยู่แออัดกันที่นี่ ที่นี่เป็นที่ที่มีความหนาแน่นขอประชากรมากที่สุดในญี่ปุ่น


ตึกอาคารสำนักงานจำนวนมากอยู่ในละแวกเดียวกัน คนทำงานหรือซารารีแมนจำนวนมากเดินทางเข้าออกทุกวัน  บริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ล้วนตั้งอยู่ในตึกบริเวณนี้ เป็นย่าเศรษฐกิจที่สำคัญมากของกรุงโตเกียว
บริเวณนั้น จะเรียกว่าย่าน Skyscraper Building หรือ ย่านตึกระฟ้า นั่นเอง เนื่องจากมีตึกสูงๆ อยู่มากมาย รวมทั้งตึกที่ว่าการโตเกียว ที่เป็นตึกแฝดด้วย (น่าจะเห็นในหนังหลายๆ เรื่อง ก็อตซิลล่าก็เคยพังตึกนี้)

จากฮาราจูกุ เดินกลับสถานี แล้วขึ้นยามาโนเทะไลน์สายเดิม ตั๋ว 720 เยนยังคงใช้งานได้  แปปเดียวก็ถึงชินจูกุ

สถานีชินจูกุเป็นสถานีที่สับสนวุ่นวายที่สุดในญี่ปุ่น  มีรถไฟหลายสิบสายวิ่งเข้าออกทุกวัน ทั้งใต้ดินและบนดิน อีกทั้งเป็นชุมทางของรถไฟหลายบริษัท ทั้ง JR  ,Odakyu , Toei และอีกหลายสาย

 

คนทำงานในญี่ปุ่นเข้าทำงานแต่เช้า และเลิกเย็น บางทีก็ค่ำ บางที่ทำเจ็ดโมงเลิกสองทุ่ม วันละ 12 ชม  เป็นสาเหตุหนึ่งของความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

ชาวตะวันตกมองว่า Salary Man is Real Japanese Hero. ก็นับว่ามีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย 

เมื่อเลิกงานแล้ว ชาวญี่ปุ่นจะนิยมไปดื่มกิน หรือเที่ยวกันต่อ

แล้วซารารีแมนพวกนี้กิน-เที่ยวกันที่ไหนละ
ก็ไม่ยากครับ  บริเวณรอบๆ สถานีชินจูกุนี้เอง เต็มไปด้วยแผงอาหารขนาดเล็ก ที่จำหน่ายเหล้าเบียร์ด้วย มีทั้งของอิ่มท้องอย่าง อุด้ง โซบะ ราเม็ง ไปถึงของย่าง โทริยากิ  สเต็กเนื้อ หรือร้านโอเด้งก็ยังมี

มีราคาแต่เป็นเลขจีนซะนี่


แผงพวกนี้ดูว่าขนาดเล็กๆ แต่ราคาสินค้าไม่ถูกตามขนาดแผงเลย โดยเฉพาะพวกของย่างนั้น ราคาค่อนข้างจะน่ากลัว
ดื่มกินเสร็จแล้ว ถ้าใครอยากไปเที่ยว บริเวณใกล้กันนั้นมีย่านกลางคืนที่เรียกได้ว่าสุดยอดมากย่านหนึ่ง  ชื่อว่า คาบูกิโจ  ที่มีคลับ บาร์ เลาจน์ละแหล่งเที่ยวจำนวนมากมาย เป็นที่หย่อนใจของคนทำงาน
ย่านนี้ผมไม่ได้ไปเนื่องจากเวลาไม่อำนวย จึงไม่มีภาพมาให้ชมกัน

รอบๆ สถานีชินจูกุ มีห้างสรรพสินค้ามากมาย ห้างที่ใหญ่คือ Odakyu และอีกหลายๆ ห้าง

จุดที่คนไทยชอบไปเสียตังกันมากคือร้าน Big Camera ที่เห็นได้ชัดเจนเมื่อออกจากสถานีรถไฟ

