ชิบูยะ  แหล่งช็อปปิ้งของวัยรุ่น 

เมื่อเปรียบเทียบโตเกียว กับกทม.ชิบูยะ น่าจะเทียบได้กับสยามเซ็นเตอร์ 

 คือเป็นที่ที่วัยรุ่นจำนวนมากมายมาเดินช็อปปิ้งกัน  เป็นที่ขายสินค้าสารพัดสารเพ อาหารการกินมากมาย ในราคาที่พอจะรับไหว

   

ชิบูยะเป็นแหล่งสินค้าราคาปานกลางถึงสูง เต็มไปด้วยร้านเล็กร้านน้อยสลับกับห้างใหญ่ๆ ประปราย เป็นแหล่งชอปปิ้งในฝันของหลายๆคน เดินดูเดินชมเพลินตานัก

อย่างผมที่เป็นนักท่องเที่ยว ไม่ค่อยจะเน้นช็อปปิ้งมากนัก เสื้อผ้าก็ไม่ซื้อ เครื่องประดับยิ่งแล้วใหญ่  จึงมาที่นี่เพื่อจะดูให้เห็นกับตาตัวเองว่า ย่านวัยรุ่นของญี่ปุ่นมันเป็นเช่นไร 

ดูในทีวีมาเยอะแล้ว ไอ้ห้าแยกที่มีทีวีอยู่บนตึกน่ะ มันเป็นยังไงกันแน่  

จากวังจักรพรรดิ กลับสถาณีโตเกียว ยื่นตั๋ววัน 720 เยน ผ่านได้ตลอด  นั่งสายสีเขียว ยามาโนเทะไลน์ อ้อมเป็นวงมาชิบูยะ 

 

ยามาโนเทะไลน์จะต่างจากสายอื่น ตรงที่มีที่นั่งน้อยมาก   

เป็นสายที่ขึ้นง่าย ออกทุกนาที และไม่ว่าจะขึ้นขบวนไหนก็วิ่งเส้นเดียวกันหมด หลับตาขึ้นยังไม่ผิดเลย 

 เอาละ มาถึงแล้ว  นี่คือชิบูยะ แต่ยังไม่ถึงจุดที่โด่งดัง

 

มาถึงก็หาของกินก่อนเลย เติมพลัง นี่เป็นร้านอาหารกลางวันแบบชุด ชุดทงคัทสึ ชุดละ 500 เยน  ถ้าจะเอาซุปด้วยก็ 560 เยน  

 อิ่มแล้วก็ไปต่อกัน โลโก้ของชิบูยะมีสามอย่าง

1 ตู้รถไฟสีเขียว

2.ทีวียักษ์บนตึก

3.รูปปั้นหมาฮะจิ 

ออกจากสถานี ตรงทางออกชิบูยะ  เลี้ยวขวา เดินเลียบสถานีมาเรื่อยๆ  สักพักจะเจอไอ้นี่ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรแต่เท่ดีเหลือเกิน  

เดินมาถึงห้าแยกแล้ว  บนตึกมีทีวีจริงๆ ด้วย  

ผมเคยสงสัยว่า ทีวีพวกนี้ เปิดให้ใครดูหวา  พอบรรลุถึงแล้วก็เข้าใจ เพราะว่า ตรงทางออกสถาณีนั้น เป็นจุดนัดพบขนาดใหญ่  ใหญ่มาก พอๆ กะสนามฟุตบอลสักครึ่งสนาม  และมีของโชว์ต่างๆ ทีติดตั้งถาวรอยู่มากมาย 

นัยว่าเป็นจุดนัดพบโดยแท้ เช่น นัดว่า ว่าไปเจอกันที่ตู้รถไฟนะ หรือ ไม่เจอกันที่ฮะจินะ เป็นต้น  

ระหว่างที่รอนั่นเอง ก็ดูทีวีไปพลางๆ ทำให้รอได้สบายอารมณ์ยิ่งขึ้น นับว่าเป็นจุดนัดพบในอุดมคติจริงๆ นะ 

 

ออกมาก็เจอตู้รถไฟเก่าสีเขียวสด ตอนนี้เป็นทีจัดนิทรรศการหมุนเวียน  

จากนั้นก็เป็นภาพนูนต่ำรูปเจ้าฮะจิ  อืม แล้วตัวมันอยู่ไหนหวา  

เจอรูปเด็กเล่นกัน  แต่ยังไม่ใช่ฮะจิ  

เอ้า เจอแย้ว นี่คือเจ้าฮะจิ  เจอแล้วก็ถ่ายรูป แล้วก็บ๊ายบายมัน แกหมดหน้าที่แล้ว

 ================================================== 

ฮะจิหรือฮะจิโกะ (ตัวเมีย) เป็นสุนัขที่ซื้อสัตย์ต่อเจ้าของมาก จะมารับนายของมันที่สถานีนี้ทุกวันแล้วกลับบ้านด้วยกัน

