Thailand-south

กลับมาแล้วจ้า

คราวนี้ลงใต้ไป 31 วัน

เริ่มๆ จะแหลงใต้ได้มั่งแล้ว เริ่มติดคำภาษาใต้บ้างแล้วด้วย

ไปมาทั้งหมด 6 จังหวัด และผ่านๆ 1 จังหวัด

กำลังเรียบเรียงอยู่ครับ จะอัพให้ชมทีละจังหวัดเร็วๆนี้

เอาละ ต้อนรับการกลับมาของผมเอง เย้ๆ

มีปัญหามาทายท่านเล่นๆ

คิดว่าเป็นเกม "แฟนพันธุ์ทีน"ก็แล้วกันครับ

สถาณที่ต่อไปนี้ คิออะไร อยู่ในจังหวัดอะไร

1.รูปปั้นปริศนา

2.อาคารรูปร่างประหลาด

3.วัดที่เต็มไปด้วยธงทิว

4.วิหารทองคำ ?

5.ยานอวกาศ ?

6.เทวรูปลึกลับ ?

===========================================

ใบ้

1.ทั้งหมดอยู่ในเมืองไทย

2.อยู่ในภาคใต้

3.แบ๊ะๆ


edit @ 2007/02/11 23:11:58

เรียนท่านผู้อ่านบล็อคก่อนนะครับ ผมลงใต้รอบนี้มาทำงาน โดยเป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในภาคใต้ ในงบของกระทรวงอุตสาหกรรม เพียงแต่ว่าในวันเสาร์อาทิตย์ และช่วงระหว่างงาน คือเสร็จโรงหนึ่งและกำลังรอเข้าอีกโรงหนึ่งนั้นจะมีเวลาว่าง ผมเลยถือโอกาสเที่ยวไม่ยั้ง

ไปครั้งนี้ไปทั้งสิ้น 6 จังหวัด และผ่านแวปๆ อีก1 จังหวัดครับ จะค่อยๆ ทยอยอัพขึ้นบล็อคครับ

นี่คือจังหวัดที่วางแผนจะไปนะครับ ข้างๆ คือเงินทุนที่ใช้ทำอะไรนอกลู่นอกทาง และกระดาษวางแผนหนีงานเหรียญที่วางไว้คือจังหวัดที่คาดว่าจะไป แต่จริงๆ ไปไม่ครบหรอก แพลนไว้ 8 ไปจริงๆ 6 เอง

วันที่ 12 มกราคม นั่งเครื่องบินโดยสารในประเทศของนกแอร์ ออกจากสุวรรณภูมิ สนามบินเจ้าปัญหา ลงหาดใหญ่ กับเพื่อนร่วมงานอีกสองคน เครื่องบินไม่ถึงชั่วโมง เรียกว่ายังไม่ทันอ่านนิตยสารที่แจกให้จบ ก็ถึงเสียแล้ว

สนามบินหาดใหญ่ไม่ใหญ่เท่าไรนัก เดินพรวดเดียวก็บรรลุถึงประตูทางออก

ที่ทางออก พบว่ามีชาวหาดใหญ่มารอรับอยู่ 1 คน แล้ว ชื่อว่า น้องหญิง(นามสมมุติ) น้องหญิงผู้นี้เทคแคร์เราสารพัดอย่างครับ พาไปกินพาไปเที่ยวพาไปซื้อของ พาไปนู่นไปนี่ ขอบคุณมากน้า เราจะไม่ลืมเธอเลย

น้องหญิงพาเราไปกินข้าวที่ร้านใกล้ๆ สนามบิน มื้อแรกของทริปนี้คือขนมจีนครับ หนมจีนทางใต้นี้ผักเยอะมากมาย หลายอย่าง และแกงมีรสชาติแปลกใหม่ๆ ขออภัยที่ช่วงนี้ไม่มีภาพ ยังมัวแต่คุยงานกันอยู่ เลยทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวไม่ได้

อิ่มหนำสำราญแล้ว ก็เข้าที่พัก โรงแรมซากุระ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

จากที่เคยได้ยินมา ทราบมาว่า หาดใหญ่คือศูนย์กลางของแถบนี้ ก็คาดหมายว่าจะมีคนเยอะ รถติด แต่พอมาถึงปรากฏว่าเป็นเมืองที่เงียบมากๆ หรือต้องเรียกว่าร้างผู้คน

