Thailand-south

ลุยเมืองสตูล

กลับมาก็ยุ่ง ๆ เพิ่งจะว่างมีแรงมาอัพนี่แหละหายไป 27 วันแน่ะ อย่าเพิ่งทิ้งกันนะแฟนๆ

ขออภัย ไม่ได้อัพเสียนาน เพราะว่าเดินทางอีกแล้ว

=================

โอ้เมืองตรังหรือจะยั้งให้ฉันติดตรึง

แต่คิดถึง พัทลุงและสงขลา

สตูลปัดตานี ยะลาโสภีตรึงตรา

โอ้บางนรา มีวาสนาจะมาอีกที

=================

ต่อไป ไปสตูล

จากหาดใหญ่ เดินทางไปสตูล ค้างที่นั่นสองคืน ทำงานด้วย แอบหนีไปที่ยวด้วย

จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่ผมไม่เคยไป และไม่เคยได้ยินเรื่องราวของสตูลเท่าไรนัก

สอบถามจากคนหาดใหญ่ได้ความว่า เป็นเมืองเงียบๆ ที่น่าอยู่ เกาะและทะเลสวยงาม

เอาละสิ ไปๆ ไปกัน จะเที่ยวๆ ทำงานให้เสร็จไว แล้วจะเที่ยว

พอมาถึงสตูล สิ่งแรกที่อยู่ในความรู้สึกเลยคือ เป็นเมืองเงียบจริงๆ เงียบสงบ ผู้คนบางตา บ้านเรือนดูน่าอยู่ และไม่มีรถติด เทียบกับหาดใหญ่แล้วคนละอารมณ์กันอย่างเห็นได้ชัด

ผ่านสวนยางมากมาย เข้าเขตตัวเมือง ถนนสายหลักของสตูลมีอาคารเก่าอยู่สองฟากข้าง ดูงามแบบคลาสสิค ผมได้พักในโรงแรมชั้นหนึ่งของสตูล พอขึ้นไปแล้วก็ตกใจกับหน้าต่างขนาดใหญ่มาก โชววิวสวนปาล์ม ทิวเขาเขียว ฟ้าคราม งดงามอย่างไม่น่าเชื่อ

กลางเมืองมีเขา ชื่อเขาโก๊ะตงหยง อยู่กลางเมืองจริงๆ แหละ ดูแล้วได้อารมณ์ไปอีกแบบ

มาถึงก็ทำงานๆ ๆๆ ทำจนเกือบๆ เที่ยงคืนแน่ะ พอกลับที่พัก กอคุงที่เป็นหัวหน้าทีม บอกให้เก็บงานต่อ ผมเลยร้องแงๆ ดิ้นปัดๆ ว่า ไม่ยอมๆ จะไปเที่ยวตลาดคนเมือง (ในภาพถ่ายตอนกลางวัน)

และแล้วก็ได้ไปจริงๆ คงกลัวว่าพนักงานโรงแรมจะได้ยิน

เดินตลาดคนเมืองตอนกลางคืนครับ อยู่บนถนนเส้นหลักของสตูล หน้าโรงแรมเลยละ เป็นตลาดที่มีกลิ่นอายปักษ์ไต้อยู่เต็มเหนี่ยวเลยละครับท่านผู้ชม มีของจำพวกผ้านุ่ง โสร่ง ส่าหรี ผ้าโพกหัวขายกันเป็นปกติ ไอ้ที่ไม่ค่อยมีคือกางเกงยีนส์ เห็นมีสาวหมวยปูผ้าขายอยู่ร้านเดียว คงไม่ค่อยจะใส่กัน

วันรุ่งขึ้น ก็เป็นวันที่ต้องทำงานทั้งวันจนดึก กลับมาก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาดู ASTV (มีทุกโรงแรม) จนหลับ