อยู่มาวันหนึ่ง นายของมันจากไปโดยไม่กลับ แต่ฮะจิยังคงไปรอนายที่สถานีทุกวัน  นายสถานีเลี้ยงดูไว้และจะนำกลับบ้าน แต่ฮะจิก็ไม่ยอม มันรอนายของมันอยู่ที่นี่

และเมื่อได้ยินเสียงรถไฟ มันจะวิ่งไปดูว่านายของมันกลับมาหรอยัง เป็นเช่นนี้ไปกว่า 10 ปี

จนฤดูหนาวปีหนึ่ง มีผู้พบฮะจินอนตายอยู่หน้าสถานี เรื่องของ ฮะจิ สุนัขยอดกตัญญู ก็จบลงเพียงเท่านี้

โก๊ง โก๊ง  (เสียงตีกรับ)

==================================================     

รอบๆ รูปปั้นฮะจิ มีวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นมานัดพบกันมากมาย นับว่า ฮะจิ มีพลังในการรอที่แข็งแกร่งมาก

 

ตรงนี้มีจุดสูบบุหรี่ด้วย ใครจะสูบสูบตรงนี้ ทิ้งตรงนี้ พ้นจากเขตนี้แล้วห้าม 

 

มีป้อมตำรวจอยู่ตรงจุดนัดพบเลย ปลอดภัยสุดๆ   

 

เอาละ ต่อไปเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการมาที่นี่   คือการวิจัยลักษณะทางกายภาพและการแต่งกายของวัยรุ่นญี่ปุ่น เว้าซื่อๆ ก็มาดูสาวน่ะแหละ  ชิบูยะนี้วัยรุ่นหญิงจะเดินมากกว่าชาย

   

ห้าแยกนี้มีการจราจรคับคั่ง  พอไฟแดงปุป รถทั้งห้าแยกจะหยุดพร้อมๆ กัน แล้วคนจำนวนมหาศาลจะเดินข้ามถนน ดูแล้วตื่นตาตื่นใจไม่น้อย 

 แผนที่ชิบูยะนี่หมือนนิ้วมือ  ถ้านึกภาพไม่ออก ให้กางมือขวาออก  แต่ละนิ้วคือถนนแต่ละเส้น  ตรงสันหมัดคือถนนที่เชื่อมทุกเส้นด้วยกัน  เจ้าฮะจิอยู่บนหลังมือ  ข้อมือคือสถาณีรถไฟ  JR เอาละ ผมจะเดินไปทางนิ้วกลางนี่แหละ

พอมาที่หัวถนนปุป เจอกองถ่าย มีพิธีกรสาวน่ารักมากกำลังถ่ายทำรายการอยู่  เข้าใจว่าเป็นรายการวัยรุ่น ที่มาสัมภาษณ์คนเดินแถวนี้  


  

มีการร้องขายสินค้าตลอดทาง ร้านนี้กำลังโปรโมชั่นลด 20 % ทั้งร้าน   

น้องสาวคนนี้เป็นพริตตี้ขายโทรศัพท์ครับ เอาป้ายบังหน้าไว้ตลอดทั้งๆ ที่น่ารักมาก   

ร้านราเม็ง ราคาไม่แพง  เจ้าของร้านออกมาตะโกนเรียกลูกค้าเช่นกัน  

รองเท้าบูทส้นสูงเป็นของฮิตในช่วงนี้ของปี

  

ร้านเกมอาร์เคดจ้า

  

ร้านสลอตแมชชีน มีพริตตี้ด้วยนะ และกำลังมีโปรโมชั่นตู้แบบไหม่   

นี่เป็นร้านที่สาวๆ ชอบเข้ากันนัก มันคือร้านถ่ายรูปแต่งตัว จะคล้ายตู้สติกเกอร์ที่ถ่ายทั้งตัวหรือครึ่งตัว และสามารถตกแต่งสีผม เสื้อผ้า สีตา ผิว และเครื่องประดับต่างๆ ได้ดังใจนึก มันคือร้านถ่ายรูปที่สามารถตกแต่งรูปด้วยตัวเองได้นั่นเอง

สาวญี่ปุ่นใช้ในการถ่ายรูปตัวเอสวยๆ หรือไม่ก็ใช้ทดลอง เช่นถ้าไปทำผมทองแล้วหน้าตาจะเป็นยังไง

  

 นักเรียนสาวมาชอปปิ้งจ้า

  

ร้านนี้ขายตั๋วขายทุกอย่างทั้ตั๋วซินคังเซ็น จองที่ร้านอาหารตั๋วจองสินค้า  ยันตั๋วเบสบอล     

ร้านนี้มีจอทีวี เปิดมิงสิควีดีโอเพลงลูกทุ่งญี่ปุ่น ในภาพพระเอกกำลังร้องอยู่กลางทุ่งข้าว  

สาวๆ ญี่ปุ่นแต่งตัวน่ารัก

 

หนังเข้าโรงตอนนี้  "อะโฟร ซามูไร" โดยซามูเอล เอล แจคสัน เป็นยังไงก็ไม่รู้ อยากดูแฮะ  