หาดใหญ่เป็นเมืองที่เป็นชุมนุมชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความสำคัญอยู่ที่เป็นเมืองผ่านเข้าออกมาเลเชีย เป็นศูนย์กลางธุรกิจหลายๆอย่างในเขตภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจำนวนมากมาย มีโรงแรมจำนวนมาก ร้านอาหารเต็มเมือง รวมทั้งธุรกิจด้านบันเทิงที่ผุดขึ้นมารองรับการท่องเที่ยวก็มากมาย หาดใหญ่มีห้างสรรพสินค้า ทั้งคาร์ฟู เซ็นทรัล และห้างท้องถิ่นสามสี่ห้าง สะท้อนถึงความคึกคักของธุรกิจ

ห้างท้องถิ่น สเน่หาพลาซ่า ชื่อน่ารักเหลือเกิน

แต่ว่า เมื่อผมไปถึง พบว่าหาดใหญ่เงียบมาก มีคนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนร้านรวงที่เปิดไฟสว่างจ้า โรงแรมมีห้องว่างมากมาย ถึงแม้จะเป็นช่วงหลังเทศกาลท่องเที่ยวก็ตาม (ผมไปถึงวันที่ 12 มกราคม) แต่ก็นับว่าคนน้อย สาเหตุเป็นเพราะว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นกลางเมืองหาดใหญ่นั่นเอง หรือต้องเรียก ความตื่นตระหนก

สถาณบันเทิงที่เปิดกลางคืนพลอยเงียบเหงาไปด้วย ข้างโรงแรมที่ผมพักมีสถานบริการในรูปแบบคาราโอเกะอยู่แห่งหนึ่ง ตอน 2 ทุ่มจะมีสาวๆ มานั่งรอให้บริการ เยอะมากครับ 20 กว่าคนได้ แต่งตัวสวยๆ ทั้งนั้น พอ 4 ทุ่ม ผมชะโงกดูปรากฏว่าสาวๆ ยังอยู่ครบถ้วน พอเที่ยงคืนก็ยังครบทุกคน บางคนเริ่มสั่งก๋วยเตี๋ยวกินแล้วด้วยเอ้า

รายการที่หาดใหญ่นี่จะเป็นการลุยกินไม่ยั้งเลยนะครับ ตามมาให้ดีๆ เตรียมทิชชูไว้ซับน้ำลายด้วยเดี๋ยวจะเปื้อนคียบอร์ด

คอหนัง แต้เตี้ยม

เริ่มกันที่มื้อเย็น น้องหญิงพาเราไปกินร้าน "แต้เตี้ยม"

แต๋เตี๊ยม เป็นภาษา.. เอ่อ.. ภาษา .. ภาษาอะไรก็ช่างเถอะ แปลว่า ขนมจีบซาลาเปา หรือ ติ่มซำ หรือ หยำฉา นั่นเอง

ร้าน คอหนัง แต๋เตี๊ยมนี้ เป็นร้านเก่าแก่ต้นตำรับ ให้บริการมาหลายสิบปี จุดที่ต่างจากร้านใน กทม คือ มีน้ำจิ้มหลายอย่าง และให้ผักไม่อั้น

รสชาติและราคาเยี่ยมครับ ความสดและคุณภาพขนมจีบดีกว่าหลายๆ ร้านใน กทม มีเมนูแปลกๆที่ไม่เคยเจอมากมาย และราคาเข่งละ 10 บาทเอง ปิดท้ายด้วยบะกุตเต๋ กินกันจนเกือบจะจุกตายก็ร้อยเดียว

ข้าวต้ม เซาะฮิ้ง

ลำดับต่อไปครับ นี่คือวันรุ่งขึ้น ที่เริ่มทำงานแล้วเช้าตื่นไปโรงงาน กลับจากโรงงานก็ค่ำแล้ว หิวกันมากด้วยเหนื่อยด้วย เหนื่อยและหิวอย่างนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่า "ข้าวต้ม" อีกแล้ว นี่คือร้าน เซาะฮึ้ง มีอยู่สามสาขาทั้งหาดใหญ่

ในภาพ คือ ไส้อ่อนพะโล้ กระเพาะหมูเกี๋ยมฉ่าน เต้าหู้ทรงเครื่อง กุ้งกระเทียมพริกไทย และ หอยตลับน้ำพริกเผา