วันรุ่งขึ้นอีกที เป็นวันหยุด หมายความว่าไม่ต้องทำงานแต่ต้องสรุปและพิมพ์รายงาน ตื่นเช้ามากินโรตีกับชา คนที่นี่กินโรตีเป็นช้าวเช้าเหมือนกับฝรั่งกินไข่ดาวหมูแฮมกาแฟยังไงยังงั้น มีโรตีไข่ดาวกับชานมแพะ อร่อยอย่างบอกไม่ถูก กลางวันกินมะตะบะ หรือโรตีสอดไส้ไก่และผัก

ผมใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการที่จะออกไปเดินชมเมืองให้ได้ ในที่สุดตอน 11 โมงกว่าก็สำเร็จด้วยการบอกว่า ร้านตรงหัวมุมโน้น มีซุปเนื้อวัวอร่อย ลองไปกินกันม้า ขากลับเดินผ่านพิพธภัณฑ์เมืองสตูล มัสยิดและศาลเจ้าด้วยนะ กอคุงหัวหน้าทีมคงจะไม่ทันคิดเลยตอบตกลง

เอ้า กินๆ นี่คือซุปเนื้อวัว อร่อยชิหาย เนื้อหวานนุ่มอร่อยสมกับเป็นอาหารอิสลาม

ปลาดุกผัดขิง นุ่มได้รสชาติ

ผัดฟักทองใส่เครื่องแกง

น้ำพริกสไตล์ปักษ์ใต้ ไม่ต้องสั่ง ไม่คิดตัง ยกมาพร้อมผักสด

เอาละ อิ่มแล้ว ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เมืองสตูล

นี่คือคฤหาสนกูเต็น อดีตจวนของเจ้าเมืองสตูล ข้างในตกแต่งเยี่ยมมาก เสียดายถ่ายรูปไม่ได้มีชีวิตชาวเล ประวัติเมือง หุ่นแสดงการดำรงชีวิตของชาวสตูล การแต่งงาน ศาสนา พิธีสุหนัด(ขลิบ) น่าสนใจมากครับ ผู้บรรยายที่นี่เป็นสาวอิสลามหน้าตาหมดจด เธอให้คำตอบเราว่า สตูล แปลว่า กระท้อน แถวนี้แต่ก่อนมีกระท้อนเยอะ อ่อ อย่างนี้นี่เอง

มัสยิดนัมบัง

เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด หลังคาสีทองงดงามมาก พวกเราอยากเข้าไปดูข้างใน (เกิดมายังไม่เคยเข้ามัสยิด) แต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะไปทำอะไรไม่ถูกไม่ต้องเข้า เลยเพียงแค่เดินดูภายนอกเท่านั้น

ต่อไป ศาลเจ้าโป้เจ้เก็ง

ศาลเจ้านี้อยู่สุดถนนสตูลธานี ถนนสายหลักของสตูลพอดิบพอดี เรียกว่าวิ่งมาเรื่อยๆก็หลุดเข้าศาลเจ้าไปได้ง่ายๆ เลยละ

ชื่อศาลเจ้านี้มาจากเทพประจำศาลเจ้า เจ้าพ่อโปเจ้เก็ง เป็นเทพแห่งการรักษาเยียวยาของจีน ตามตำนานบอกว่าเป็นหมอชื่อดังสมัยซ่ง ในศาลมีเจ้าทางด้านบู๊องค์อื่นๆ เช่น นาจา กวนอู และที่ขาดไม่ได้คือเจ้าแม่กวนอิม นับเป็นเรื่องแปลกสำหรับผมเพราะทางภาคกลางไม่มีเจ้าองค์นี้ในศาลเลย

ที่หน้าศาลมีอาวุธจำนวนมาก เข้าใจว่าเอาไว้ใช้ตอนเข้าทรง มีอาวุธจีนแปลกๆ ที่เคยได้ยินเฉพาะในนิยายกำลังภายในอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ขวานโปเท้า ดาบฟ้าผ่า กระบี่สองมือ ค้อนดาวตก ฉาบบิน