ร้านเครปจ้า เข้าไปใกล้ไม่ได้เพราะสาวเยอะเหลือเกิน  

ไอ้นี่คงรู้จักกันดี  มันคือมอสเบอร์เกอร์  พบได้ทั่วไปในย่านชอปปิ้ง  

ร้านขายสูท คู่กับร้านชุดแต่งงาน  

วันที่ไปเป็นช่วงวันวัฒณธรรมญี่ปุ่น เลยมีโอกาสเทียวงานวัดอีกรอบนึง เออ เอาก็เอาตอนแรกว่าจะขึ้นไปดูบนห้องส่งของสถานี NHK แต่เวลาไม่ให้แล้ว   

ชื่องานคือ ชิบูเฟส  ครั้งที่ 30 จ้า  จัดอยู่ปลายทาง ตรงประมาณปลายนิ้วกลางน่ะ  

ของกินก็คล้ายๆ วัดอาซาคุสะ  ที่น่าสนใจคือเจ้านี่ครับ  "ทอร์เนโด โพเตโต้" เป็นมันฝรั่งเอามาฝานๆ เป็นเกลียวเหมือนพายุ แล้วทอดกรอบ รสชาติเหมือนมันฝรั่งแผ่นทอด กัดกินสนุกดีแท้ 300 เยนเท่านั้น  

โอโคโนมิยากิเป็นของมาตรฐานของงานวัด  

สุดถนน หลังงานวัดไป เป็นศูนย์กีฬา สนามฟีฬา ยิม และฟิตเนสอยู่เป็นกลุ่ม  

มัซเซิล เธียเตอร์  (โรงละครกล้ามเนื้อ) เป็นยิมเพาะกายน่ะ   

สนามกีฬาครับ เป้นที่จัดคอนเสริต์และแข่งกีฬาหลายๆอย่าง 

 ฟ้าเริ่มมืดแล้ว แต่โปรแกรมยังไม่จบ    ในรูปข้างบนนี้เวลา 5 โมงเย็นเท่านั้นเอง ที่ญี่ปุ่นสว่างเร็วและมืดเร็วมากครับ

เป้าหมายต่อไปคือ  ฮาราจูกุ  ดินแดนแห่งแฟชั่นหลุดโลก  โปรดติตตามรับชม

 

edit @ 4 Dec 2007 12:28:17 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

edit @ 4 Dec 2007 12:33:29 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

Imperial Palace บุกปราสาทเอโดะ !

 วันนี้ ผมวางแผนว่าจะไปชม Imperial Palace หรือวังของสมเด็จพระจักรพรรดิ ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Kokyo (คกเคียว)ถ้าบอกว่า Imperial Palace นี้ อาจจะไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไรนัก

แต่ถ้าผมบอกว่า จะไป "ปราสาทเอโดะ" กันละ  เป็นไง เริ่มน่าสนใจแล้วใช่ม้า 

ญี่ปุ่นมีกษัตริย์ที่สืบสันติควงศ์มายาวนานคล้ายของไทย ในสมัยสงครามกลางเมือง จักรพรรดิไม่มีกำลังทหาร แต่ก็อยู่ในฐานะอันสูงสุดที่จะชี้ความชอบธรรมทางกรเมืองได้ โชกุนจะทำอะไรก็ต้องขอราชโองการจากจักรพรรดิ  

ในสมัยสงครามโลก  ญี่ปุ่นเปิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จักรพรรดิเป็นศูนย์รวมจิตใจของทหารทุกคน "เพื่อสมเด็จพระจักรพรรดิ" เป็นคำที่นักบินกามิกาเซ่ร้องก่อนจะนำเครื่องบรรทุกระเบิดพุ่งชนเรือประจัณบาณ เมื่อระเบิดปรามณูถูกหย่อนลงที่นางาซากิ ทหารญี่ปุ่นยังสู้ตายไม่ยอมแพ้ บ้างก็ฆ่าตัวตายไม่ยอมเป็นเชลยศึก จนกระทั่งมีสารจากสมเด็จพระจักรพรรดิให้ทุกคนวางอาวุธ

 สมัยปัจจุบัน จักรพรรดิเลี่ยงที่จะยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพื่อลดความกดดันหลังการแพ้สงคราม แต่ก็ยังดำรงฐานะในความเป็นประมุขสูงสุดของประเทศ

เมื่อมีการประชุมสภา สมเด็จพระจักรพรรดิจะเสด็จขึ้นไปประทับในห้องเหนือที่ประชุม ดำรงความเป็นองค์ประธานไว้ วังจักรรพรรดิในปัจจุบัน ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิสืบต่อมาหลายองค์

 ในยุคสงครามกลางเมือง พระจักรพรรดิประทับที่เกียวโต ภายหลังย้ายมาที่เอโดะ หรือโตเกียวนั่นเอง 

 เอโดะ คืออะไร ?

