Thailand-south

ลุยเมืองสตูล

กลับมาก็ยุ่ง ๆ เพิ่งจะว่างมีแรงมาอัพนี่แหละหายไป 27 วันแน่ะ อย่าเพิ่งทิ้งกันนะแฟนๆ

ขออภัย ไม่ได้อัพเสียนาน เพราะว่าเดินทางอีกแล้ว

=================

โอ้เมืองตรังหรือจะยั้งให้ฉันติดตรึง

แต่คิดถึง พัทลุงและสงขลา

สตูลปัดตานี ยะลาโสภีตรึงตรา

โอ้บางนรา มีวาสนาจะมาอีกที

=================

ต่อไป ไปสตูล

จากหาดใหญ่ เดินทางไปสตูล ค้างที่นั่นสองคืน ทำงานด้วย แอบหนีไปที่ยวด้วย

จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่ผมไม่เคยไป และไม่เคยได้ยินเรื่องราวของสตูลเท่าไรนัก

สอบถามจากคนหาดใหญ่ได้ความว่า เป็นเมืองเงียบๆ ที่น่าอยู่ เกาะและทะเลสวยงาม

เอาละสิ ไปๆ ไปกัน จะเที่ยวๆ ทำงานให้เสร็จไว แล้วจะเที่ยว

พอมาถึงสตูล สิ่งแรกที่อยู่ในความรู้สึกเลยคือ เป็นเมืองเงียบจริงๆ เงียบสงบ ผู้คนบางตา บ้านเรือนดูน่าอยู่ และไม่มีรถติด เทียบกับหาดใหญ่แล้วคนละอารมณ์กันอย่างเห็นได้ชัด

ผ่านสวนยางมากมาย เข้าเขตตัวเมือง ถนนสายหลักของสตูลมีอาคารเก่าอยู่สองฟากข้าง ดูงามแบบคลาสสิค ผมได้พักในโรงแรมชั้นหนึ่งของสตูล พอขึ้นไปแล้วก็ตกใจกับหน้าต่างขนาดใหญ่มาก โชววิวสวนปาล์ม ทิวเขาเขียว ฟ้าคราม งดงามอย่างไม่น่าเชื่อ

กลางเมืองมีเขา ชื่อเขาโก๊ะตงหยง อยู่กลางเมืองจริงๆ แหละ ดูแล้วได้อารมณ์ไปอีกแบบ

มาถึงก็ทำงานๆ ๆๆ ทำจนเกือบๆ เที่ยงคืนแน่ะ พอกลับที่พัก กอคุงที่เป็นหัวหน้าทีม บอกให้เก็บงานต่อ ผมเลยร้องแงๆ ดิ้นปัดๆ ว่า ไม่ยอมๆ จะไปเที่ยวตลาดคนเมือง (ในภาพถ่ายตอนกลางวัน)

และแล้วก็ได้ไปจริงๆ คงกลัวว่าพนักงานโรงแรมจะได้ยิน

เดินตลาดคนเมืองตอนกลางคืนครับ อยู่บนถนนเส้นหลักของสตูล หน้าโรงแรมเลยละ เป็นตลาดที่มีกลิ่นอายปักษ์ไต้อยู่เต็มเหนี่ยวเลยละครับท่านผู้ชม มีของจำพวกผ้านุ่ง โสร่ง ส่าหรี ผ้าโพกหัวขายกันเป็นปกติ ไอ้ที่ไม่ค่อยมีคือกางเกงยีนส์ เห็นมีสาวหมวยปูผ้าขายอยู่ร้านเดียว คงไม่ค่อยจะใส่กัน

วันรุ่งขึ้น ก็เป็นวันที่ต้องทำงานทั้งวันจนดึก กลับมาก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาดู ASTV (มีทุกโรงแรม) จนหลับ

วันรุ่งขึ้นอีกที เป็นวันหยุด หมายความว่าไม่ต้องทำงานแต่ต้องสรุปและพิมพ์รายงาน ตื่นเช้ามากินโรตีกับชา คนที่นี่กินโรตีเป็นช้าวเช้าเหมือนกับฝรั่งกินไข่ดาวหมูแฮมกาแฟยังไงยังงั้น มีโรตีไข่ดาวกับชานมแพะ อร่อยอย่างบอกไม่ถูก กลางวันกินมะตะบะ หรือโรตีสอดไส้ไก่และผัก

ผมใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการที่จะออกไปเดินชมเมืองให้ได้ ในที่สุดตอน 11 โมงกว่าก็สำเร็จด้วยการบอกว่า ร้านตรงหัวมุมโน้น มีซุปเนื้อวัวอร่อย ลองไปกินกันม้า ขากลับเดินผ่านพิพธภัณฑ์เมืองสตูล มัสยิดและศาลเจ้าด้วยนะ กอคุงหัวหน้าทีมคงจะไม่ทันคิดเลยตอบตกลง