ผมใช้เวลาอยู่ที่ศาลนี้ไม่น้อย ดูลักษณะของรูปปั้น การจัดวางอันเป็นเอกลักษณ์

ที่น่าสนใจอีกที่คือภาพเขียนที่ศาล ภายในศาลมีภาพเขียนจำนวนมาก เป็นตอนสำคัญของวรรณคดีจีน เช่น สามก๊ก น่ำซ้อง ไซอิ๋ว ไซฮั่น ซุยถัง ซ้องกั๋ง ฝีมือของศิลปินไม่โดดเด่นนัก แต่ว่าแสดงออกถึงความเข้าใจในวรรณกรรมจีนอย่างลึกซึ้ง

ภาพแปดเซียนที่ประตู คนนี้น่าจะเป็นเซียนที่แปด เชาก๊กกู๋

จากมัสยิดก็กลับโรงแรม ไปทำงานๆๆ

ตกเย็นออกมาหาอะไรกินที่ตลาดโต้รุ่ง อันที่จริงก็ไม่ได้โต้รุ่งดอก เที่ยงคืนปิด แต่เรียกว่าโต้รุ่ง

ตามคาด เราพบกับอาหารใต้แบบแท้ๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ (ไม่มีตะเกียบ เอาช้อนกิน) ไก่ย่าง ข้าวเนื้อแดง ข้าวซุปหางวัว แกงใต้สารพัด เรียกว่ากินกันจนไม่เป็นอันทำงานเลย

กลับจากมาเลเชียน้องหญิงบอกว่า จะ "พาไปขึ้นสวรรค์" ผมก็ดีใจเป็นหนักหนา

เอาละ ที่ที่น้องหญิงจะพาขึ้นสวรรค์ ก็คือ เขาคอหงส์ครับ อยู่ชานเมืองหาดใหญ่

ทางขึ้นคือสวนสาธารณะประจำเมืองหาดใหญ่

ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมองค์โตมาก นอกจากเจ้าแม่กวนอิม ยังมีเทพเจ้าจีนองค์อื่นๆ อยู่อีกมากมาย

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทพเจ้าของจีนนะครับ จีนจะแบ่งเทพออกเป็นสองกลุ่ม คือ พระ และ เจ้า ตามคติมหายาน

ระดับสูงสุด

พระ หมายความถึงผู้ที่บรรลุธรรม แล้ว อยู่ในเพศบรรพชิต สั่งสอนธรรมะแก่เวไนยสัตว์และเทพชั้นรองลงมา ยังแบ่งออกเป็น

พระพุทธเจ้า หรือ ฮุดโจ้ว คือผู้ที่ ขึ้นสู่พุทธภูมิแล้ว สอนธรรมะแก่เทพและโพธิสัตว์เพื่อให้บรรลุธรรมขั้นสูงเท่านั้น ไม่ลงมาในโลกมนุษย์ มีหลายองค์ เช่น พระอมิตาภพุทธเจ้า (ออหนี่ถ่อฮุด) พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า (เจ้าชายสิทธัตถะ) พระไภษัชคุรุพุทธเจ้า เป็นต้น

พระโพธิ์สัตว์ หรือผ่อสัก ตามชื่อคือ เป็นร่มโพธิ์ให้กับสัตว์ หมายถึงผู้ที่บรรลุแล้วแต่ยังวนเวียนโปรดสัตว์อยู่ และรอการเข้าสู่พุทธภูมิเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า เช่นพระโพธิสัตว์กวนอิม (กวนซีอิมผ่อสัก) พระศรีอาริยะเมตรัยโพธิสัตว์ (องค์นี้รอคิวเป็นพระพุทธเจ้า)

กล่าวโดยรวมก็เหมือนกับคณะสงฆ์นั่นเอง

ระดับรอง

เจ้า หรือ เทพเจ้า คือผู้ที่มีฤทธิ์อำนาจ คอยดูแลควบคุมธรรมชาติ และผู้คน มักจะมีคำต่อท้ายว่า เอี้ย หรือ กง (นายท่าน - ปู่) มีหน้าที่ต่างกันไปตามขอบเขตอำนาจ มีทั้งบุ๋นและบู๊