Tip : คนไทยจำนวนมากมักจะเสียเวลาอันมีค่าไปที่ร้านกล้อง ก่อนไป เลือกยี่ห้องกล้องไปก่อน แล้วทำราคาจากเมืองไทยไปด้วย ถ้าราคาต่างกันไม่มาก อย่าซื้อ  กล้องที่มีเมนูภาษาอังกฤษ จะมีราคาพอๆ กับที่ไทย ต่างกันไม่ถึง 10% ถ้าเป็นกล้องเมนูญี่ปุ่น จะต่างกัน 30% เมมโมรี่การ์ด ค่อนข้างจะแพงโดยเฉพาะ SD แพงกว่าเมืองไทย

พริตตี้ของร้านกล้องนี้เด็ดดวงมาก น่ารัก ชุดสวย เสียงเพราะ พูดตลอดเวลา ที่สำคัญที่สุดคือพูดภาษาอังกฤษได้ดี อธิบายสรรพคุณกล้องได้ด้วย

ห้าง Keio หนึ่งในเจ้าของสัมปทานรถไฟ

ถ้วยชา การชงชาเป็นศิลปแขนงหนึ่งของชาวญี่ปุ่น คนที่มีอายุหน่อยจะนิยมเรียนกัน

ถ้วยชาบางใบมีราคาแพงสุดๆ

ร้านหนังสือผู้ใหญ่จ้า  ข้างในน่ากัวมาก ไม่กล้าเอาลงกลัวโดนปิดบล็อค

น้องสาวคนนี้ใส่ชุดมาสคอต ขายพิกาจูให้คุณพ่อซื้อให้คุณลูก

ร้านอาหารมีมากมายสารพัดราคา

ชาวญี่ปุ่น ทำงานหนัก กินดื่มและเที่ยวอย่างเต็มที่  และกลับมาทำงานหนักอีกในวันรุ่งขึ้นครับ

ที่นี่ก็มีที่สูบบุหรีด้วย

โครงการรณรค์ทำความสะอาดชินจูกุ  ทำไมเป็นช้างก็ไม่รู้

 

ในสถานีชินจูกุ มีร้านอาหารมากมาย เป้นร้านราคาปานกลาง ไม่หรูหรา เหมาะกับคนทำงานกินทุกๆ วัน

ฟารเฟ่ต์จ้า 750 เยน

เกาลัดน่อ กับของแห้ง

เค้กจ้าเค้ก  ชิ้นละ 1950 เยน

ร้านนี้มีโปรโมชั่นคริสตมาสอยู่ น่ากินชะมัด

อาหารเย็นวันนี้ คิอโซบะเย็น โรยแป็ง ในร้านโซบะยืนกิน ที่สถานีชินจูกุ 450 เยนจ้า คนอื่นกินอุด้งแกงกะหรี่ กับคิตสึเนะอุด้ง 

 

 

=========================================

 

ต่อไปเป็นภารกิจที่เรามาทำกันที่ชินจูกุ ก็คือ การมาซื้อตั๋ว OneDay Trip ไปเที่ยวฮาโกเนะ

ฮาโกเนะ เป็นที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ที่ชาวญี่ปุ่นชอบไปกันมาก  อยู่ห่างโตเกียวไม่ถึง100 กม  จุดเด่นคอสามารถมองเห็นฟูจิซํง หรือภูเขาไฟฟูจิได้ชัดเจน ในวันที่อากาศดี  การไปเที่ยวต้องนั่งรถไฟไป แล้วต้องไปเสียค่ารถในละแวกนั้นด้วย พวกผมเลือกซื้อแพคเกจหนึ่งวัน จะฟรีค่าพาหนะทั้งหมด และค่าตั๋วในการเข้าชมสถาณที่ต่างๆ ในฮาโกเนะ

ค่าตั๋ว Hakone Pass 4000 เยน

ซื้อที่เคานท์เตอร์ขอบริษัท Odakyu เป็บบริษัทที่ได้สัมปทานรถไฟในโซนด้านตะวันตกขอโตเกียว และสายที่ผ่านฮาโกเนะ (ในโตเกียวนั้นมีบริษัทรถไฟหลายเจ้าประมูลสัมปทาน บริษัทที่ทำรถไฟวิ่งกลางเมืองคือ JR ส่วนบริษัทอื่นๆ เช่น Odakyu Toei นั้นก็ทำรอบๆ เมืองและจังหวัดใกล้เคียง)