เอ้า กินๆ นี่คือซุปเนื้อวัว อร่อยชิหาย เนื้อหวานนุ่มอร่อยสมกับเป็นอาหารอิสลาม

ปลาดุกผัดขิง นุ่มได้รสชาติ

ผัดฟักทองใส่เครื่องแกง

น้ำพริกสไตล์ปักษ์ใต้ ไม่ต้องสั่ง ไม่คิดตัง ยกมาพร้อมผักสด

เอาละ อิ่มแล้ว ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เมืองสตูล

นี่คือคฤหาสนกูเต็น อดีตจวนของเจ้าเมืองสตูล ข้างในตกแต่งเยี่ยมมาก เสียดายถ่ายรูปไม่ได้มีชีวิตชาวเล ประวัติเมือง หุ่นแสดงการดำรงชีวิตของชาวสตูล การแต่งงาน ศาสนา พิธีสุหนัด(ขลิบ) น่าสนใจมากครับ ผู้บรรยายที่นี่เป็นสาวอิสลามหน้าตาหมดจด เธอให้คำตอบเราว่า สตูล แปลว่า กระท้อน แถวนี้แต่ก่อนมีกระท้อนเยอะ อ่อ อย่างนี้นี่เอง

มัสยิดนัมบัง

เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด หลังคาสีทองงดงามมาก พวกเราอยากเข้าไปดูข้างใน (เกิดมายังไม่เคยเข้ามัสยิด) แต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะไปทำอะไรไม่ถูกไม่ต้องเข้า เลยเพียงแค่เดินดูภายนอกเท่านั้น

ต่อไป ศาลเจ้าโป้เจ้เก็ง

ศาลเจ้านี้อยู่สุดถนนสตูลธานี ถนนสายหลักของสตูลพอดิบพอดี เรียกว่าวิ่งมาเรื่อยๆก็หลุดเข้าศาลเจ้าไปได้ง่ายๆ เลยละ

ชื่อศาลเจ้านี้มาจากเทพประจำศาลเจ้า เจ้าพ่อโปเจ้เก็ง เป็นเทพแห่งการรักษาเยียวยาของจีน ตามตำนานบอกว่าเป็นหมอชื่อดังสมัยซ่ง ในศาลมีเจ้าทางด้านบู๊องค์อื่นๆ เช่น นาจา กวนอู และที่ขาดไม่ได้คือเจ้าแม่กวนอิม นับเป็นเรื่องแปลกสำหรับผมเพราะทางภาคกลางไม่มีเจ้าองค์นี้ในศาลเลย

ที่หน้าศาลมีอาวุธจำนวนมาก เข้าใจว่าเอาไว้ใช้ตอนเข้าทรง มีอาวุธจีนแปลกๆ ที่เคยได้ยินเฉพาะในนิยายกำลังภายในอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ขวานโปเท้า ดาบฟ้าผ่า กระบี่สองมือ ค้อนดาวตก ฉาบบิน

ผมใช้เวลาอยู่ที่ศาลนี้ไม่น้อย ดูลักษณะของรูปปั้น การจัดวางอันเป็นเอกลักษณ์

ที่น่าสนใจอีกที่คือภาพเขียนที่ศาล ภายในศาลมีภาพเขียนจำนวนมาก เป็นตอนสำคัญของวรรณคดีจีน เช่น สามก๊ก น่ำซ้อง ไซอิ๋ว ไซฮั่น ซุยถัง ซ้องกั๋ง ฝีมือของศิลปินไม่โดดเด่นนัก แต่ว่าแสดงออกถึงความเข้าใจในวรรณกรรมจีนอย่างลึกซึ้ง

ภาพแปดเซียนที่ประตู คนนี้น่าจะเป็นเซียนที่แปด เชาก๊กกู๋

จากมัสยิดก็กลับโรงแรม ไปทำงานๆๆ

ตกเย็นออกมาหาอะไรกินที่ตลาดโต้รุ่ง อันที่จริงก็ไม่ได้โต้รุ่งดอก เที่ยงคืนปิด แต่เรียกว่าโต้รุ่ง

ตามคาด เราพบกับอาหารใต้แบบแท้ๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ (ไม่มีตะเกียบ เอาช้อนกิน) ไก่ย่าง ข้าวเนื้อแดง ข้าวซุปหางวัว แกงใต้สารพัด เรียกว่ากินกันจนไม่เป็นอันทำงานเลย

กลับจากมาเลเชียน้องหญิงบอกว่า จะ "พาไปขึ้นสวรรค์" ผมก็ดีใจเป็นหนักหนา