เอาละครับทุกท่าน วันนี้เรามาฟังเรื่องของปราสาทเอโดะกันหน่อย

 ========================================

 ในปลายสมัยเฮอัน ช่วงต้นของยุคคามาคุระ  เอโดะ ชิเงสึกิ เป็นนักรบคนแรกที่ตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ  และก่อตั้งรากฐานของตระกูลเอโดะขึ้น บริเวณนั้นจึงรียกว่าเอโดะ ในสมัยนั้น ศูนย์กลางของประเทศอยู่ที่เกียวโต

ปี 1457 โอตะ โดกัน แห่งตระกูลอุเอสุงิ สร้างปราสาทขึ้นที่นี่ และตั้งชื่อว่า  ปราสาทเอโดะ 

 หลังจากนั้นตระกูลโฮโจ้เข้ามายึดปราสาทนี้  จนกระทั่งปี 1590 เกิดศึกโอดาวาระ   โทโทโยมิ ฮิเดโยชิ ขึ้นครองฟ้าดิน ตระกูลโฮโจทิ้งปราสาทไป

โทกุกาวะ ฮิเอยะสึ เป็นผู้มีความชอบมากในศึกนี้  ฮิเดโยชิมอบพื้นที่หกจังหวัดทางตะวันออกรวมทั้งเอโดะให้เป็นรางวัล   อิเอบะสึจึงใช้ปราสาทเอโดะเป็นฐานกำลังของเขา เรียกว่า ฮอนมารู 

เมื่อสิ้นฮิเดโยชิ  ขุนศึกทั่วแผ่นดินแตกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งบูรพา นำโดยอิเอยะสึ และฝั่งประจิม นำโดยมิสึนาริ และโทโทโยมิ ฮิเดโยริ ทายาทของ ฮิเดโยชิ ทั้งสองฝ่ายยกพลมาปะทะกันที่เซกิกาฮาระ ในปี 1600

ชัยชนะเป็นของฝ่ายบูรพา ศึกครั้งนั้นทำให้อิเอยะสึมีอำนาจปกครองทั่วประเทศ 

ปี 1603 โทกุกาวะ อิเอยะสึ ตั้งตนเป็นเซอิไทโชกุน สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ  เชิญองค์จักรพรรดิจากโตเกียวมาประทับที่เอโดะ ปราสาทเอโดะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของโทกุกาวะมายาวนาน อิเอยะสึปรับปรุงปราสาทและบริเวณใกล้เคียง ขยายขอบเขตออกไปกว้างขวางถึง 16 ตารางกิโลเมตร เรียกไดเมียวเข้ามารับผิดชอบการก่อสร้าง  เกณฑ์แรงงานจำนวนมาก 

การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1636 ในช่วงที่โทกุกาวะ อิเอมิทสึ หลานของเขาเป็นโชกุน แต่เดิมตรงกลางฮอนมารู จะมีปราสาทหลังใหญ่หรือ เท็นชู ตั้งไว้ แต่ได้ถูกทำลายด้วยไฟไหม้ในปี 1657 

ในปี 1868 ปราสาทเอโดะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว-โจ  หรืปราสาทโตเกียว  ในปี 1869 เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น โคโจ หรือ ปราสาทจักรพรรดิ ด้วยเหตุผลทางการเมือง

ในปี 1873 เกิดไฟใหม้ใหญ่อีกครั้ง ทำให้ตัวปราสาทเดิมที่เหลืออยู่ถูกเผาไหม้จนหมด 1888 สร้าพระราชวังใหม่ ที่เป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิมาจนถึงทุกวันนี้  มีชื่อว่า โคเคียว  หรือ วังจักรพรรดิปัจจุบัน

ส่วนที่เหลือของฮอนมารู ป้อมยาว แนวกำแพง และสวนบริเวณรอบข้าง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นจันทร์กับศุกร์  9.00-16.00 ค่าเข้าชมฟรีครับ  ส่วนโคเคียวนั้น เปิดเฉพาะเมื่อมีเทศกาล 

เรื่องของปราสาทเอโดะก็จบลงด้วยประการฉะนี้    โก๊ง.. โก๊ง … (เสียงตีกรับ)

 ============================== 

 เอาละครับ เอาว่ามันเป็นที่ที่คนมาโตเกียวจะพลาดเสียมิได้ก็แล้วกัน แถมค่าเข้าฟรีด้วย

  วันที่ 4 พย วันที่สองในญี่ปุ่น

วันนี้เริ่มตอนเช้าด้วย ข้าวหน้าเนื้อ (กิวด้ง)  ร้านโยชิโนยะ  แถวๆ ที่พักก่อน  ไม่มีหยอดเหรียญครับ  สั่งเอาอย่างเดียว แล้วก็นั่งกินที่เคานท์เตอร์ ไม่มีโต๊ะ เหมาะกับกินด่วน

ตอนผมนั่งกินก็เห็นพนักงานบริษัทมานั่งพุ้ยเอาๆ แล้วก็รีบไปทำงาน  เนื้อวัวของญี่ปุ่นทำอร่อยครับ นุ่มและหมักมาดีนัก กินกับข้าวที่นุ่มๆ เข้ากันดี ชามนี้ 380 เยน ชาเติมไม่อั้น 