ตั๋ว Hakone Pass จะอำนวยความสะดวกได้มากเพราะไปไหนก็ยื่นตั๋วอย่างเดียว ไม่ต้องตีใหม่  ราคารวมก็คุ้มกว่าซื้อแยกกันด้วย

เคานท์เตอร์ของ Odakyu นี้บริการดีมาก พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ดี อธิบายคล่องแคล่ว และยังเป็นสาวแว่นที่น่ารักด้วย

จากนั้น เราก็ขึ้น Seyu Line จากชินจูกุ ตัดตรงไปผ่านอากิฮะบะระ แล้วไปลงอาซาคุสะบาชิ กลับที่พัก

สรุปว่า วันนี้เดินทางตามนี้ครับ

อาซาคุสะบาชิ-อากิฮะบะระ-วังจักรพรรดิ-ชิบูยะ-ฮาระจูกุ-ชินจูกุ-อากิฮะบะระ - อาซาคุสะบาชิ

ครับ  ตั๋วรถไฟ JR 720 เยนใช้คุ้มมาก ประหยัดเวลาดีด้วย ไม่ต้องมานั่งดูว่าจะลงไหน

 

เอาละครับ พรุ่งนี้ เราจะไป Hakone กัน 

 

 

edit @ 6 Dec 2007 14:16:13 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

ฮาราจูกุ แหล่งแฟชั่นหลุดโลก

คำว่า หลุดโลก นี้ ไม่ได้หมายความถึงเวปหลุดโลก ดอทคอม แต่อย่างใด

ไอ้ที่ว่าหลุดโลกนั้น คือเป็นแฟชั่นที่ใส่เดินตามปกติไม่ได้นั่นเอง ว่าง่ายๆ ก็คือชุดที่เหมือนหลุดมาจากแฟชั่นโชว์ หรือหนังสือแฟชั่นน่ะแหละ

คำว่าแหล่งแฟชั่นหลุดโลกนี้ คือ ละแวกหน้าสถานีฮาราจูกุ จะมีศาลเจ้าใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง หน้าศาลเจ้ามีลานโล่ง และมีสะพาน ตรงจุดนี้เองจะเป็นจุดรวมของบรรดาวัยรุ่นที่มีความอยากจะใส่ชุดหลุดโลก แต่งตัวมาเดินกันที่นี่

ตัวอย่างแฟชั่นหลุดโลกที่ผมพบคือ

-ชุดตุ๊กตา สีดำขาว หรือไม่ก็สีชมพูสด

-ชุดกิโมโนประยุกต์

-ชุดแนวโกธิคโลลิต้า

-ชุดแนวพังค์ร็อค

-ชุดเสื้อคลุม

-ชุดแนวอะไรก็ไม่รู้

ชุดเหล่านี้ไม่ใช่คอสเพลย์ เพราะดูเหมือนว่าจะไมได้คอสเป็นตัวละครอะไรสักตัวเลย เพียงแต่ใส่ชุดสวยๆ มาเดินเล่นกันมากกว่า

เอาละ จากชิบูยะ ไปฮาราจูกุ เราใช้วิธีเดินไป ระหว่างทางก็ชมนู่นดูนี่ไปเรื่อยๆ

จากสนามกีฬา เดินเลียบไปทางขวา จนทะลุออกทางรถไฟ JR เดินตามทางรถไฟไปเรื่อยๆ ชมสนามกีฬา ไม่ถึง 20 นาทีก็มาถึงสถานีรถไฟฮาราจูกุ
มาถึงก็พบเด็กวัยรุ่นจำนวนหนึ่งแต่งตัวน่าดูไม่น้อย

มีศิลปินเปิดหมวกด้วย

แต่ว่า เจออะไรแปลกๆ เข้าจนได้

 

ดูแล้วกลุ้มใจ ผมและเพื่อนเรียกสิ่งนี้ว่า "เจ้าที่เจ้าทาง"

วันนี้ผมมาถึงฮาราจูกุมืดเกินไป วัยรุ่นเลยกลับบ้านกันหมดแล้ว ต้องมาสักบ่าย 2-4 กำลังงาม

เอาละ ข้ามถนนจากสถานีมา ก็จะเจอกับร้านสนูปปี้ขนาดเบ้อเร่อ ไม่ได้เข้าไปเพราะสาวๆ เต็มร้านเลย