ผักน้ำผัดน้ำมันหอย และไข่เยี่ยวม้ากระเพรากรอบ ผักน้ำเป็นผักที่ขึ้นในน้ำใสในแหล่งน้ำของทางใต้ รสชาติจืดๆอมหวาน กรุบกรอบดีมาก

ร้านนี้มีจุดเด่นที่คิดเป็นสตางค์ กินที 3 หมื่น 4 หมื่น รู้สึกดียังไงก็ไม่รู้ กิน 5 คน ยังไม่ถึง 5 หมื่นเลย

อาหารที่ชื่อดังในแถบนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นร้านอาหารจีนละครับ มีโซนที่ดูคล้ายเยาวราชมากๆอยู่ด้วย แต่คนเดินบางตา

น้องหญิงพาเราไปดูจุดระเบิดทั้งสามจุด ผมดูก็เข้าใจว่าทำไมคนถึงตกใจกันมาก ก็เล่นวางซะหน้าห้างเลย เอาว่าเหมือนวางกลางสยามสแควร์หรือหน้ามาบุญครองเลยละ

กันเอง

รายการต่อไป คือร้าน "กันเอง" น้องหญิงผู้น่ารักพาไปกินอีกตามเคยครับ ช่วงนี้จะมีแต่อาหารเย็น เพราะเช้ารีบตื่นไปเข้าโรงงาน กลางวันกินกับคนงาน เย็นนี่แหละถึงจะมีโอกาสหาของกินตามใจปาก

ร้านนี้ตั้งเจ้าแม่กวนอิมหน้าร้านเลยครับ ร้านไม่ใหญ่อาหารอร่อยมาก เป็นอาหารจีนอีกเช่นเคย

เมนูวันนี้ สะตอผัดกุ้ง ยำหอยแครง ปูผัดผงกะหรี่ ไข่เจียว โต้เหมี่ยวผัด ต้มยำกุ้ง

จานนี้คือผัก โต้เหมี่ยว นะครับ

ต้มยำกุ้ง ร้านนี้ใส่ถ้วยเหล็ก ดูดีไปอีกแบบ พอตักแบ่งแล้วถ้วยจะอุ่น พอยกมาซดให้ความรู้สึกว่ากินร้อนๆ

บะหมี่งาดำ

เอาละ เปลี่ยนบรรยากาศจากมื้อเย็นมาเป็นมื้อเที่ยงบ้าง

วันนี้กลับจากโรงงานเร็ว ได้มีโอกาสแวะกินร้าน "บะหมี่งาดำ" ใกล้กับโรงแรมที่พัก

ร้านนี้ขายหลายอย่าง ไม่มีลูกจ้างด้วย ตัวคุณพี่เจ้าของร้านทำอยู่คนเดียว น้ำ-น้ำแข็งตักกินกันเอง

เส้นสีดำนุ่มๆลื่นคอ มีกลิ่นหอมแปลกๆ น้ำซุปก็มีรสที่ไม่คุ้นเคย นับว่าแปลกไปอีกแบบหนึ่ง

คะน้าหมูกรอบ

เอาละครับ มาอีกมื้อหนึ่ง มื้อเย็นอีกเช่นกัน คราวนี้คนรู้จักของเพื่อนที่เปิดอพาร์ทเมนท์ให้เช่าที่หาดใหญ่ เป็นคนพาไปกินครับ

เป็นร้านเล็กๆ ไม่มีชื่อร้าน อยู่ในซอยตรงข้ามถนนหน้าโรงแรม เรียกว่าไปไม่ไกล แต่ว่าไปไม่ถูก ถ้าไม่มีคนพื้นที่พาไป

อาหารเป็นอาหารจีนอีก แต่รสชาติค่อนข้างจัดจ้าน เมนูเด็ดคือคะน้าหมูกรอบ เดี๋ยวๆ อย่าคิดว่าเหมือนตามร้านทั่วไปนะครับ หมูเป็นหมู กรอบเป็นกรอบ ชิ้นโตๆ หั่นพอดีคำ ใส่มาเต็มที่ คะน้าคัดสดๆ กรอบๆ ผัดไฟกำลังดีไม่เหม็นน้ำมัน กินแล้วไม่กล้าสั่งคะน้าหมูกรอบตามร้านตามสั่งที่อื่นกินอีกเลย เสียอารมณ์