อาหารชุดหมูย่าง 550 เยน

 

กินแล้วแวะส่งโปสการดก่อน

   

จากนั้น เราก็ไปซื้อตั๋วรถไฟ JR แบบเหมาวัน ขึ้นลงกี่ครั้งก็ทำไป ราคา 720 เยน ใช้ได้ถึงเที่ยงคืน

  

จากสถาณีอาซาคุสะบาชิ  ขึ้นสายชูโอไลน์  ไปอากิฮะบะระ  จากนั้นก็ขึ้น ยามาโนเตะไลน์ ไปโตเกียว

ที่โตเกียว ตอนเปลี่ยนสายรถไฟไปยามาโนเตะแวะกินชูครีมในสถานีด้วย เพราะคนขายน่ารักมาก ลูกละ 150 เยน ลูกขนาดซาละเปา หอมอร่อย

  

อันว่าแผนที่เมืองโตเกียวนั้น จะว่ายุ่งก็ยุ่ง จะว่าไม่ยุ่งก็ไม่ยุ่ง สถาณที่สำคัญๆ ไปได้ด้วยสายชูโอไลน์ และ ยามาโนเตะไลน์เพียงสองสายนึกภาพตามผมนะครับ 

นึกหน้าปัดนาฬิกาขึ้นมาอันนึง นี่คือสายรถไฟที่วิ่งเป็นวงกลมในใจกลางโตเกียว  

เลข 1 คือสถานีอุเอโนะ

เลข 2 คือสถานีโตเกียว

เลข 3 คืออากิฮะบะระ

เลข 7 คือชิบุยะ

เลข 8 คือฮาราจูกุ

เลข 9 คือชินจูกุ

ทั้งหมดนี้ไปได้โดยรถไฟสายเดียว คือยามาโนเตะไลน์  ที่วิ่งรอบวงนาฬิกา

ส่วนสายชูโอไลน์ วิ่งผ่าวงรอบจากเลข 9 ไปเลข 3  วิ่งจากชินจูกุ  ผ่านอากิฮะบะระ  และอาซาคุสะบาชิ ที่ผมพักอยู่นี่เอง   ถ้าใครจะหาที่พักในญี่ปุ่น ขอให้พักในที่ที่สองสายนี้ผ่านน่อ ไปไหนสะดวกไม่ต้องต่อเยอะ 

เอาละครับผมมาถึงสถานีโตเกียวแล้ว

สถานีนี้เป็นตึกเก่าทำด้วยอิฐแดงสวยงาม   

เดินจากสถานีไปประมาณ 10 นาที ด้วยสปีดชาวญี่ปุ่น ก็จะถึงเขตพระราชวัง 

ก่อนถึงกำแพงวัง ก็จะเป็นสวนสาธารณะ  มีน้ำพุงดงาม 

รอบๆ กำแพงวังเป็นสวนขนาดใหญ่ มีสนญี่ปุ่นงดงาม

ก่อนเข้าในตัววัง แวะตรงนี้สักหน่อย

  

 อนุสาวรีย์ท่านคุสุโนงิ มาซาชิเงะ

ท่านผู้นี้เป็นซามูไรนักยุทธศาสตร์ ผู้ภัคดีต่อองค์จักรพรรดิ

จะขอเล่าเรื่องของท่านผู้นี้พอสังเขป

 ===============================  

ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิ โก-ไดโกะ   นายทหารชื่อ อาชิคากะ ทาคาอุจิ ก่อกบฎขึ้น  

คุสุโนกิ มาซาชิเงะ ผู้รักษาป้อมอาคาซากะ ประกาศตนเข้าปกป้ององค์จักรพรรดิ 

คุสุโนงิ วางแผนนำเสด็จจักรพรรดิให้ลี้ภัยไปบนเขาฮิเอ  ล่อให้ทาคาอุจินำกำลังเข้ายึดเกียวโต  แล้วจากนั้นนำกำลังลงจากเขา ผนวกกับกำลังของพระนักรบจากเขาฮิเอสกัดกองกำลังทาคาอุจิไว้ในเมือง และสังหารเสีย 

แต่ทว่า องค์จักรพรรดิไม่ต้องการจะทิ้งนครหลวง พระองค์บัญชาให้คุสุโนกิยกกำลังไปปะทะกับกำลังที่เหนือว่าของทาคาอุจิในที่ราบ  คุสุโนงิไม่สามารถทัดทานได้ ถึงแม้จะทราบอย่างชัดเจนว่าจะต้องทิ้งชีวืตในการรบครั้งนี้ เขาก็ยินดีจะทำตามบัญชาองค์จักรพรรดิ ด้วยศักดิ์ศรีของนักรบซามูไรเขาเขียนจดหมายลาตายมอบให้บุตรชาย    แล้วยกทัพไปสู่ความตาย 