เดินเลี้ยวซ้ายต่อจากสนูปปี้ไป ก็จะพบกับถนนแฟชั่นหลุดโลก "ทาเคชิตะโดริ"

ทาเคชิตะโดริ เป็นซอยขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ว่าเต็มไปด้วยร้านแฟชั่นสารพัดรูปแบบ ขายของแต่งตัว เครื่องประดับ สารพัดสารพันที่ผู้หญิงต้องการจะใช้

 

คนเดินเยอะไปหมด แต่ไม่ติดขัดเพราะถนนกว้างพอ และไม่มีการขายของหน้าร้าน ต้องเข้าไปซื้อในร้าน คนจึงไม่ออกัน

เดินลึกเข้าไปคนเริ่มบางตา

ร้านไดโซะ ใหญ่มากกลางซอย

ของหลายอย่างมีขายเฉพาะที่นี่

 

ร้านขายเครื่องประดับและออฟชั่นเสริมต่างๆ

ชุดคอสเพลย์เป็นตัวมาสคอตจ้า

ร้านขายชั้นใน อยากเข้าไปดูแต่กลัวโดนไล่

ร้านเครป ตกแต่งงามมากๆ สาวๆ มุงตลอดเวลา

ร้าน Body Line ขายเสื้อผ้าแนวโกธิคและชุดตุ๊กตาราคาไม่แพง ผมไปซื้อมาชุดนึงมาฝากเพื่อนที่เมืองไทย 4999 เยนเท่านั้น

ร้านนี้ขายชุดน่าสนใจมากครับ เป็นแนวตะวันตก ออกหรูหราฟูฟ่าเลยละ มีคอร์เซ็ทลดราคาอยู่ด้วย 3990 เยนเท่านั้นเอง

ดูราคาแล้วน่าซื้อมาปล่อยในงานการ์ตูนบ้านเราชะมัด

ชุดมือสองจ้า ถูกมาก

นี่อีกร้านนึง เจ้าของกำลังเช็คของ เจ้าของร้านแต่งตัวได้บาดใจดีแท้ เป็นกระโปรงยาวผ่าสูงมากถ่ายด้านหน้าไม่ทันน่อ

ร้านขายเสื้อผ้ามีมากมาย แต่ละร้านแนวไม่ซ้ำกัน

ของเล่นจ้า

รองเท้าร้านนี้สุดยอดจริงๆ  เขาห้ามถ่ายรูปเลยได้มาแค่นี้

คนนี้ตะโกนขายของจ้า

เนื้อย่างเสียบไม้ หรือคีบัฟ แพงชะมัดแต่น่ากิน

 

อันนี้ตู้หยอดคาจาปองอีกตามเคย หยอดได้สลากเอามาแลกของได้ คนขายจะไขตู้ให้

โดยสรุปแล้ว ผมรูสึกว่า ย่านฮาราจูกุ โดยเฉพาะถนนทาเคชิตะนี้ เป็นที่ที่วัยรุ่น จะมาแสดงออก ในแง่ของการแต่งตัวหรือแสดงความสามารถ  เอาชุดที่ใส่ไปไหนไม่ได้แน่ๆ มาแต่งกัน จะว่าไปเหมือนลานเยาวชน หรือเวทีอะไรสักอย่างหนึ่ง

แฟชั่นที่ใส่กันนี้ มีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และทรายจากชาวญี่ปุ่นว่า ร้านค้าในถนนนี้ ออกแบบชุดใหม่ออกมาเรื่อยๆ และบางชุดกลายเป็นแฟชั่นที่นิยมกัน

อาจจะบอกว่า ฮาราจูกุ เป็นแหล่งทดลองแฟชั่นก็ว่าได้

 

==============================

แถมท้ายครับ นี่คือภาพไอเทมที่ผมได้มาจากฮาราจูกุ

 

เป็นชุดแนวโกธิคโลลิต้า ห่อมาอย่างดีขนย้ายสะดวก

ชุดในห่อนั่นหน้าตายังงี้ครับ

ผมไม่ได้ใส่เองนา สาวน้อยน่ารักคนหนึ่งฝากซื้อน่ะ

เวปไซด์ของร้าน Body Line นี่ครับ http://www.bodyline.co.jp/

ซื้อชุดแล้วเงินเหลือ เลยซื้อหนังสือไปฝากเธออีกเล่มหนึ่งครับ

เป็นหนังสือภาพ ภายในมีวิธีตัดชุดและการสร้างเครื่องประดับด้วย ราคา 980 เยน  

 