อาหารอื่นๆ ได้แก่

ขาหมู ชิ้นโต นุ่ม ไม่เลี่ยน

ปลากระพงทอดกรอบราดเครื่อง กรอบกินได้หัวถึงหาง

เต้าหู้ทรงเครื่องเนื้อปู ปูเป็นปู

ต้มยำกุ้งร้านนี้ใส่ชามมาเลย ชอบจริงๆครับ ผมเป็นคนที่ต่อต้านการเอาต้มยำใส่หม้อไฟ มันมีผลเสียหลายเรื่อง คือมันจะร้อนมากขนาดตักกินไม่ได้ ก็ต้องตักใส่ถ้วยแบ่งสักพักก็จะกินหมดมั่งไม่หมดมั่งเหลือคาถ้วย ส่วนในหม้อก็สักพักจะแห้งขอด กินไม่ได้เหลือแต่กาก กุ้งที่เหลือก็จะสุกเกินกินไม่มีรสที่สำคัญเกะกะชะมัดเลย ทั้งหม้อทั้งถ้วยแบ่ง สถาบันจอห์น โรเบิรต์ เพาวเวอร์แสลม วิจัยว่าน้ำและเนื้อต้มยำจะสูญเสียถึง 34.56 % จากการใส่ถ้วยแบ่งนี้ ที่สำคัญ มันเป็นต้นทุนของทั้งร้านและคนกินโว้ย ! ใส่ชามมาเหอะ

บะกุตเต๋

ปิดท้ายกันกับการตะลุยกินในหาดใหญ่ ด้วย ขาหมู-บะกุตเต๋ครับ แกล้มด้วยน้ำมะพร้าว กินตอนเช้ามีเรียวแรงดีนัก แต่กินบ่อยๆ ท่าจะไม่ไหว (จบทริปนี้ น้ำหนักผมขึ้นไปสามโลครึ่ง)

บะกุตเต๋ร้านนี้คนละสไตล์กับคอหนัง เป็นยาจีนเข้มๆ และเอาส่วนที่ไม่มันมาตุ๋น กินกับขาหมูมันๆ ดับเลี่ยนได้ดีนัก อันนี้เป็นของร้านหน้าโรงแรม ชื่อร้าน อพลอลโลโอชา (เท่ชะมัด)

ยังครับ การจองเวรจองกรรมกับกระเพาะอาหารยังไม่หมด ติดตามได้ใน

ล่องใต้ไปตามเสียงเพลง ตอนที่ 2


edit @ 2007/02/16 16:01:14

มาถึงหาดใหญ่ต้องกินชาชัก

ผมได้ข่าวว่าอาหารประเภทนี้ขายดิบขายดีที่ กทม ในราคาที่เห็นแล้ว "ชัก"

อันที่จริง ชาชักนี้เป็นของแขกมาเลย์ มีออริจินัลมาจาก 3 จังหวัดภาคใต้แถวๆ ปัดตานี

ชาชักที่ขายกันในหาดใหญ่นี้ก็ล้วนแต่ฝีมือชาวอิสลามจาก 3 จังหวัดที่เข้ามาเปิดร้านขายทั้งนั้น

คนที่พาไปกิน ก็คือน้องหญิงอีกเช่นเคย ร้านชื่อร้าน "ขอบคุณ"

น้องหญิงเล่าให้ฟังว่า ร้านนี้แยกมาจากร้าน "กู" ที่ตอนนี้เปิดสาขาสองอยู่ที่สยามพารากอน ที่ตั้งตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้าน"กู"นัก นับว่ารสชาติมาจากตำรับเดียวกัน

พอไปถึงร้าน เป็นร้านโต๊ะม้าหินนั่งสบาย บรรยากาศมืดครึ้ม เพราะมีไม้ใหญ่อยู่มาก จากที่นั่งเห็นเคานท์เตอร์ชงชาชัดเจน คนชงกะลังชักอยู่เลย

วิธีทำชาชัก ก็คือใช้กระบอกชงชา 2 กระบอก เทชาที่ชงแล้วไปๆ มาๆ ให้อากาศเข้า จนเกิดฟอง แล้วเทไปสักพักจะยืดเหนียวเป็นสายยาว ลีลาท่าทางเหมือนการชักเย่อ จึงเรียกว่า "ชาชัก"

ราคาแก้วละ 15 บาท พอเอามาตั้งที่โต๊ะจะมีฟองมาเต็มแก้ว พอซดเข้าไปแล้วจะมีความรู้สึกว่าฟองนั้นเข้าไปพร้อมน้ำชา ฟองจะมีอากาศอยู่ภายในทำให้ต่อมรับรสตื่นตัวเต็มที่ เกิดความรู้สึกถึงรสชาติอันลุ่มลึกและความหอมของชา ...ละมั้ง หรือต้องเรียก รสชาติแปลกใหม่