การรบเกิดขึ้นที่มีนาคาวะ (ปัจจุบันอยู่ในโกเบ) คุสุโนงิ และทหารคู่ใจ 600 คน  ตกอยู่ในวงล้อม เขาคว้านท้องฆ่าตัวตาย  คำพูดสุดท้ายของเขาคือ Shichisei Hōkoku “แม้มีอีกเจ็ดชีวิต ก็ขอสละเพื่อแผ่นดิน” 

คุสุโนกิ ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในยุคของโตกุกาวะ   เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการภัคดีเพื่อองค์จักรพรรดิ   ในช่วงสงคราม ชื่อของเขาเป็นเหมือนกับเทพพิทักษ์ของนักบินกามิกาเซ่ ผู้สละชีวิตเพื่อองค์จักรพรรดิเช่นกัน 

 เป็นอันว่าจบเรื่องของคุสุโนงิแต่เพียงเท่านี้ โก๊ง...โก๊ง  (เสียงตีกรับ)

===================================  

เอาละ ต่อไปเรามาดูบริเวณตัวปราสาทกัน ป้อมทางนอกของตัวปราสาท ยังคงสภาพดีอยู่   

คูน้ำกำแพงสูง

 

ทางเข้าไปชมภายใน

    

อันนี้คือห้องน้ำครับ ช่องหน้าต่างทำไว้ตรงที่ยืนทำธุระพอดี ฉี่ไปชมวิวไปก้ไม่เลว


 

ประตูชั้นใน สภาพดีมากเพราะบูรณะขึ้นมาใหม่ ของเก่าโดนลูกระเบิดในช่วงสงครามพังไปแย้ว

 

ประตุที่สร้างตามแบบเก่า มีประตูเล็กไว้เข้าออกตอนประตูใหญ่ปิดแล้ว สังเกตว่าเล็กมากเข้าออกยาก

 

 

Guard House หรือเรือนยาม  มีซามูไร 100 คนรักษาการ์ณทั้งกลางวันกลางคืน กินอยู่หลับนอนที่นี่เลย เข้าเวรหมุนเวียนกันทีละ 50 คน

 

 

เรือนยามชั้นใน จะเล็กกว่า มีซามูไรชั้นยอด 50 คนรักษาการ์ณ

 

 อุโมงค์ลึกลับที่พบระหว่างการบูรณะปราสาท ไม่ทราบว่าเป็นที่หลบภัย ทางลับ ถ้ำพระ คุก หรือที่เก็บสมบัติ

ฐานของฮอนมารู หอกลางของปราสาทเอโดะ

ฐานของฮอนมารู สูงมาก เดินขึ้นเหนื่อยเลยละ

 

มุมมองจากฮอนมารู

กำแพงขนาดนี้ นินจาไม่น่าจะปีนไหวเลย

เรือนน้ำชาภายในเขตพระราชวัง

ปลาโค่ย ภายในสวนของวัง

มุมหนึ่งของสวนตะวันออก

เดินเหนื่อยแต่หาน้ำดื่มและห้องน้ำได้เรื่อยๆ ครับ

 

เอาละครับ เราออกจากวังจักรพรรดิกันบ่ายสองโมง เป้าต่อไปก็คือ Shibuya !

 

edit @ 27 Nov 2007 17:50:26 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

edit @ 27 Nov 2007 18:58:53 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)

ที่พักใน Tokyu + Japanese Friend

posted on 26 Nov 2007 16:47 by itgroup  in JPII

ที่พัก สุมิดาคาวะ ยูธโฮสเทล: อาซาคุสะบาชิ

เอาละครับ เท่าที่เขียนมา 6 entry เพิ่งเป็นวันแรกวันเดียวนะครับ (3 พย) เพิ่งจะหมดวันเดี๋ยวนี้เอง
ผมจัดโปรแกรมคราวนี้ค่อนข้างแน่น ใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด
แต่พอถึงเวลานอนก็ต้องนอนอยู่ดี ไม่งั้นจะเอาแรงที่ไหนไปเที่ยว


ในการไปเที่ยวนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ งบประมาณ 
คนเราต้องกิน นอน เดินทาง ซื้อของ
ในจำนวนนี้งบประมาณที่ตัดลงไปไม่ได้เลยคืองบเดินทาง

ผมจึงวางแผนว่า มารอบนี้ไม่ไปโอซาก้า 

เรื่องของเรื่องคือผมวางแผนว่า จะเก็บโตเกียวและบริเวณใกล้เคียงให้หมดเกลี้ยงเลย
เจตนาที่ผมทำเช่นนี้ ไม่ไปมันทั้งประเทศอย่างที่บางคนแนะนำ  ซึ่งก็สามารถทำได้ในเวลา 8 วันเพราะว่าการคมนาคมดี ซื้อตั๋ววันราคา 6500 บาท มาก็สามารถจะนั่งซินคังเซนไปได้ทุกที่ในประเทศ แต่ผมเลือกที่จะอยู่ที่เดียวเนื่องจากไม่อยากย้ายที่พักเยอะ และอยากจะสร้างความคุ้นเคยกับพื้นที่  อย่างโตเกียวเมืองเดียวนั้นถ้าจะเที่ยวกันซอกแซกจริงๆ เดือนนึงก็ไม่พอ