เป้าหมายต่อไป: ชินจูกุ

edit @ 5 Dec 2007 17:41:13 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

 

 ชิบูยะ  แหล่งช็อปปิ้งของวัยรุ่น 

เมื่อเปรียบเทียบโตเกียว กับกทม.ชิบูยะ น่าจะเทียบได้กับสยามเซ็นเตอร์ 

 คือเป็นที่ที่วัยรุ่นจำนวนมากมายมาเดินช็อปปิ้งกัน  เป็นที่ขายสินค้าสารพัดสารเพ อาหารการกินมากมาย ในราคาที่พอจะรับไหว

   

ชิบูยะเป็นแหล่งสินค้าราคาปานกลางถึงสูง เต็มไปด้วยร้านเล็กร้านน้อยสลับกับห้างใหญ่ๆ ประปราย เป็นแหล่งชอปปิ้งในฝันของหลายๆคน เดินดูเดินชมเพลินตานัก

อย่างผมที่เป็นนักท่องเที่ยว ไม่ค่อยจะเน้นช็อปปิ้งมากนัก เสื้อผ้าก็ไม่ซื้อ เครื่องประดับยิ่งแล้วใหญ่  จึงมาที่นี่เพื่อจะดูให้เห็นกับตาตัวเองว่า ย่านวัยรุ่นของญี่ปุ่นมันเป็นเช่นไร 

ดูในทีวีมาเยอะแล้ว ไอ้ห้าแยกที่มีทีวีอยู่บนตึกน่ะ มันเป็นยังไงกันแน่  

จากวังจักรพรรดิ กลับสถาณีโตเกียว ยื่นตั๋ววัน 720 เยน ผ่านได้ตลอด  นั่งสายสีเขียว ยามาโนเทะไลน์ อ้อมเป็นวงมาชิบูยะ 

 

ยามาโนเทะไลน์จะต่างจากสายอื่น ตรงที่มีที่นั่งน้อยมาก   

เป็นสายที่ขึ้นง่าย ออกทุกนาที และไม่ว่าจะขึ้นขบวนไหนก็วิ่งเส้นเดียวกันหมด หลับตาขึ้นยังไม่ผิดเลย 

 เอาละ มาถึงแล้ว  นี่คือชิบูยะ แต่ยังไม่ถึงจุดที่โด่งดัง

 

มาถึงก็หาของกินก่อนเลย เติมพลัง นี่เป็นร้านอาหารกลางวันแบบชุด ชุดทงคัทสึ ชุดละ 500 เยน  ถ้าจะเอาซุปด้วยก็ 560 เยน  

 อิ่มแล้วก็ไปต่อกัน โลโก้ของชิบูยะมีสามอย่าง

1 ตู้รถไฟสีเขียว

2.ทีวียักษ์บนตึก

3.รูปปั้นหมาฮะจิ 

ออกจากสถานี ตรงทางออกชิบูยะ  เลี้ยวขวา เดินเลียบสถานีมาเรื่อยๆ  สักพักจะเจอไอ้นี่ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรแต่เท่ดีเหลือเกิน  

เดินมาถึงห้าแยกแล้ว  บนตึกมีทีวีจริงๆ ด้วย  

ผมเคยสงสัยว่า ทีวีพวกนี้ เปิดให้ใครดูหวา  พอบรรลุถึงแล้วก็เข้าใจ เพราะว่า ตรงทางออกสถาณีนั้น เป็นจุดนัดพบขนาดใหญ่  ใหญ่มาก พอๆ กะสนามฟุตบอลสักครึ่งสนาม  และมีของโชว์ต่างๆ ทีติดตั้งถาวรอยู่มากมาย 

นัยว่าเป็นจุดนัดพบโดยแท้ เช่น นัดว่า ว่าไปเจอกันที่ตู้รถไฟนะ หรือ ไม่เจอกันที่ฮะจินะ เป็นต้น  

ระหว่างที่รอนั่นเอง ก็ดูทีวีไปพลางๆ ทำให้รอได้สบายอารมณ์ยิ่งขึ้น นับว่าเป็นจุดนัดพบในอุดมคติจริงๆ นะ 