ของกินแกล้มกับชาชัก ได้แก่ กระโบ๊ะ คือลูกชิ้นปลาทอดกรอบ เคี้ยวกินเค็มๆ มันๆ ไม่คาว

และก็เจ้านี่เลย กระเบื้อง หรือโรตีทิชชู คือการแผ่แป้งโรตีให้บางถึงระดับโมเลกุล แล้วทอดด้วยไฟอ่อนให้สุกกรอบเหลืองหอม

มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 50 ซม บางทีใหญ่เวอร์กว่านี้อีก แล้วราดนมข้นหวานยกมาเสริฟ

ไม่ได้วางบนโต๊ะนะครับ วางบนจาน เห็นจานมะ

คงงงใช่มะว่าจะกินเข้าไปได้ยังไง ก็ทุบให้แตกแล้วค่อยบิกินสิ

มีการโรยโอวัลตินเพื่อเพิ่มรสชาติด้วยนะเออ

นอกจากชาชัก ก็มีอะไรอย่างอื่นอีก เช่น กาแฟชัก หรือน้ำสารพัดที่ชักได้ แต่ลองสั่งมากินแล้วไม่มีอะไรลื่นคอเท่าเลย เข้าใจว่าวิธรีการชักจะฝึกฝนมาเพื่อให้เข้ากับความถ่วงจำเพาะของชาเท่านั้นเอง เมื่อเปลี่ยนแปลงเนื้อเครื่องดื่ม ก็ทำให้ชักไม่มันเท่าที่คิด...ละมั้ง

ชา======================================ชัก

ข้อมูลของร้าน กู ต้นตำรับชาชักจ้า

บทความจาก http://www.bangkokbizweek.com

'กู' ร้านกาแฟหาดใหญ่ โกยเงินแสนที่พารากอน

สุพิชฌาย์ จันต๊ะปา

ร้านกู เริ่มต้นด้วยฝีมือของสองพี่น้อง อาหวัง บิลังโหลด และ เจ๊ะแบด๊ะ บิลังโหลด ที่ร่วมกันบุกเบิกธุรกิจร้านน้ำชากาแฟ ในรูปแบบการชงชา ชักเย่อ หรือ ชาชัก ซึ่งเป็นวิธีการชงชาในหมู่ชาวไทยมุสลิมที่สืบทอดกันมานาน แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่กลิ่นอายของวัฒนธรรมการชงชาชักที่ไม่เหมือนใครซึ่งยังคงเอกลักษณ์และถูกนำมาประยุกต์ใหม่ ทำให้ "ร้านกู" ประสบความสำเร็จกลายเป็นร้านที่มีเอกลักษณ์และชื่อเสียงโด่งดังในกลุ่มธุรกิจชา-กาแฟ

อาหวังเล่าว่า ร้านกูเกิดขึ้นด้วยความชอบส่วนตัวในการดื่มและชิมชากาแฟ เริ่มจากการตระเวนชิมชากาแฟ ตามร้านข้างทางที่มีอยู่มากมายในตัวเมืองหาดใหญ่ ไปจนถึงประเทศมาเลเซีย โดยเลือกชิมในร้านดังที่มีลูกค้าใช้บริการคับคั่งเพื่อเปรียบเทียบรสชาติที่แตกต่าง ขณะเดียวกันก็แอบจดจำวิธีการชงเข้าทำนอง ครูพัก ลักจำ กระทั่งถึงจุดหนึ่งจึงคิดค้นรสชาติกาแฟที่แปลกใหม่ตามต้องการ และเกิดความมั่นใจจนถึงขั้นคิดเปิดร้านเพื่อทดสอบฝีมือ

เริ่มจากการเปิดร้านเล็กๆ ด้วยเงินลงทุนแค่ไม่กี่ร้อยบาท ร้านของอาหวังแทรกตัวในสวนจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับของเพื่อนสนิทในอำเภอหาดใหญ่ ด้วยความตั้งใจให้เป็นร้านนำร่องทดลองตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่มคนสนิท และลูกค้าที่มาเลือกซื้อพันธุ์ไม้ แต่เมื่อผลกลายเป็นการตอบรับที่ดี ทำให้มีกำลังใจหาพื้นที่เปิดร้านเป็นของตัวเองอย่างจริงจัง