ที่สำคัญ รอบหน้า ผมจะลุยโอซาก้าให้สะใจไปเลย

มาครางนี้ผมจัดโปรแกรมไว้เที่ยวโตเกียว 4 วัน เที่ยวที่อืนรอบๆ อีก 4 วัน  ก็เรียกว่าคุ้มค่าและเต็มอิ่มกับโตเกียว  เอาละ กลับมาที่เรื่องที่พัก  ผมเลือกที่พักให้ประหยัดที่สุด ราคาคืนละ 3000 เยน เพื่อเอาเงินไปกิน เที่ยว ซื้อของ  เรื่องค่าเดินทางนั้น เมื่อจำกัดว่าไม่ข้ามจังหวัดไกลๆ แล้ว ก็เป็นอันสำเร็จได้ด้วยตั๋วรถไฟในเขตโตเกียว วันละ 720 เยน อยากขึ้นกี่รอบก็ขึ้นไป 

สุมิดาคาวะ ยูธโฮสเทล (Sumidakuwa Youth Hostel)

ยูธโฮสเทล คือ กลุ่มโรงแรมที่สนับสนุนโดยองค์การของรัฐ เพื่อเอื้ออำนวยให้เยาวชน สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ได้  โดยสะดวก เป็นที่พักที่สนับสนุนชาวต่างชาติโดยเฉพาะ
-ราคาประหยัด
-อยู่ใกล้บริเวณสถาณที่ท่องเที่ยว
-มีเวปไซต์ภาษาอังกฤษบริการ
-พนักงานสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และสามารถแนะนำเรื่องการท่องเที่ยวได้


แน่นอนว่าสิ่งที่หายไปก็คือ ความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัวและความหรูหรา  ผมพักรวมกับชาวต่างชาติอื่นๆ ในห้องแบบญี่ปุ่น มีทีวีเครื่องเดียวต้องผลัดกันดู อาบน้ำรวมในห้องรวม (เป็นฝักบัว ไม่ใช่ออนเซ็น)  และใช้ห้องน้ำร่วมกัน ของหญิงก็จะมีอีกห้องนึง ข้างๆ กัน ใช้ร่วมกับหญิงอื่นๆเช่นกันนะครับ 

ในกรณีของผมนั้นผมยินดีจะพักแบบนี้ เนื่องจาก 

1. ผมไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่ได้คิดจะไปนอนเล่นที่โรงแรม ดังนั้น เครื่องอำนวยความสะดวกมีน้อยเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น  

2. ทุกวันผมกลับ 5 ทุ่ม และออกตั้งแต่ 7 โมง ไม่รู้จะเอาโรงแรมหรูๆ มาทำหยัง

3. ผมอยากจะพูดคุยกับคนต่างชาติ 

บางคนอาจจะคิดว่า อ้าว แล้วนอนร่วมกับคนชาติอื่นไม่กลัวมันเหรอ ผมก็คิดว่าทางนั้นก็กลัวผมเหมือนกันน่ะแหละ โดยทั่วไปคนที่พักยูธโฮสเทลนี้จะเป็นนักท่องเที่ยวทั้งนั้น บางทีคนญี่ปุ่นที่เดินทางจะมาพักบ้างเพราะราคามันถูกพอๆ กับโรงแรมจิ้งหรีดเกรดต่ำ แต่ดูดีกว่าเยอะ

ที่สำคัญการนอนร่วมห้องกับชาติอื่นๆ จะมีโอกาสได้เห็นอะไรสนุกๆ เยอะ โดยเฉพาะได้เจอกับคนแปลกๆ ที่ชาตินี้ไม่คิดว่าจะได้เจอ
ในเวลาอาทิตย์หนึ่งที่พักที่นี่ ผมเจอคนพวกนี้ครับ


-นักวิจัยสมุนไพรชาวสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ชื่นชอบมังงะ
-วิศกรระบบเครื่องกลไกจาก บ.รถจักรยานยนต์ ชาวญี่ปุ่น
-ทีมนักศิลปะการต่อสู้จากสก็อตแลนด์
-โอตาคุชาวสวีเดน
-นักซูโม่สมัครเล่นจากเนเธอแลนด์
-นักธุรกิจชาวสิงค์โปร ผู้พิสมัยการอาบน้ำร้อน
-นักศึกษาชาวไต้หวัน

การที่ได้คุยกับคนที่มีพื้นเพแตกต่างกัน แต่จุดประสงค์เดียวกัน คือเที่ยวญี่ปุ่น ทำให้ได้รู้อะไรใหม่ๆ แปลกๆ ดี โดยเฉพาะเรื่องราวของประเทศนั้นๆ