 

ออกมาก็เจอตู้รถไฟเก่าสีเขียวสด ตอนนี้เป็นทีจัดนิทรรศการหมุนเวียน  

จากนั้นก็เป็นภาพนูนต่ำรูปเจ้าฮะจิ  อืม แล้วตัวมันอยู่ไหนหวา  

เจอรูปเด็กเล่นกัน  แต่ยังไม่ใช่ฮะจิ  

เอ้า เจอแย้ว นี่คือเจ้าฮะจิ  เจอแล้วก็ถ่ายรูป แล้วก็บ๊ายบายมัน แกหมดหน้าที่แล้ว

 ================================================== 

ฮะจิหรือฮะจิโกะ (ตัวเมีย) เป็นสุนัขที่ซื้อสัตย์ต่อเจ้าของมาก จะมารับนายของมันที่สถานีนี้ทุกวันแล้วกลับบ้านด้วยกัน

อยู่มาวันหนึ่ง นายของมันจากไปโดยไม่กลับ แต่ฮะจิยังคงไปรอนายที่สถานีทุกวัน  นายสถานีเลี้ยงดูไว้และจะนำกลับบ้าน แต่ฮะจิก็ไม่ยอม มันรอนายของมันอยู่ที่นี่

และเมื่อได้ยินเสียงรถไฟ มันจะวิ่งไปดูว่านายของมันกลับมาหรอยัง เป็นเช่นนี้ไปกว่า 10 ปี

จนฤดูหนาวปีหนึ่ง มีผู้พบฮะจินอนตายอยู่หน้าสถานี เรื่องของ ฮะจิ สุนัขยอดกตัญญู ก็จบลงเพียงเท่านี้

โก๊ง โก๊ง  (เสียงตีกรับ)

==================================================     

รอบๆ รูปปั้นฮะจิ มีวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นมานัดพบกันมากมาย นับว่า ฮะจิ มีพลังในการรอที่แข็งแกร่งมาก

 

ตรงนี้มีจุดสูบบุหรี่ด้วย ใครจะสูบสูบตรงนี้ ทิ้งตรงนี้ พ้นจากเขตนี้แล้วห้าม 

 

มีป้อมตำรวจอยู่ตรงจุดนัดพบเลย ปลอดภัยสุดๆ   

 

เอาละ ต่อไปเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการมาที่นี่   คือการวิจัยลักษณะทางกายภาพและการแต่งกายของวัยรุ่นญี่ปุ่น เว้าซื่อๆ ก็มาดูสาวน่ะแหละ  ชิบูยะนี้วัยรุ่นหญิงจะเดินมากกว่าชาย

   

ห้าแยกนี้มีการจราจรคับคั่ง  พอไฟแดงปุป รถทั้งห้าแยกจะหยุดพร้อมๆ กัน แล้วคนจำนวนมหาศาลจะเดินข้ามถนน ดูแล้วตื่นตาตื่นใจไม่น้อย 

 แผนที่ชิบูยะนี่หมือนนิ้วมือ  ถ้านึกภาพไม่ออก ให้กางมือขวาออก  แต่ละนิ้วคือถนนแต่ละเส้น  ตรงสันหมัดคือถนนที่เชื่อมทุกเส้นด้วยกัน  เจ้าฮะจิอยู่บนหลังมือ  ข้อมือคือสถาณีรถไฟ  JR เอาละ ผมจะเดินไปทางนิ้วกลางนี่แหละ

พอมาที่หัวถนนปุป เจอกองถ่าย มีพิธีกรสาวน่ารักมากกำลังถ่ายทำรายการอยู่  เข้าใจว่าเป็นรายการวัยรุ่น ที่มาสัมภาษณ์คนเดินแถวนี้  


  

มีการร้องขายสินค้าตลอดทาง ร้านนี้กำลังโปรโมชั่นลด 20 % ทั้งร้าน   

น้องสาวคนนี้เป็นพริตตี้ขายโทรศัพท์ครับ เอาป้ายบังหน้าไว้ตลอดทั้งๆ ที่น่ารักมาก   

ร้านราเม็ง ราคาไม่แพง  เจ้าของร้านออกมาตะโกนเรียกลูกค้าเช่นกัน  

รองเท้าบูทส้นสูงเป็นของฮิตในช่วงนี้ของปี

  