กล่าวโดยรวมคือคณะรัฐมนตรี มีเง็กเซียนฮ่องแต้เป็นนายก

ระดับสาม

เซียน คือบุคคลธรรมดาที่ปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมขั้นต้น มีความเป็นอยู่ทีไม่ใช่มนุษย์แล้ว ไม่แก่เฒ่า กินดื่มทิพย์เหาะเหินเดินอากาศได้ เซียนจะเหาะเหินไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเพื่อบรรลุเป็นโพธิสัตว์ต่อไป เซียนมีจำนวนมากมาย ที่โด่งดังคือคณะแปดเซียน

ระดับสี่

สัญลักษณ์มงคล ภาพบุคคล หรือสัตว์ที่ถือว่าเป็นมงคล บูชาแล้วจะประสบโชค เช่น ฮกลกซิ่ว ปี่เซี่ยะ กิเลน สิงโต เต่าเป็นต้น

อันนี้กล่าวโดยสังเขปนะครับยังมีรายละเอียดอีกเยอะ ที่เล่าไปเพื่อให้รู้ว่าองค์ไหนคืออะไรเท่านั้น เราไปชมแดนสวรรค์กันดีกว่า

ทางเข้า คือสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่

เริ่มมาก็เป็นพระพรหม

พระพรหมเป็นเทพตามคติพราหมณ์มีพาหนะเป็นหงส์ ที่นี่คือเขาคอหงส์ก็สอดคล้องกันดีแต่ยังสงสัยว่าทำไมถึงถวายช้างกันมากมายขนาดนี้ ช้างตัวโตๆ ก็มีชื่อชาวไต้หวันบ้าง สิงค์โปรบ้างเสียด้วยสิ (น้องหญิงแสดงแบบ) เข้าใจว่าเป็นเพราะรูปปั้นขี่ช้างกระมัง

จากพระพรหมไปจุดสูงสุดของเขาคอหงส์ ที่นี่ประดิษฐานพระพุทธรูปครับ ตรงกับคติที่ว่า พระพุทธเจ้าอยู่สูงสุด พระโพธิสัตว์รองลงมา แล้วจึงเป็นเทพเจ้า

พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ด้านในของกำแพงรอบพระพุทธรูปมีคติธรรมสองภาษาเขียนไว้โดยรอบ

สามสาวชาวหาดใหญ่ครับ

ด้านหน้าพระเป็นจุดชมวิว มีชาวหาดใหญ่และนักท่องเที่ยวมาจำนวนมาก นักศึกษาก็ไม่น้อย บ้างก็ปูเสื่อปิคนิดกันเป็นที่สนุกสนาน

เมื่อมืดลง ไฟที่ฐานพระส่องต้ององค์งงดงามดั่งทอง

ด้านล่างคือ ที่ประดิษฐานโพธิสัตว์กวนอิม และประตูสวรรค์ ทางเข้าที่อยู่ของเง็กเซียนฮ่องเต้

น่าเสียดายว่าผมไปถึงตอนเย็น ภาพพระโพธิสัตว์กวนอิมสีขาวล้วนจึงไม่ชัดเจนนัก

ด้านข้างคือกิมท้งเง็กนึ้ง(ราชบุตรทอง ธิดาหยก) เด็กรับใช้พระโพธิสัตว์

ที่รอบๆ คือท้าวจาตุมหาราชิก บางคนคงจะคุ้นๆ จากการ์ตูนเรื่อง RGVEDA มาบ้างนะครับ

อันว่าท้าวทั้งสี่นี้คือจตุโลกบาล มีหน้าที่คุ้มครองโลก ประจำทิศทั้งสี่ ประกอบด้วย ท้าววิรุฬหก (ใต้) ท้าววิรุฬปัก(ตะวันตก) และท้าวเวสสุวัน(เหนือ)