อาหวังตัดสินใจเช่าพื้นที่ริมถนนช่องเขา กลางเมืองหาดใหญ่ เริ่มต้นธุรกิจขายกาแฟอย่างจริงจัง ตั้งชื่อร้านว่า ร้านกู ถึงปัจจุบันนับรวมเป็นเวลากว่า 10 ปี และร้านนี้ที่กลายเป็นต้นตำรับการชงชาชักเจ้าแรกของหาดใหญ่

"คนหาดใหญ่นิยมนั่งจิบน้ำชากาแฟ ตามร้านค้าข้างถนน แต่การจะเปิดร้านต้องสร้างความแปลกใหม่ ทั้งรสชาติและเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร"

เขาจึงนำรูปแบบการชงชาชักแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมมาเป็นจุดขาย โดยประยุกต์ลีลาและเพิ่มความหลากหลายในการชง ทั้งกาแฟ โกโก้ ชาร้อน ชาเย็น จนกลายเป็นผู้บุกเบิกการชงชาชักเจ้าแรกในภาคใต้และในประเทศไทย

ชูวิธีชง "ชาชัก" เป็นจุดขาย

การชงชาชักอาศัยอุปกรณ์เพียงกระบอกชงชา 2 กระบอก เทชากลับไปกลับมา ไม่ใช่เทแบบธรรมดา แต่ใช้ลีลาท่วงท่าที่ชวนมอง คนดูต้องคอยลุ้นตามกว่าจะได้เครื่องดื่มรสดีจิบคู่ "โรตีทิชชู" เมนูอาหารว่างขึ้นชื่อของร้าน

"หนึ่งในเมนูขึ้นชื่อ คือชาอพอลโล่ ที่เป็นการผสมกันระหว่างนมและชา ด้วยสูตรเฉพาะที่คิดค้นเอง นอกเหนือจากเครื่องดื่มที่มีวิธีการชงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยังมีการโชว์การฝัดแป้งโรตีจนกลายเป็นเมนูอาหารว่างที่ขึ้นโต๊ะเสิร์ฟคู่กาแฟที่ได้รับความนิยม อาหวัง กล่าว

ด้วยลีลาในการชงชาชักเย่อที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร้านกูกลายเป็นที่รู้สึกในวงการธุรกิจชากาแฟในเวลาอันรวดเร็ว และที่ตอกย้ำความสำเร็จยิ่งขึ้นเมื่อครั้งเข้าร่วมเทศกาล Coffee Festival 2004 และ 2005 แข่งขันกับร้านแบร์นดังระดับโลก จนสามารถประกาศตัวและก้าวสู่การเป็นร้านระดับแนวหน้า นับจากนั้นเป็นต้นมาร้านกูก็ถูกทาบทามจากนักธุรกิจและร้านค้าแบรนด์ดังหลายแห่งให้ร่วมลงทุน แต่อาหวังไตร่ตรองอย่างรอบคอบ กระทั่งผู้บริหารระดับสูงของห้างเดอะมอลล์ได้แวะมาชิม และติดใจความอร่อย จึงติดต่อให้ไปทำเครื่องดื่มและอาหารว่างในงานเลี้ยงของบริษัทที่กรุงเทพฯ ก่อนจะชักชวนไปเปิดร้านบนศูนย์การค้า "สยามพารากอน" ซึ่งอาหวังบอกว่า ตอนนั้นเขาไม่รู้มาก่อนว่าจะเป็นศูนย์การค้าใหญ่โตระดับนี้

อาหวังบอกว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เขากล้าที่จะก้าวไปพิสูจน์ฝีมือกับร้านกาแฟระดับบิ๊กเนมในเมืองหลวง มาจากเหตุผลเมื่อครั้งมีโอกาสชงชาด้วยสไตล์ที่ถนัด ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จนได้รับคำชมในรสชาติ ทั้งยังทรงตรัสขอเสวยกาแฟของอาหวังเป็นแก้วที่สองในเวลาเดียวกัน

วันนี้ "ร้านกู" สาขา 2 บนศูนย์การค้าสยามพารากอน ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีลูกค้าระดับวีไอพียืนรอคิวซื้อกาแฟแบรนด์ไทยสร้างรายได้สูงสุดถึงวันละ 100,000 บาทเลยทีเดียว

ชัก======================================ชา


edit @ 2007/02/17 18:46:17