ร้านเกมอาร์เคดจ้า

  

ร้านสลอตแมชชีน มีพริตตี้ด้วยนะ และกำลังมีโปรโมชั่นตู้แบบไหม่   

นี่เป็นร้านที่สาวๆ ชอบเข้ากันนัก มันคือร้านถ่ายรูปแต่งตัว จะคล้ายตู้สติกเกอร์ที่ถ่ายทั้งตัวหรือครึ่งตัว และสามารถตกแต่งสีผม เสื้อผ้า สีตา ผิว และเครื่องประดับต่างๆ ได้ดังใจนึก มันคือร้านถ่ายรูปที่สามารถตกแต่งรูปด้วยตัวเองได้นั่นเอง

สาวญี่ปุ่นใช้ในการถ่ายรูปตัวเอสวยๆ หรือไม่ก็ใช้ทดลอง เช่นถ้าไปทำผมทองแล้วหน้าตาจะเป็นยังไง

  

 นักเรียนสาวมาชอปปิ้งจ้า

  

ร้านนี้ขายตั๋วขายทุกอย่างทั้ตั๋วซินคังเซ็น จองที่ร้านอาหารตั๋วจองสินค้า  ยันตั๋วเบสบอล     

ร้านนี้มีจอทีวี เปิดมิงสิควีดีโอเพลงลูกทุ่งญี่ปุ่น ในภาพพระเอกกำลังร้องอยู่กลางทุ่งข้าว  

สาวๆ ญี่ปุ่นแต่งตัวน่ารัก

 

หนังเข้าโรงตอนนี้  "อะโฟร ซามูไร" โดยซามูเอล เอล แจคสัน เป็นยังไงก็ไม่รู้ อยากดูแฮะ  

ร้านเครปจ้า เข้าไปใกล้ไม่ได้เพราะสาวเยอะเหลือเกิน  

ไอ้นี่คงรู้จักกันดี  มันคือมอสเบอร์เกอร์  พบได้ทั่วไปในย่านชอปปิ้ง  

ร้านขายสูท คู่กับร้านชุดแต่งงาน  

วันที่ไปเป็นช่วงวันวัฒณธรรมญี่ปุ่น เลยมีโอกาสเทียวงานวัดอีกรอบนึง เออ เอาก็เอาตอนแรกว่าจะขึ้นไปดูบนห้องส่งของสถานี NHK แต่เวลาไม่ให้แล้ว   

ชื่องานคือ ชิบูเฟส  ครั้งที่ 30 จ้า  จัดอยู่ปลายทาง ตรงประมาณปลายนิ้วกลางน่ะ  

ของกินก็คล้ายๆ วัดอาซาคุสะ  ที่น่าสนใจคือเจ้านี่ครับ  "ทอร์เนโด โพเตโต้" เป็นมันฝรั่งเอามาฝานๆ เป็นเกลียวเหมือนพายุ แล้วทอดกรอบ รสชาติเหมือนมันฝรั่งแผ่นทอด กัดกินสนุกดีแท้ 300 เยนเท่านั้น  

โอโคโนมิยากิเป็นของมาตรฐานของงานวัด  

สุดถนน หลังงานวัดไป เป็นศูนย์กีฬา สนามฟีฬา ยิม และฟิตเนสอยู่เป็นกลุ่ม  

มัซเซิล เธียเตอร์  (โรงละครกล้ามเนื้อ) เป็นยิมเพาะกายน่ะ   

สนามกีฬาครับ เป้นที่จัดคอนเสริต์และแข่งกีฬาหลายๆอย่าง 

 ฟ้าเริ่มมืดแล้ว แต่โปรแกรมยังไม่จบ    ในรูปข้างบนนี้เวลา 5 โมงเย็นเท่านั้นเอง ที่ญี่ปุ่นสว่างเร็วและมืดเร็วมากครับ

เป้าหมายต่อไปคือ  ฮาราจูกุ  ดินแดนแห่งแฟชั่นหลุดโลก  โปรดติตตามรับชม

 

edit @ 4 Dec 2007 12:28:17 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

edit @ 4 Dec 2007 12:33:29 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)