เมื่อเทียบกับเทพของญี่ปุ่นแล้วจะได้ดังนี้

ท้าวธตรฐ(ตะวันออก) เทียบกับญี่ปุ่นคือจิก๊กกุเท็น เป็นใหญ่เหนือคนธรรพ์ -เค็นดับปะโอ

ท้าววิรุฬหก (ใต้) เทียบกับญี่ปุ่นคือโซโจเท็น เป็นใหญ่ในเทวดา

ท้าววิรุฬปัก(ตะวันตก) เทียบกับญี่ปุ่นคือโคโมคุเท็น เป็นใหญในพวกครุฑและนาค

ท้าวเวสสุวัน(เหนือ) เทียบกับญี่ปุ่นคือบิชามอนเท็น เป็นใหญ่ในพวกยักษ์

ใต้ฐานองค์เจ้าแม่เป็นแปดเซียน ปั้นสวยมาก ตอนที่ผมไปดึกแล้วเขาเลยปิดไม่ให้เข้า

ประตูมังกร ทำเป็นปากมังกรขนาดใหญ่มาก ให้เดินขึ้นแดนสวรรค์ ใช้น้องหญิงเป็นโมเดลอีกแล้วครับ

ต่อไปคือพระสังกัขจายน์ อยู่หลังประตูมังกร

พระสังกัขจาย์นี้ อันที่จริงคือร่างจำแลงของพระเมตรัยโพธิสัตว์

รูปพระโพธิสัตว์องค์นี้ ความจริงเป็นรูปปั้นของพระ

เป็นชาวเมืองฮ่องฮัว มณฑลเม่งจิว เจ้าของฉายาว่า

พระเมตไตรย คือ พระเมตไตรย แบ่งกายเป็นพันหมื่นโกฏิ ให้คนได้เห็นทุกเวลา แต่คนก็ไม่รู้จัก

ฉะนั้น บรรดาพุทธสาวก จึงต่างสันนิษฐานว่า ท่านเป็นพระเมตไตรยมาโปรดแล้วเลยบอกฉายาท่านว่า พระเมตไตรยโพธิสัตว์ ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล จึงได้สร้างรูปลักษณ์เลียนแบบพระรูปนี้เพื่อการสักการะบูชา พระนามจีนของท่านคือ

" หลวงพ่อถุงย่าม " เป็นพระภิกษุในยุค 5 ราชวงค์ " เข่ยชื้อ " หรือ " เชียงเทงจื้อ " โดยปกติท่านมีลักษณะอาการแสดงความเบิกบานเป็นสุขตลอดเวลา ไปไหนมาไหนจะมีย่ามใหญ่ติดตัวไปด้วย จึงได้รับฉายาว่า " หลวงพ่อถุงย่ามใหญ่ " ท่านพูดอะไรมักจะเป็นอรรถ มีความหมายในทางนิกายเซ็น ( ธยาน ) ในปีที่ 3 แห่งรัชกาลเจงเม้ง ( .. 1460 ) ท่านได้นั่งเข้าสมาธิดับไปที่แท่นหิน วัดงักลิ้ม ก่อนดับได้เขียนคาถาไว้บทหนึ่งว่า " หมีเล็กผ่อสัก " หรือ " หนี่เต็กผ่อสัก " หรือ " หนี่เล็กผ่อสัก " บ้างก็เรียกท่านว่า " พระยิ้ม " บ้างก็เรียกท่านว่า " พระสังกัจจายน์ " แต่ที่แท้แล้ว ท่านเป็นองค์เดียวกัน

เง็กเซียนฮ่องเต้

ท่านผู้นี้คือนายกรัฐมนตรีสวรรค์ นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาเทพเจ้าต่างๆ มีไท้แปะกิมแชเป็นเสนาบดีบุ๋น ดูแลเทพเจ้าที่ดูแลผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ลี้เทียนอ๋องเป็นเสนาบดีบู๊ รองจากนั้นก็บรรดาแม่ทัพนายกองต่างๆ