เอาละๆ นอกเรื่องไปอีกแล้ว  ยังไม่ถึงที่พักซะที

สุมิดาคาวะ ยูธโฮสเทล  อยู่ห่างจากสถาณีรถไฟ  JR อาซาคุสะบาชิ  500 เมตร เดินประมาณ 15 นาที  นับว่าใกล้มากครับ ออกจากสถาณีรถไฟ เลี้ยวซ้ายไปสองแยก ข้ามถนนที่หน้าป้อมตำรวจ เข้าซอยอีกหน่อยก็ถึงแล้ว

สภาพด้านนนอกเป็นตึกธรรมดาๆ เข้าไปข้างในจะเห็นเคาน์เตอร์ ที่มีการตกแต่งอย่างน่าดู และห้องนั่งเล่นครับ วันที่ผมไปถึงมีฝรั่งถอดเสื้อ ใส่กางเกงซูโม่ ยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าตึกด้วย เท่ซะไม่มี

เคานท์เตอร์ด้านหน้า มีพนักงานวนเวียนกันมาให้บริการตลอด ทุกคนใช้ภาษาได้ดีมาก

ห้องนอนครับ เป็นห้องทาทามิแบบญี่ปุ่น มีตู้ให้คนละใบ ที่นอนหมอนมุ้งยัดในตู้ จะนอนอามาปู มีล็อคเกอร์ติดกุญแจให้คนละอันด้วยไว้ใส่ของมีค่า

มีอินเตอร์เนตใช้ มีห้องนั่งเล่น

 

 มีห้องครัวที่สามารถทำอาหารกินเองได้ เช้ามีกาแฟฟรี

 

 มีอาหารสำเร็จขายด้วย มีโปสการ์ดพร้อมแสตมปขาย และยังมีของฝากนิดๆ หน่อยๆ ขายด้วยเผื่อลืมซื้อ  

ห้องประชุม มีทีวีไว้ดูข่าวตอนเช้า (ไว้ฟังพยากรณ์อากาศ) เหมาะสำหรับกรุ๊ปใหญ่ๆ ตอนนั่งคุยกัน

 

 ท่านผู้ใดสนใจลองเข้าไปดูรายละเอียดที่นี่นะครับ   มีลิงค์ของยูธโฮสเทลอื่นๆ ด้วย

http://www.hihostels.com/  ใส่ประเทศและเมืองที่ต้องการ

http://www.hihostels.com/dba/hostel032354.en.htm ของสุมิดาคาวะ

ข้อดีคือ อยู่ใกล้อากิฮะบะระ และอาซาคุสะ ใครต้องการรายละเอียดต่อแอดเมลผมคุยกันต่อได้ครับ


พอไปที่ที่พัก ปรากฏว่าเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่รู้จักกันตอนผมไปครั้งแรกมาเยี่ยมครับ  ดีใจมากๆ  และเพื่อนเหล่านี้ก็
ช่วยแนะนำสถาณที่ท่องเที่ยวให้ด้วย  ต่อไปนี้ผมขอใช้ภาษาอังกฤษนะครับ เพือเพื่อนๆชาวญี่ปุ่นของผมจะอ่านได้

 


Japanese Friend Visit at Youth Hostel

Before  go to Japan  I contacted my friend in Tokyu.

 Mr. Gen Maruyama make an appointment for me. First day in Japan , when I return form Akihabara. 

Gen san ,Wada sa and Maki San has visit me at Youth Hostel.

Yokoso Japan! . (welcome to japan) is their first word.

I am very happy to see them again.

We meet last year when I join Jica Program to Japan. Gen san, Wada san ,Maki san  and another japanese youth has join us. 

 We stay together in Onzen at Shizuoka for 3 day .  It is very  beautiful times. I learn many thing form them.

Now, this trip  me and my Thailand friend  very glad to meet them. 

We talking about this trip. Gen san can speak Thai very well. He talk to my friend in Thai.

 We ask them about Imperial Palace and Ueno. I plan to go to Imperial Palace tomorrow.

Gen san and Wada san is  salary man.  Maki San is a Nurse. They work in location near Tokyu.

 Maki san stay at Nikko. She provide many information for us to visit Nikko later.

I bring some Gift (Omiyake) for them form Chaingmai.  It is the well decorated  Thai traditional lunchboxs.  I’m very glad they like it.

After take some photo.  We say goodbye and persuade them to visit Thailand.  Gen san  tell me he will go for sure.

Thank You very much.  All Japanese friend. See you later. 

Iroiro Arigogosaimatsu . Mattae imasho. 

P.S.  Another friend we met is Yuki san. She bring us to Yokohama. I will write about her later. Thank to Arato Oshima, who provide many useful information.

Next Issue : Imperial Palace , Shibuya , Harajuku  and Shinjuku

 

เรื่องของที่พักในญี่ปุ่น แอดเมลผมไปสอบถามได้ที  ppatiroop@hotmail.com

edit @ 27 Nov 2007 00:33:35 by ต๊ะคุง (Blog:23 day in Japan)