ตอนที่ผมไปนั้นดึกแล้ว ถ่ายรุปไม่ติด

สิบสองนักษัตร

เป็นความเชื่อของจีนว่า แต่ละปีมีสัตว์ประจำราศีประจำอยู่ แต่ละตัวจะมีแคแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน ถ้าปีไหน สัตว์ประจำปีเกิดของเราสอดคล้องหรือ ฮะ กับปีนั้น จะโชคดีเช่นผมเกิดปีมะโรง ปีจอที่ผ่านมาผมดวงดีสารพัดจะดี ได้ไปญี่ปุ่นด้วย

สิบสองนักษัตรของญี่ปุ่นก็เหมือนจองไทยและจีน ต่างตรงตัวสุดท้ายไม่ใช้หมู เป็น หมูป่า (ญี่ปุ่นเดิมคงไม่มีหมู)

แต่ถ้าปีนั้นไม่สอดคล้องกับปีเกิดเรา หรือ ชง ปีนั้นเราจะได้รับความลำบาก ต้องแก้เคล็ดด้วยวิธีการต่างๆ

ที่นี้สิบสองนักษัตรทำเป็นเจ้าแม่กวนอิมขี่สัตว์ไว้ทั้งหมด

ลงมาจากเขาคอหงส์ ก็ดึกแล้ว ไม่มีโอกาสมาชมปลาในบ่อน้ำชั้นล่างสุด และบริเวณทางออก ก็ได้แต่คิดว่า สักวันจะมา "ขึ้นสวรรค์" ที่นี่อีกสักครั้ง

สุดใต้ชายแดนมาเลย์ ถิ่นนี้คือแดนสนธยา อับดุลเลาะห์.. อับดุลเลาะห์..

เอาละครับ ออกจากทุ่งลุงไปไม่นาน เราก็บรรลุถึงด่านปาดังเบซาร์

ด่านนี้เป็นจุดควบคุมรถที่จะเข้าออกไทยมาเลเชีย เราจะเข้าไปไม่นาน ก้ไม่ต้องทำอะไรเลย ให้น้องหญิงยิ้มสวยๆ บอกนายด่านว่า "นู๋มาซื้อของดิวตี้ฟรีค่า แป๊ปเดียวกลับนะค๊ะ" นายด่านชาวมาเลเชียก็ไม่ทัดทานแต่อย่างใด

ด่านนี้มีข้อห้ามเอาของเข้าประเทศดังต่อไปนี้ ผัก ผลไม้ แมลง หน่อพืช และดอกไม้

เข้าไปในแดนอาดัง สิ่งแรกที่น้องหญิงทำคือ เติมน้ำมันครับ ราคาน้ำมันผิดกันเยอะขนาดที่ว่าสามารถเติมใส่ถังแล้ววิ่งไปวิ่งกลับเพื่อเอาน้ำมันไปขายต่อได้กำไรเลยละ

ปั๊มที่นี่เป็นระบบบริการตัวเอง จ่ายตังบอกเบอร์หัวจ่ายแล้วบอกเขาว่าเติมเท่าไร แล้วลากสายเอามาบีบใส่รถเอง มันจะปล่อยออกมาเท่าที่จ่ายไปน่ะแหละ ปั๊มนี้บริการคนไทยเกือบทั้งนั้น

เติมน้ำมันเต็มแล้ว น้องหญิงก้พาไปลุยซื้อของ

น้องหญิงมาที่นี่ นอกจากพาเรามาเที่ยวแล้ว ยังมาซื้อของไปขายไปกินไปใช้ที่บ้านด้วย

ร้านแถวนี้ลูกพรุน Sunsweet เป็นสปอนเซอร์ทุกร้าน

น้องหญิงซื้อนมถั่วเหลืองไปฝากคุณแม่มากมาย และที่แปลกตาคือ น้ำฟักครับ

ผมลองไปกล่องหนึ่ง รสชาติไม่เลวเลย หวานน้อยๆ ปนขมจางๆ รสชาติบอกไม่ถูกเหมือนกัน กินแล้วแก้กระหายน้ำดีนัก

ที่นี่มีชอกโกแลตราคาถูกมากมาย ผมเพิ่งรู้ว่ามาเลเชียเป็นแหล่งผลิตชอกโกแลต มีตั้งแต่ห่อละ 30 บาทไปถึงเป็นร้อยๆ

น้องหญิงบอกว่า อย่าซื้อเยอะ บางยี่ห้อในตลาดกิมหยงที่หาดใหญ่ก็มี ถูกกว่าด้วย ผมเลยบอกน่องหญิงว่า ยี่ห้อไหนไม่มีบอกด้วย จะซื้อไปฝากคนสำคัญ

ได้ไปคนละนิดละหน่อย บางคนได้กาแฟราคาถูกกว่ากรุงเทพครึ่งครึ่ง บางคนได้ลูกอม น้องหญิงซื้อชา คงเอาไปกินที่บ้าน เห็ดหอม เกาลัด ก็ถูกมาก น้องหญิงว่าซื้ออะไรซื้อได้ อย่าซื้อกระเทียม เป็นสินค้าต้องห้าม

จากร้านขายของชำ ก็ไปที่ร้านขายเทป

ที่นี่มีเทปเถื่อนมากขนาดต้องตกใจ มีการเอาอัลบั้มหายากมาก็อบขาย พวกบันทึกการแสดงสดวงเฮฟวี่เมทัลที่หายากในเมืองไทยมาก็อบขายถูกๆ

อัลบั้มของนักร้องบางคนก็มารวมลงแผ่นเดียว ราคาแผ่นละ 60 บาท ช็อปมันมือมาก พวก VCD ทาทายัง โชวเกริล์ ก็ก็อบขายกันแหลกลาญ

จากนั้นก็ไปดิวตี้ฟรีจริงๆ ซักทีละ

ที่นี่เป็นห้างขายของหลายอย่าง หลักๆ ที่ราคาถูกก็คือพวกเสื้อผ้า สินค้าแบรนด์เนม และกระเป๋าเดินทาง แต่ผมไม่มีปัญญาจะขนกลับ ดังนั้นจึงโฟกัสไปที่ซ็อกโกแลตแบบแปลกๆ ใหม่ๆ

ที่ได้มาคือ มิลค์ชอกโกแลตกล่องเหล็ก สอดไส้อัลมอนด์ ฮาเซลนัท 4 กล่อง กล่องละ 120 บาท

ไวท์ชอกโกแลตกล่องเหล็ก สอดไส้อัลมอนด์ พีนัท 2 กล่อง กล่องละ 120 บาท

ชอกโกแลตชิ้นเล็ก บรรจุห่อ รสนม ส้ม มินท์ 4 ห่อ ห่อละ 60 บาท

ช็อกโกแลตที่มีกล่องเหมือนกระบอกตั๋วรถเมล์ เป้นรูปที่ท่องเที่ยวของมาเลเชีย 140 บาท

ชอกโกแลตรสมินต์ ขนาบชอกโกแลตนม กินไม่เลี่ยนแถมยังหอมซ่าในปาก ราคาห่อละ 65 บาท

ตอนนี้ก็แจกมั่งกินมั่งไปเกลี้ยงแล้ว

พอซื้อชอกโกแลตเต็มที่แล้ว ก็ใส่ถุงยัดไว้ตรงที่วางเท้าเบาะหลัง น้องหญิงก็ขับรถกลับเมืองไทย นายด่านคนเดิมเปิดหลังรถตรวจตามหน้าที่ เห็นน้ำฟักสองสามลังก็ไม่พูดไม่จาอะไร ปล่อยผ่านไป

จากนั้นมุ่งกลับหาดใหญ่ครับ คราวนี้น้องหญิงจะพาขึ้นเขาไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้กัน